ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (14) : การมีส่วนร่วมและอำนาจในการเปลี่ยนแปลง

“ปัญหาของสังคมนิยมคือมันกินเวลาเย็นของคุณมากเกินไป” — Oscar Wilde หลายแคมเปญล้มเหลวเพราะไม่สามารถรวบรวมการสนับสนุนได้เพียงพอ แคมเปญมักเป็นการชวนให้คน “ตามฉันมา” หรือ “มาร่วมด้วย” โดยเชิญชวนให้ผู้อื่นสละเวลาหรือความสนใจเพื่อสนับสนุนวาระของคุณ แล้วทำไมใครสักคนจึงควรออกนอกเส้นทางของตนเองเพื่อสนับสนุนหรือเข้าร่วมแคมเปญของคุณ? ระดับของการสนับสนุนแคมเปญจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนบางกลุ่มเก่งกว่าคนอื่นๆ เสมอไป หรือว่าบางประเด็นนั้น “น่าดึงดูด” กว่า แต่บ่อยครั้งที่ผู้จัดแคมเปญไม่ออกแบบให้ดึงดูดได้มากพอ ถ้าได้ยินใครพูดว่า “ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย” นั่นอาจหมายความว่าเขายังไม่ออกแบบแคมเปญให้เหมาะสม เมื่อประเมินข้อเสนอของแคมเปญ เราทุกคนล้วนตั้งคำถามว่า “มันคุ้มค่าหรือไม่?” โดยส่วนใหญ่เราจะประเมินด้วยสัญชาตญาณว่า “นี่ใช่สิ่งที่ฉันควรสนับสนุนไหม” หรือไม่ใช่ 1. ประเด็น (The cause) – เราสนใจประเด็นนี้ไหม? แคมเปญนี้จำเป็นหรือเปล่า? (ถ้ากลุ่มเป้าหมายเห็นตรงกันอยู่แล้ว คำตอบควรเป็น ‘ใช่’) 2. ประโยชน์ (The benefit) – ผลลัพธ์ของแคมเปญจะเป็นอย่างไร หากประสบความสำเร็จ — ในภาพรวม หรือในระดับส่วนตัว? มันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าหรือไม่? มันให้อำนาจกับฉันอย่างไร มันช่วยเพิ่มอิทธิพลของฉันต่อโลกใบนี้หรือไม่? มันช่วยให้กลไกที่มีอยู่ดีขึ้น หรือสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาหรือไม่? 3. วิธีการ (The means) […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (13) : ความน่าสนใจ หรือไม่ก็โดนเพิกเฉย

บางครั้งบทเรียนพื้นฐานที่สุดของการออกแบบการรณรงค์กลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในปี 2007 Elaine Lawrence และฉันได้ทำการประเมินผลแคมเปญ “The Big Ask” ขององค์กร Friends of the Earth เช่นเคย เราพยายามดูที่ผลลัพธ์ต่าง ๆ ทั้งในแง่ของผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ รวมถึงผ่านการสัมภาษณ์ทั้งภายในและภายนอก หนึ่งในความคิดเห็นที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากนักข่าว Mike McCarthy บรรณาธิการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของหนังสือพิมพ์ The Independent ของสหราชอาณาจักร: “ความน่าสนใจนั้นได้ผลดี อย่าให้คนเบื่อ องค์กรสิ่งแวดล้อมจำนวนมากพยายามดึงความสนใจจากสื่อ โดยเน้นสิ่งที่สำคัญแทนที่จะเน้นสิ่งที่น่าสนใจ แต่มันต่างกันมาก แคมเปญนี้ทำให้เรื่องที่สำคัญกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ The Big Ask พูดถึงอะไร? มันนำกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ค่อนข้างน่าเบื่อและซับซ้อนเกี่ยวกับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนมานำเสนอให้น่าสนใจได้ ทั้งที่มันน่าเบื่อมาก” The Big Ask นั้นได้ผลอย่างแน่นอน สามารถระดมผู้คนหลายหมื่นคนและกลุ่ม Friends of the Earth หลายร้อยกลุ่มทั่วอังกฤษและเวลส์เพื่อกดดัน ส.ส. แทบทุกคนให้สนับสนุนร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งต้องการให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายเพื่อลดการปล่อย CO₂ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินการที่มีพลังและจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (12) : เห็นจึงเชื่อ

ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดของเราสำหรับการสื่อสารมวลชน ภาพยังคงเป็นภาษาที่เข้าใจได้ในระดับสากลมากที่สุด — วอลต์ ดิสนีย์ เกือบทุกแคมเปญจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ภาพในการสื่อสาร เพราะภาพให้ทั้งการเข้าถึง ความชัดเจนและพลังในการโน้มน้าวใจ เทคโนโลยียุคใหม่ทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุคที่ “เห็นจึงเชื่อ” มากขึ้น เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักมีความชอบโดยธรรมชาติในการรับข้อมูลผ่านทางสายตา สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว “ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดได้นับพันคำ” เมื่อเราเข้าใจสิ่งใด เรามักพูดว่า “อ๋อ เห็นภาพแล้ว” บางคนอาจชอบการสื่อสารด้วยคำพูด เช่น “เราร้องเพลงจากโน้ตเดียวกัน” หรือด้วยการสัมผัส เช่น “เราคลิกกันได้” ภาพสามารถเข้าถึงอารมณ์ของเราได้โดยไม่ต้องใช้เหตุผล และสามารถเสริมหรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้ชมได้ เมื่อคุณศึกษาประเด็นใดๆ คุณจะพบว่าผู้คนมักย้อนกลับไปจำสิ่งที่เคยเห็นในรูปแบบของภาพ เช่น “เป็นตอนที่ฉันเห็น X นั่นแหละ ที่ทำให้ฉันรู้ว่ามันร้ายแรงจริง ๆ” แคมเปญควรสื่อสารในมิติต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ถ้าต้องเลือกเพียงสื่อเดียว โดยไม่มีความรู้เฉพาะเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย ภาพควรเป็นทางเลือกหลัก เมื่อวันหนึ่งมีสื่อที่รวมทั้งสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง ความเข้าใจของผู้ชมอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก การเลือกใช้ภาพมักหมายถึงการหลีกเลี่ยงความชอบขององค์กรที่มักเน้น “ข้อความตัวอักษร” แม้ว่าหลายองค์กรจะรับรู้ถึงความจำเป็นของภาพ แต่ก็ยังสื่อสารด้วย “บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร” อยู่ดี แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่โทรทัศน์ก็ยังเป็นหน้าต่างสู่โลกที่ดีพอให้ภาพถูกใช้เป็น “บรรทัดฐานของความจริง” […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (11) : เรื่องเล่า (Stories)

เมื่อคนเราฟังเรื่องเล่า สมองทั้งสองซีกจะทำงานพร้อมกัน ซีกซ้ายจะประมวลผลคำพูดในขณะที่ซีกขวาจะเติมช่องว่างที่ขาดหายไปอย่างกระตือรือร้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการอ่านหนังสือให้เด็กฟังจึงสำคัญมาก เพื่อให้สมองของพวกเขาได้จินตนาการเรื่องราว แทนที่จะใช้แค่โทรทัศน์และภาพยนตร์ในการเรียนรู้ทั้งหมดของพวกเขา การสื่อสารของแคมเปญควรเริ่มต้นต่อหน้าผู้ชมเหมือนการเล่าเรื่อง — ตั้งแต่ต้นเรื่อง รูปที่ 1 และ 2 แสดงวิธีการให้ข้อมูลเดียวกันในสองรูปแบบ เราสามารถเห็นได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นในรูปที่ 1 เพราะมันคือเรื่องเล่า ส่วนรูปที่ 2 กล่าวถึงหัวข้อเดียวกัน — หมาป่า เด็กและประสบการณ์เฉียดตาย — แต่ในรูปแบบที่ต่างออกไปและจดจำได้น้อยกว่า เรื่องเล่ามีมาก่อนการเขียนอย่างแน่นอนและอาจมาก่อนศิลปะด้วยซ้ำ ใช้เรื่องเล่าทุกครั้งที่ทำได้ เพราะผู้คนจะจดจำเรื่องเล่า และหากเป็นไปได้ให้ใช้บุคคลจริงในเรื่องเล่า เพราะเราสามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้ ส่วนรูปแบบรายงานเชิงวิชาการเก็บไว้ใช้สำหรับการสื่อสารกับเครื่องจักรหรือในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องเล่า (Stories) คือวิธีที่เรานำสิ่งสำคัญหลายอย่างในชีวิตมาเชื่อมโยงกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร เปิดทางให้แนวคิดหนึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างอิสระ เช่น เรื่องเล่าในเมือง นิทานสอนใจหรือ “มีม” ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ไกลกว่าการสื่อสารแบบเสียค่าใช้จ่าย เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยมีตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้น ก็สามารถพาเราย้ายจากการสื่อสารของสมองซีกขวามายังซีกซ้าย จากข้อเท็จจริงและเหตุผลไปสู่ความรู้สึกและอารมณ์ เรื่องเล่าพาเราเข้าไปในเหตุการณ์นั้นได้ — “มันอาจเป็นฉันก็ได้” เหมือนกับภาพ เรื่องเล่าไม่ต้องใช้การถกเถียงโต้แย้ง และคุณไม่สามารถโต้แย้งกับมันได้ เพราะคุณคือคนที่ตีความหมายของเรื่องนั้นด้วยตัวเองโดยไม่ถูกยัดเยียดให้เชื่อ ดังนั้นเรื่องเล่าจึงสามารถนำไปสู่เหตุการณ์หายากอย่าง “การเปลี่ยนความคิด” ง่ายขึ้น ความหมายลึกซึ้งอาจจะมาเยือนคุณภายหลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าไปแล้วนานมาก […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings