แดดแผดเผาในไซบีเรียและยุโรป

ขณะที่มีคลื่นความร้อนทุบสถิติในแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือในเดือนมิถุนายน 2564 บางส่วนของยุโรปและไซบีเรียก็เจอกับอุณหภูมิสูงก่อนฤดูร้อนที่จะมาถึง คลื่นความร้อนแสดงชัดเจนบนแผนที่ซึ่งระบุถึงความผิดปกติของอุณหภูมิอากาศที่ระดับพื้นผิวระหว่างวันที่ 18-25 มิถุนายน 2564 สิ่งที่ผิดแผกไปจากเดิมจะพิจารณาถึงการที่อุณหภูมิในช่วงกลางวันจะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2546-2556 พื้นที่แรเงาสีแดงแสดงถึงอุณหภูมิที่ร้อนกว่าปกติ ส่วนสีฟ้าคือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ ข้อมูลที่นำมาใช้ทำแผนที่มาจากเครื่องมือวัด Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซา หนึ่งในจุดศูนย์กลางของคลื่นความร้อนอยู่ในแถบยุโรปตอนกลางและตะวันออก ในวันที่ 23 มิถุนายน 2564 สถานีอุตุนิยมวิทยาในกรุงมอสโกวัดอุณหภูมิอากาศได้ 34.8°C (94.6°F)— เป็นอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายนเท่าที่มีการบันทึกมา ส่วนกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์วัดอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายนได้ที่ 31.7°C/89.1°F เท่าที่มีการบันทึกกันมา ที่เบลารุส อุณหภูมิร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายนขึ้นไปที่ 35.7°C/96.3°F และเอสโทเนีย 34.6°C/94.3°F Jennifer Francis นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศ Woodwell บอกว่า “คลื่นความร้อนเป็นผลมาจากแนวกระแสลมกรดแถบขั้วโลก(polar jet stream) ที่ดันขึ้นทางตอนเหนืออย่างยาวนาน เกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า ‘Blocking Patterns’ ซึ่งคือการที่ความกดอากาศสูงหรือความกดอากาศต่ำก่อตัวล้อมพื้นที่หนึ่งจนขัดขวางไม่ให้กระแส อากาศอื่นๆ ผ่านเข้าไป และก่อให้เกิดการกักความร้อนเอาไว้ในพื้นที่ ซึ่งเกิดขึ้นในแถบสแกนดิเนเวียในช่วงปีนี้ และมีส่วนทำให้เกิดอากาศร้อนที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในฟินแลนด์” พื้นที่ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวร้อนขึ้นเห็นชัดเจนในทางตะวันออก ตามแนวชายฝั่งทะเลอาร์กติกในไซบีเรีย James Overland ซึ่งทำงานประจำการที่ NOAA’s […]

ร้อนปรอทแตกในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

ภาพ NASA Earth Observatory สร้างโดย Joshua Stevens โดยใช้ข้อมูล GEOS-5 จาก Global Modeling and Assimilation Office ของนาซา และฐานข้อมูลของ Joalda Morancy/NASA/JPL-Caltech และทีมวิทยาศาสตร์ ECOSTRESS  เขียนเรื่องโดย Kathryn Hansen / แปลเรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี เหตุการณ์คลื่นความร้อนที่เกินปกติเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงฤดูร้อน แต่คลื่นความร้อนล่าสุดในเขตแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือต้องเป็นกรณียกเว้น ในเดือนมิถุนายน 2564 อุณหภูมิในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเพิ่มขึ้นทุบสถิติทั้งหมดในช่วงที่มีคลื่นความร้อนซึ่งสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ เรียกว่า “เป็นคลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์และอันตราย” ความร้อนเริ่มก่อตัวขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และผลที่เกิดขึ้นแสดงในแผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิพื้นผิวดินในวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ในรัฐวอชิงตัน โดยระบุว่า ในช่วงเที่ยงวัน อุณหภูมิพื้นผิวที่เมืองซีแอตเติลพุ่งขึ้นไปที่ 120 องศาฟาเรนไฮต์ (49 องศาเซลเซียส) และที่โหดกว่านี้ยังมาไม่ถึง จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน การเตือนภัยคลื่นความร้อนมีขึ้นทั่วรัฐวอชิงตัน โอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ข้อมูลในแผนที่มาจากระบบ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer Experiment on […]

คลื่นความร้อนถล่มภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อฤดูร้อนในทางอุตุนิยมวิทยา(meteorological summer)มาถึง บางส่วนของซีกโลกเหนือได้เจอกับความร้อนในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2564 โดยเฉพาะความร้อนในช่วงต้นฤดูที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง แผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิของอากาศในพื้นที่ในวันที่ 6 มิถุนายน 2564 แผนที่สร้างขึ้นมาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และแสดงเป็นภาพอุณหภูมิอากาศที่ระดับ 2 เมตร(ประมาณ 6.5 เมตร) เหนือพื้นดิน พื้นที่สีแดงเข้มสุดเป็นส่วนที่แบบจำลองระบุว่ามีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส(122 องศาฟาเรนไฮท์) แบบจำลอง GEOS คล้ายกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศอื่นๆ ใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของกระบวนการทางกายภาพ(เช่น การตกของน้ำฟ้าและการก่อตัวของเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การวัดจริงของคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม ป้อนเข้าไปในแบบจำลองเพื่อทำให้การคำนวณให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แท้ที่จริง สถานีอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่ทำการบันทึกอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียสอย่างน้อยที่สุด 4 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง อิหร่าน คูเวต โอมาน และสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ จากการรายงานข่าว เมือง Sweihan ในสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์สูงถึง 51.8 องศาเซลเซียส(125.2 องศาฟาเรนไฮต์) […]

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 เชื่อมโยงกับปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 เชื่อมโยงกับปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์จากการวิเคราะห์ของ NASA จากแนวโน้มการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ปีนี้อยู่ที่ 1.84 องศาฟาเรนไฮต์ (1.02 องศาเซลเซียส) อุ่นกว่าค่าเฉลี่ยปีฐาน(ปี 2494-2523) รายงานของนักวิทยาศาสตร์จาก NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) ในนิวยอร์ก อุณหภูมิปี 2563 แตกต่างจากปี 2559 น้อยมากในขอบเขตความผิดพลาดที่ยอมรับได้ ทำให้ปี 2563 ที่ผ่านมาเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ “7 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วง 7 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ซึ่งบ่งบอกถึงกระแสความร้อนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” Gavin Schmidt ผู้อำนวยการ GISS กล่าว “ ไม่ว่าปีหนึ่งจะเป็นสถิติหรือไม่นั้นไม่สำคัญ จริงๆ สิ่งที่สำคัญคือแนวโน้มในระยะยาว จากแนวโน้มเหล่านี้ และเมื่อผลกระทบของมนุษย์ต่อสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น เราคาดว่าจะมีการทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกต่อไป” โลกที่ร้อนขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป การติดตามแนวโน้มอุณหภูมิโลกเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของผลกระทบของกิจกรรมของมนุษย์บนโลกของเรา โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาฟาเรนไฮต์ (1.2 องศาเซลเซียส) […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings