Taragraphies — Header Component

ภาพ NASA Earth Observatory สร้างโดย Joshua Stevens โดยใช้ข้อมูล GEOS-5 จาก Global Modeling and Assimilation Office ของนาซา และฐานข้อมูลของ Joalda Morancy/NASA/JPL-Caltech และทีมวิทยาศาสตร์ ECOSTRESS  เขียนเรื่องโดย Kathryn Hansen / แปลเรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี

25 มิถุนายน 2564

เหตุการณ์คลื่นความร้อนที่เกินปกติเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงฤดูร้อน แต่คลื่นความร้อนล่าสุดในเขตแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือต้องเป็นกรณียกเว้น ในเดือนมิถุนายน 2564 อุณหภูมิในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเพิ่มขึ้นทุบสถิติทั้งหมดในช่วงที่มีคลื่นความร้อนซึ่งสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ เรียกว่า “เป็นคลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์และอันตราย”

ความร้อนเริ่มก่อตัวขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และผลที่เกิดขึ้นแสดงในแผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิพื้นผิวดินในวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ในรัฐวอชิงตัน โดยระบุว่า ในช่วงเที่ยงวัน อุณหภูมิพื้นผิวที่เมืองซีแอตเติลพุ่งขึ้นไปที่ 120 องศาฟาเรนไฮต์ (49 องศาเซลเซียส) และที่โหดกว่านี้ยังมาไม่ถึง จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน การเตือนภัยคลื่นความร้อนมีขึ้นทั่วรัฐวอชิงตัน โอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ

ข้อมูลในแผนที่มาจากระบบ ECOsystem Spaceborne Thermal Radiometer Experiment on Space Station (ECOSTRESS) ของนาซา โดยใช้เครื่องมือ scanning radiometer เพื่อวัดรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นผิวโลกซึ่งจะต่างจากการวัดอุณหภูมิอากาศ เครื่องมือนี้จะทำให้เรารู้ว่าพื้นผิวโลกร้อนขึ้นอย่างไร ร้อนมากกว่าหรือน้อยกว่าอุณหภูมิอากาศ

แผนที่ด้านล่างแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในวันที่ 27 มิถุนายน 2564 ในช่วงที่ความร้อนเริ่มเข้มข้นและบันทึกอุณหภูมิค่อยๆ เริ่มลดลงบ้าง แผนที่ทำขึ้นจากข้อมูลแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และแสดงแบบแผนการกระจายตวัของอุณหภูมิอากาศที่สูงกว่าพื้นดิน 2 เมตร (6.5 ฟุต) พื้นที่ระบายสีแดงหมายถึงบริเวณที่อุณหภูมิอากาศสูงมากกว่า 27 องศาฟาเรนไฮต์ (15 องศาเซลเซียส) โดยมากกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอากาศระหว่างปี 2557-2563 ในวันเดียวกัน

27 มิถุนายน 2564

แบบจำลอง GEOS model ก็เช่นเดียวกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศอื่นๆ คือจะใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของกระบวนการทางกายภาพ (เช่น การตกของน้ำฟ้าและกระบวนการเกิดเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเกิดอะไรขึ้น การวัดจริงในส่วนของคุณลักษณะทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และกระแสลม จะถูกป้อนเข้าไปในแบบจำลองเป็นระยะๆ เพื่อให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงเท่าที่จะได้

สถานีอุตุนิยมวิทยาในหลายเมืองรายงานถึงอุณหภูมิที่ร้อนทำลายสถิติในวันที่ 27 มิถุนายน 2564 เมืองซีแอตเติลมีอุณหภูมิสูงถึง 104°F (40°C)ในวันนั้น เป็นอุณหภูมิของเมืองที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึก ที่เมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐโอเรกอนอุณหภูมิสุงเป็น 112°F (44°C)ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึก เมือง Lytton รัฐ British Columbia อุณหภูมิสูง 116°F (47°C)—ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุด ไม่มีที่ไหนในสหรัฐสูงกว่านี้เท่าที่มีการบันทึก สถิติอุณหภูมิที่มีการบันทึกในแคนาดาก่อนหน้านี้คือ 113°F (45°C) เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2480 ในเขต Yellow Grass และ Midale รัฐ Saskatchewan

จากข้อมูลใน blog ของ Cliff Mass นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ ความร้อนสุดขีดเป็นผลจากเงื่อนไขปัจจัยที่ผิดปกติรวมๆ กัน ทั้งความกดอากาศสูงมากบริเวณตอนในของทวีปและความกดอากาศต่ำแถบพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำให้เกิดการไหลเวียนที่รุนแรงของอากาศจากตะวันออกไปตะวันตก กระแสไหลเวียนดังกล่าวช่วยดันอากาศอากาศเย็นจากมหาสมุทรให้ห่างออกจาก ขณะที่มีการไหลเวียนของอากาศอุ่นอยู่เหนือแนวเทือกเขา และกระแสอากาศจะยิ่งร้อนขึ้นเมื่อเคลื่อนตัวลงตามลาดเขาไปสู่พืน้ที่เชิงเขาด้านล่าง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading