Taragraphies — Header Component

1.5C จบลงแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่

การเลือกตั้งของทรัมป์ครั้งใหม่เป็น ‘ตะปูตอกโลงตัวสุดท้าย’ สำหรับเป้าหมายหลักของความตกลงปารีส แต่เรายังสามารถจำกัดความเสียหายได้ เรียบเรียงจาก : https://heated.world/p/15c-is-dead-the-climate-fight-isnt?utm_source=Global%2BEnergy%2BMonitor&utm_campaign=5a1fbe1667-EMAIL_CAMPAIGN_2024_11_05_12_16&utm_medium=email&utm_term=0_-5a1fbe1667-%5BLIST_EMAIL_ID%5D “เมื่อทรัมป์ได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง เป้าหมายในการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถือว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว ความเห็นจากนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเก้าคน ‘แทบจะไม่มีความหวังเลย’ ที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศา ตามความตกลงปารีส แอนดรูว์ เดสเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส A&M กล่าว ‘แน่นอนว่า หากเคยมีความหวังเล็กๆ น้อยๆ ความหวังนั้นก็ได้หมดลงเมื่อบ่ายวานนี้’ 1.5 องศาได้รับการสื่อสารว่าเป็นเกณฑ์สำคัญที่หากข้ามไปแล้ว โลกจะประสบกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก เช่น ไฟป่าที่รุนแรง ความแห้งแล้ง คลื่นความร้อนที่เป็นอันตราย การล่มสลายของแนวปะการังในวงกว้าง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่านี่เป็นเพียงการประมาณการ จุดเปลี่ยนอาจอยู่ที่มากหรือน้อยกว่า 1.5 องศาก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งครั้งใหม่ของทรัมป์สามารถมองว่าเป็น ‘ตะปูตอกโลงตัวสุดท้าย’ สำหรับเป้าหมาย 1.5 องศาได้ ราเชล คลีทัส ผู้อำนวยการด้านนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์จากสมาคมนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใยกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้เพื่อรักษาสภาพภูมิอากาศที่สามารถอยู่ได้จะจบลง นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายทุกคนที่ให้ความเห็นหลังการเลือกตั้ง ต่างยืนยันว่าทุกส่วนขององศาที่เกิน 1.5 จะทำให้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศรุนแรงขึ้น […]

หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง นักการทูตด้านสภาพภูมิอากาศพร้อมที่จะเดินหน้าโดยไม่พึ่งบทบาทของสหรัฐฯ

การเจรจาอย่างลับๆ กำลังเตรียมการเพื่อให้ความร่วมมือระดับโลกยังคงดำเนินไปได้ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ การถอนตัวครั้งที่สองจากความตกลงปารีสของสหรัฐฯ อาจทำให้จีนกลายเป็นผู้นำแทน เรียบเรียงจาก https://www.bloomberg.com/news/features/2024-10-31/trump-s-possible-return-spurs-secret-talks-to-bypass-him-on-climate เขียนโดย เจนนิเฟอร์ เอ. ดลูฮี (31 ตุลาคม 2024) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่าเขาวางแผนที่จะนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกอีกครั้ง หากเขาได้รับชัยชนะในสมัยที่สองในทำเนียบขาว โดยเขายืนยันที่จะละทิ้งความตกลงปารีสอีกครั้ง ซึ่งเขามองว่าเป็น “สิ่งที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” นักสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่รัฐบาล และอดีตนักการทูตต่างกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้นี้ พร้อมวางแผนหาวิธีการรักษาความร่วมมือระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้โดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ การสนทนาต่างๆ การจำลองวิกฤต และการวิเคราะห์เชิงการเมืองได้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยคนที่คุ้นเคยกับการประชุมเหล่านี้ได้บรรยายว่ามีการเตรียมพร้อมเพื่อให้ความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ก็ตาม “การสนทนาเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการที่ผู้นำระดับโลกได้เรียนรู้บทเรียนจากประสบการณ์ครั้งแรกกับทรัมป์” เจค ชมิดท์ ที่ปรึกษาอาวุโสจาก NRDC Action Fund ซึ่งเป็นกลุ่มด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว “ประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามอย่างหนักในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ยอมถูกทำร้ายอีกครั้งจากรัฐบาลที่ดำเนินการในนามของผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล” การถอนตัวของสหรัฐฯ — หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง — จะนำไปสู่ผลกระทบมากมาย โดยจะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศประจำปีของสหประชาชาติและส่งผลกระทบต่อระบบในรูปแบบที่บางครั้งยากจะคาดเดาได้ การถอนตัวของผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศที่ล้าหลังใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ก็อาจสร้างโอกาสให้จีน ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลกก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ “สิ่งนี้จะทำให้จีนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น” […]

ไม่เอาคาร์บอนเครดิต มาเอาไร

เรียบเรียงจาก https://www.greenpeace.org/static/planet4-international-stateless/2023/12/c610d444-20231130_match-makingcommunity-ledclimateaction_ds_small.pdf กลไกที่ไม่ใช่ตลาดภายใต้มาตรา 6.8 ของความตกลงปารีสสนับสนุนทางออกเชิงรูปธรรมที่หลากหลาย สนับสนุนการดําเนินการภายใต้การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDCs) และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวกับเป้าหมายที่กว้างขึ้นของความตกลงปารีส อนุสัญญาริโออื่นๆ และกระบวนการพหุภาคีอื่นๆ เป้าหมายใหม่ที่ตกลงกันภายใต้ข้อตกลงความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล และการออกแบบกลไก Non-market approaches ที่เหมาะสม ภายใต้มาตรา 6.8 ของความตกลงปารีสเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง UNFCCC และ CBD ผ่านโครงการที่เน้นการทํางานร่วมกันระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวตามระบบนิเวศ และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากทั้งความท้าทายด้านระเบียบวิธีและผลกระทบต่อการดํารงชีวิตของชุมชนท้องถิ่น มาตรา 6.8 ของความตกลงปารีสเป็นจุดที่เหมาะสมเพียงแห่งเดียวในการดําเนินการภาคพื้นดิน แนวทางภาคพื้นดิน(Land-based approaches) ควรถูกแยกออกจากกลไก 6.2 และ 6.4 ของความตกลงปารีสอีกด้วย ควบคู่ไปกับข้อเสนอเชิงบวก ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎที่กําหนดไว้สําหรับแพลตฟอร์ม Non-market approaches (NMAs) มีแนวทาง การป้องกัน และการยกเว้นที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงแนวทางที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือทําให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพรุนแรงขึ้น สําหรับประเทศภาคีต่างๆ แนวทาง Non-market approaches (NMAs) ช่วยส่งมอบความโปร่งใสที่มากขึ้น ภาพรวมของภูมิทัศน์การระดมทุนที่มีอยู่ และการบัญชีที่ดีขึ้นสําหรับผลลัพธ์และการปรับปรุงที่ประสบความสําเร็จ สําหรับผู้คนและชุมชน Non-market approaches […]

ไปให้พ้นจากตลาดคาร์บอนที่ล้มเหลว

เรียบเรียงจาก https://www.greenpeace.org/static/planet4-international-stateless/2023/12/c610d444-20231130_match-makingcommunity-ledclimateaction_ds_small.pdf ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 6 ของความตกลงปารีสถูกครอบงําโดยกลุ่มผู้ที่สนับสนุนตลาดคาร์บอนและการค้าขายการปล่อยมลพิษ การมุ่งเน้นมากเกินไป และ ‘โน้มเอียงไปที่ระบบตลาด’ ในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศได้ชะลอความคืบหน้าของ Non-market approaches (NMAs) มาหลายปีแล้ว ย้อนกลับไปในปี 2558 ที่ COP21 ในปารีส คณะกรรมการประจําด้านการเงินของ UNFCCC (SCF) ให้คําแนะนําต่อกองทุน Green Climate Fund (GCF) เพื่อสร้างความคืบหน้าของ Non-market approaches (NMAs) ต่อการดำเนินการร่วมของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวในด้านป่าไม้ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นตามโครงการนำร่องภายใต้กลไก REDD+ มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่แพลตฟอร์ม Non-market approaches (NMAs) ไม่ได้รับความสำคัญในการเจรจา UNFCCC ในขณะที่ประเทศภาคีต่างๆ ใช้เวลา (และยังคงใช้เวลา) อย่างมากในการเจรจาความซับซ้อนทางเทคนิคของมาตรา 6.2 และ 6.4 โดยยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดภายใต้มาตรา 6 ควรทำให้เป็นแพ็คเกจเดียว ขณะนี้แพลตฟอร์ม Non-market […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings