ดินแดนที่เต็มไปด้วยมลพิษ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี สังคมศาสตร์ปริทัศน์ปกสีแดงซีดเป็นรูปวาดนักรบบูชิโดชุดดำถือปืนกลมือท่าทางขึงขัง หัวเรื่องเขียนว่า ”ภัยเหลือง ภาค 3 กำจัดจักรวรรดินิยมล้มระบบผูกขาด” หนังสือเล่มนี้มีอายุหลายทศวรรษแล้ว เมื่อครั้งคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการและคุณนิวัติ กองเพียรเป็นฝ่ายศิลป์ นี่คือบันทึกสำคัญของสังคมไทยในห้วงหนึ่งของการต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมจากบรรดาจักรวรรดินิยมทุกชาติ (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) ผมเปิดอ่านทุกหน้าด้วยใจระทึกจนถึงประโยคที่ร้อยเรียงซุกซ่อนอยู่ในบทวิเคราะห์อันยาวเหยียดเรื่อง “เหตุที่ญี่ปุ่นต้องเป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ” เมื่อปี 2516 นายฮิโรชิ อิโบะ ประธานคณะกรรมการวางแผนปัญหาปรอทเป็นพิษในญี่ปุ่นได้กล่าวถึงท่าทีและความต้องการของนายทุนญี่ปุ่นในการตั้งโรงงานนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายป้องกันมลพิษและความเสี่ยงต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมอันเข้มงวดว่า “การผลิตโซดาไฟในญี่ปุ่นหาที่ทำลำบาก วิธีต่อไปต้องไปสร้างนอกประเทศละกระมัง” จากนั้นมาจนบัดนี้ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ ก็ยาตราทัพสู่ประเทศไทย… บทความวรรณกรรมของสิงห์สนามหลวงเมื่อไม่นานมานี้ตอบคำถามเรื่องนักวิชาการบ้านเราชอบตามก้นฝรั่ง ก้นญี่ปุ่น ผู้ตอบสะท้อนปรากฏการณ์ของยุคสมัยอย่างคมคาย …คุณยุ่นทำวิจัยไว้ล่วงหน้ามาตั้งแต่สมัยธีรยุทธ บุญมีและคณะ จัดงาน “สัปดาห์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น” เมื่อประมาณ 2 ทศวรรษก่อนว่า ให้ไอ้พวกนี้ต่อต้านไป ยิ่งต่อต้านมากเท่าใด มันก็ยิ่งซื้อสินค้าญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น เพราะคติพี่ไทยบอกว่า ตามใจคือไทยแท้ หนทางที่จะทำมาร์เก็ตติ้งได้ดีที่สุดกับชีวทัศน์แบบนี้คือ หาทางสร้างทัศนคติให้ชอบขี่มอเตอร์ไซค์กันมากๆ …คุณยุ่นคิดเลยเถิดไปอีกว่า แม้หากพรรคอมมิวนิสต์ไทยจะได้รับชัยชนะ แต่ทว่า “แมงกะไซค์” จะยิ่งใหญ่สืบไป… คติแบบปัจเจกเช่นนี้กระมัง […]

ใครเป็นผู้ก่อโลกร้อนหมายเลขหนึ่ง?

ธันวาคม 2547 ชาวกรุงปักกิ่งได้รับคำเตือนจากทางการให้อยู่ในอาคารบ้านเรือน หรือหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ควรใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ มลพิษทางอากาศที่รุนแรงได้ปกคลุมเขตเมืองปักกิ่งเป็นเวลา 3 วัน การขาดแคลนด้านพลังงานได้มาถึงจุดวิกฤต จีนได้ทำการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นอย่างขนานใหญ่ สวนทางกับการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพอากาศที่มีการดำเนินการมาหลายปี ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหม่ โดยองค์กรการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ในปี 2549 จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก คิดเป็นปริมาณ 6,200 ล้านตัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก ปล่อยก๊าซออกมาในปริมาณ 5,800 ล้านตัน ในปีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลนี้ มิใช่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่หากรวมถึงกรุงวอชิงตัน บรัสเซลล์ และโตเกียวด้วย สาเหตุหนึ่งของเรื่องนี้คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกได้ส่งออกกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมจำนวนมากไปยังจีน โดยไม่มีการติดตามด้านสิ่งแวดล้อมของการย้ายฐานการผลิตดังกล่าว สิ่งเดียวที่บรรษัทข้ามชาติสนใจ คือ เรื่องค่าแรง ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาถูกลง และปล่อยภาระต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันมหาศาลให้กับจีน ในระยะยาว นโยบายนี้ถือเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นด้านกลับของโลกาภิวัฒน์ ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของจีน คิดเป็นประมาณร้อยละ 69 ของแหล่งผลิตพลังงานทั้งหมดในประเทศ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 42  จีนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบอันรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น การขยายตัวของทะเลทราย และการละลายของธารน้ำแข็ง มีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมให้รัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อตัดการพัฒนาเศรษฐกิจจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพิจารณาว่าประเทศใดจะต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนมากกว่าการหาปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่แต่ละประเทศเผาไหม้ในแต่ละปี เหตุผลอย่างแรกคือ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings