ต้นทุนของถ่านหิน : เมืองอิโลอิโลยืนหยัดสู้ “ถ่านหินยักษ์”
เมืองอิโลอิโล(Iloilo) ที่ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “หัวใจของฟิลิปปินส์” มีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองฝ่าย เหตุผลน่ะหรือ? นั่นก็เพราะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่นั่นเอง เมื่อคุณเข้าไปในเมือง ก็จะเห็นการแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน มีป้ายนับร้อยๆ แขวนอยู่ทั่วเมือง ครึ่งหนึ่งบอกว่า “ถ่านหินนี่แหละใช่!” แต่อีกครึ่งกลับบอกว่า “เราไม่เอาถ่านหิน!” และหากพิจารณาดูป้ายเหล่านั้นให้ดีๆ กลุ่มที่ตอบว่าใช่นั้น ป้ายของพวกเขาดูมีราคาและใช้การพิมพ์อย่างมืออาชีพ แต่พวกที่ตอบว่าไม่นั้นเกือบทั้งหมดเป็นป้ายที่เขียนเอง นี่คือปัญหาส่วนหนึ่ง การสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่นั้นมาจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มนักธุรกิจผู้ร่ำรวย ตรงกันข้ามฝ่ายที่คัดค้านกลับมาจากกลุ่มคนจำนวนมากและหลากหลายในสังคมรวมไปถึงโบสถ์คาทอลิกที่มีบารมีกว้างขวาง แพทย์ ศาสตราจารย์ วิศวกร นักธุรกิจผู้รู้แจ้ง ผู้นำประชาสังคมและนักเรียนนักศึกษา ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ได้ปรากฏให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน นั่นก็คือ แทนที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อคนยากจนอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีอาร์โรโยกลับสนับสนุนเอกชนและการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินของฟิลิปปินส์แทน อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้คัดค้านก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มไรส์(RISEs)ลุกฮือ แม้กลุ่มผู้คัดค้านจะมาจากหลากพื้นเพ แต่พวกเขาก็รวมกันเป็นกลุ่มเป็นระบบได้ ในปี 2546 ประชาชนกลุ่มนี้ได้ก่อตั้งกลุ่ม Responsible Ilongos for Sustainable Energy (RISE) ขึ้นมา เป้าหมายอันดับแรกของพวกเขาก็คือการหยุดยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หมู่บ้านประมงอะจุย(Ajuy) ในตอนเหนือของอิโลอิโลและรณรงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน กลุ่มไรส์(RISE) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในทันทีเมื่อสามารถทำให้โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หมู่บ้านประมงอะจุยต้องเลื่อนออกไป จนกระทั่งผู้ให้เงินทุนซึ่งก็คือ เค็บโก(KEPCO) ถอนตัวและถ่ายโอนโครงการไปยังตอนใต้ของเมืองชายฝั่งในบาบาเต้ (Banate) โดยหวังว่าจะเผชิญกับการคัดค้านน้อยลง และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่กลุ่มไรส์(RISE) โน้มน้าวให้คณะกรรมการจังหวัดปฏิเสธข้อเสนอโครงการสำเร็จ […]
มนุษย์ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร?
เราต้องใช้ถ่านหินและน้ำมันปริมาณมหาศาลผ่านเข้าไปในเครื่องยนต์และเตาเผาเพื่อทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ในช่วงกว่าศตวรรษที่ผ่านมา โดยมีก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นเป็นตัวช่วย เช่น มีเทน และก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ถึงกระนั้น ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์จนถึงปัจจุบันนั้นมีสาเหตุหลักมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้มาจากไหน อะไรเป็นแหล่งกำเนิดหลักในปัจจุบัน เพื่อพิจารณาให้เห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าส่วนใดของโลกและภาคเศรษฐกิจใดที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปัจจุบัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นเป็นปัญหาของทุกๆ คนบนโลก มลพิษพื้นฐานทั่วไปจะกระจายหายไปในเวลา 2-3 วัน และมีผลกระทบร้ายแรงในพื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดหรือพื้นที่ที่อยู่ใต้ลม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมีช่วงชีวิตที่ยาว เมื่ออยู่ในอากาศ มันจะคงอยู่ที่นั่นนานกว่าศตวรรษ ซึ่งจะเอื้อให้เกิดกระบวนการทางธรรมชาติในการเฉลี่ยกระจายให้คาร์บอนไดออกไซด์มีความเข้มข้นเท่ากันในชั้นบรรยากาศทั่วโลก บางประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อย เช่น ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ แต่กลับเป็นส่วนที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงได้ แต่ในบางกรณี พวกเขาสามารถอธิบายคุณลักษณะที่การเกิดความร้อนจากก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยเพิ่มความผิดปกติของเหตุการณ์ทางภูมิอากาศบางอย่าง เช่น คลื่นความร้อนในยุโรป เมื่อปี 2546
ภาวะโลกร้อนมีแต่เรื่องแย่เท่านั้นหรือ?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองอย่างไร บางภูมิภาค สัตว์และพืชบางชนิดพันธุ์อาจได้รับประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาและการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ภัยแล้งและอุทกภัย พายุที่รุนแรง สัตว์ป่าและพรรณพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ ล้วนเป็นข่าวร้ายไม่ว่าจะมองจากมุมใด คำถามที่ตรงประเด็นมากกว่าคือ ผู้คนและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะแบกภาระจากผลกระทบที่เกิดจากทางเลือกของตนหรือไม่ หรือจะให้ผู้อื่นรับภาระนี้ไป ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ผู้คนที่อยู่ในส่วนที่ยากจนที่สุดของโลก เช่น ในเอเชียและแอฟริกา จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเลวร้ายน้อยกว่าที่อื่นๆ
