Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย
ธารา บัวคำศรี ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา? สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ […]
ปกป้องสุขภาพคนไทย ถึงเวลาเปลี่ยนมาตรฐานฝุ่น PM2.5
ธารา บัวคำศรี การกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่ประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหามลพิษ ในฐานะที่เราทุกคนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหลายส่วนของประเทศซึ่งกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency)อยู่ในขณะนี้ มีทุกเหตุผลที่จำเป็นต้องพิจารณา ทบทวน และยกระดับมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนลงให้มากที่สุด บทความนี้จะกล่าวถึงที่มาของมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศที่ประเทศไทยใช้อยู่ และข้อเสนอของกรีนพีซว่าด้วยมาตรฐาน PM2.5 ที่ควรจะเป็น เรามีมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปมา 9 ปีแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยน ประเทศไทยเริ่มดำเนินการตรวจวัด PM2.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา [1] ในปี พ.ศ.2547 กรมควบคุมมลพิษมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาและยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ผู้ศึกษา(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)ได้เสนอแนะมาตรฐานสำหรับค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบสุขภาพได้มากที่สุด และค่าเฉลี่ย PM2.5 ใน 24 ชั่วโมงไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรโดยไม่มีวันที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 เกินมาตรฐาน […]
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5)จากโรงไฟฟ้าถ่านหินคือภัยคุกคามสุขภาวะของคนไทย
กรณีการวิพากษ์รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” ในประเด็นผลกระทบสุขภาพจากถ่านหินผ่านสื่อต่างๆ และการที่ กฟผ. ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. มีเทคโนโลยีทันสมัยและการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานกฎหมาย รวมทั้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน กฟผ. อ้างถึงเรื่องฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน แบบหลบเลี่ยงประเด็นโดยบอกว่า “ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ซึ่งรายงานของ กรีนพีซระบุว่า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาจะทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศนั้น จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ทั้ง 2 โครงการมีมาตรการควบคุม PM10 และ PM2.5 จากแหล่งผลิตตามมาตรฐานสากลโดยได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ดังกล่าวมาแล้ว ประกอบกับการตรวจวัดค่าจริงในบรรยากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันของ กฟผ. จึงมั่นใจได้ว่า โครงการทั้ง 2 จะไม่ทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายตามแบบจำลองของกรีนพีซ…” แท้ที่จริงแล้ว นอกจากฝุ่นละอองแขวนลอยรวม (Total Suspended Particulate Matters-TSP) ไม่มีที่ใดในรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองที่อธิบายเรื่องการควบคุม PM2.5 และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 แม้แต่น้อย! บทความนี้นำเสนอว่า ผลกระทบด้านสุขภาพจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ ทั่วโลก […]
