กรณีการวิพากษ์รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” ในประเด็นผลกระทบสุขภาพจากถ่านหินผ่านสื่อต่างๆ และการที่ กฟผ. ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. มีเทคโนโลยีทันสมัยและการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานกฎหมาย รวมทั้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน กฟผ. อ้างถึงเรื่องฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน แบบหลบเลี่ยงประเด็นโดยบอกว่า “ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ซึ่งรายงานของ กรีนพีซระบุว่า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาจะทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศนั้น จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ทั้ง 2 โครงการมีมาตรการควบคุม PM10 และ PM2.5 จากแหล่งผลิตตามมาตรฐานสากลโดยได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ดังกล่าวมาแล้ว ประกอบกับการตรวจวัดค่าจริงในบรรยากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันของ กฟผ. จึงมั่นใจได้ว่า โครงการทั้ง 2 จะไม่ทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายตามแบบจำลองของกรีนพีซ…”

แท้ที่จริงแล้ว นอกจากฝุ่นละอองแขวนลอยรวม (Total Suspended Particulate Matters-TSP) ไม่มีที่ใดในรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองที่อธิบายเรื่องการควบคุม PM2.5 และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 แม้แต่น้อย!

บทความนี้นำเสนอว่า ผลกระทบด้านสุขภาพจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในอินเดีย การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ระบุว่าร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นเกี่ยวข้องฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เป็นผลมาจากการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 ในแง่ของมลพิษที่กระจายในระยะทางไกลในสหรัฐอเมริกา การศึกษาการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอันเป็นสาเหตุของหมอดควันพิษในปักกิ่งของจีนซึ่งมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีบทบาทสำคัญ การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรกับมลพิษทางอากาศโดยวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและกรีนพีซ เอเชียตะวันออก การศึกษาในไต้หวันกรณีการปล่อยมลพิษทางอากาศและ PM2.5 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า มลพิษทางอากาศสร้างความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด เส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้คนในประเทศไทยและผู้คนนับล้านทั่วโลกทั้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษของแต่ละประเทศและและข้ามพรมแดน รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 3 ล้านรายต่อปี ดังนั้น ในปี 2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ในบรรยากาศทั่วไปขึ้น  การกำหนดค่ามาตรฐานดังกล่าวนี้เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยทั่วไป

การศึกษาโดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าจากการทบทวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาทางด้านระบาดวิทยาทั้งในและต่างประเทศแสดงถึงความสัมพันธ์ของการได้รับ PM2.5 ในบรรยากาศกับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เช่น การตายก่อนเวลาอันควร การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและอาการระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะมีโอกาสเข้าสู่และค้างในระบบทางเดินหายใจส่วนปลายได้มากกว่าฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งการศึกษาทางระบาดวิทยาของประเทศไทยที่มีอยู่ก็พบผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพอนามัยในระดับใกล้เคียงกับที่พบในการศึกษาที่เมืองต่างๆ ทั่วโลก

กราฟแสดงการประมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ(หน่วยเป็นตันต่อปี)จากแหล่งกำเนิดมลพิษ

Screen Shot 2559-01-01 at 5.27.14 PM

(ที่มา : รายงานพลังงานของประเทศไทย 2549-กระทรวงพลังงาน, รายงานโครงการติดตามและประเมินสถานการณ์การเผาในที่โล่งในพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย 2548-กรมควบคุมมลพิษ, ระบบฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศและเสียงในประเทศไทย 2537-กรมควบคุมมลพิษ)

จากกราฟ แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 เป็นลำดับรองจากการเผาในที่โล่งและการขนส่ง แต่การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนต่อปีจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาแหล่งกำเนิดต่างๆ ซึ่งนำไปสู่เกิด PM2.5 จากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น

รายงาน ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย ใช้แบบจำลอง GEOS-Chem แสดงแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเน้นศึกษาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ทั้งที่ปล่อยจากปล่อง(ปฐมภูมิ) และ PM2.5(ทุติยภูมิ) ที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น กลุ่มนักวิจัยมากกว่า 100 รายทั่วโลกนำแบบจำลอง GEOS-Chem ไปใช้อย่างแพร่หลายและดำเนินการภายใต้กลุ่มศึกษาแบบจำลองบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดยมีศาสตราจารย์จาค็อปส์ผู้มีประสบการณ์สูงและเป็นที่ยอมรับในการสร้างแบบจำลององค์ประกอบบรรยากาศในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยประเมินจากการคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมดจาก PM2.5 และใช้ฐานข้อมูลการศึกษาภาระโรคในระดับโลก (Global Burden of Disease)ที่ตีพิมพ์ในวารสารแลนเซ็ต(Lancet)ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก การประเมินผลกระทบพิจารณาถึงโครงสร้างอายุของประชากร อัตราการเสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระดับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ แบบจำลอง GEOS-Chem จะคาดการณ์ระดับมลพิษทางอากาศทั้งหมดในแต่ละจุดพิกัดและสัดส่วนมลพิษที่เกิดจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงขนาดผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศจากการคมนาคมขนส่งซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกในปี พ.ศ. 2557 ก็ใช้ระเบียบวิธีนี้เช่นเดียวกัน รายละเอียดระเบียบวิธีการศึกษาดู ที่นี่

โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ แม้ว่าอุตสาหกรรมถ่านหินจะทุ่มเงินโฆษณาถ่านหินสะอาดและเทคโนโลยีการดักจับเพื่อลบล้างผลกระทบดังกล่าวและตัดตอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเถ้าถ่านหิน แต่มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงมีและไม่มีวันที่จะทำให้มลพิษเป็นศูนย์ได้  การศึกษาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung ที่ใช้เทคโนโลยี ultra super critical ในมาเลเซียและผลกระทบด้านสุขภาพ พบฝุ่นละอองที่ร่างกายรับเข้าไปจากการหายใจอย่าง PM2.5 ที่ปล่อยออกมีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดโดย USEPA จากการวัดที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม 2554 ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่ามาเลเซียและทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM2.5 จากปลายปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ดังนั้น กฟผ. ไม่ควรจะด่วนสรุปว่ามลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพ(การเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร)!

จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญในการวางแผนการใช้พลังงานของประเทศที่ลดผลกระทบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งผู้นำในประเทศแถบยุโรป อเมริกา จีนกำหนดมาตรการและนโยบายที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงาน

ตัวเลขการประมาณอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังเดินเครื่องและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลประกาศจะเดินหน้าทั้งหมดนั้นในรายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำและผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศไทยไม่ควรเพิกเฉยและต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องประชาชนจากจากมลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นภัยคุกคาม แทนที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมถ่านหิน รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะมีชีวิตอยู่ในอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading