ละอองลอยสัญชาติอเมริกันในปารีส
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ผู้คนแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ(ในอเมริกาเหนือ) ตื่นขึ้นจากเถ้าที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเหมือนหิมะ แต่ถึงแม้เถ้าจะตกลงสู่พื้น ไฟป่าที่ลุกโชนไปทั่วแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาก็ปล่อยละอองลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ บางส่วนก็ลอยไปถึงยุโรป ภาพรวมการเดินทางข้ามทวีปของละอองลอยแสดงในแผนที่ด้านบน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมตั้งแต่วันที่ 4-7 กันยายน 2560 โดย Ozone Mapping Profiler Suite (OMPS) บนดาวเทียม Suomi NPP แผนที่แสดงความเข้มข้นของละอองลอยสัมพัทธ์ โดยมีความเข้มข้นต่ำกว่าในเฉดสีเหลืองและความเข้มข้นสูงกว่าในเฉดสีส้ม-น้ำตาลเข้ม ละอองลอยที่มีความเข้มข้นสูงเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดในแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ กระแสลมพัดละอองลอยขึ้นสูงและพัดพาไปทางตะวันออกข้ามทวีป เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ดูเหมือนว่าละอองลอยจะมาถึงแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ และในวันที่ 5 กันยายน 2560 ละอองลอยก็มาถึงนิวฟันด์แลนด์ ภายในวันที่ 6 กันยายน 2560 กลุ่มละอองลอยมองเห็นได้ชัดเจนเหนือใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติก Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่ทำงานให้กับ Goddard Space Flight Center ของ NASA กล่าวว่า “คุณจะเห็นได้ว่ากลุ่มละอองลอยในวันที่ 6 กันยายนเป็นส่วนหนึ่งของกระแสละอองลอยที่หลุดออกมาจากแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ […]
ถนนก้อนเมฆเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก
ในระหว่างที่ความหนาวยะเยือกเข้าปกคลุมสหรัฐอเมริกา โดยมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ 20–40°F (11–22°C) เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนภาพถ่ายดาวเทียม Terra จับภาพถนนก้อนเมฆ(Cloud streets) ที่ลอยอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกในวันที่ 7 มกราคม 2557 ถนนก้อนเมฆเป็นแถบของเมฆคิวมูลัสแถบยาวขนาน เกิดขึ้นเมื่ออากาศเย็นลอยอยู่เหนือผิวมหาสมุทรที่อุ่นกว่าและชั้นอากาศที่อุ่นกว่า ผิวน้ำที่อุ่นปล่อยความร้อนและความชื้นให้กับมวลอากาศเย็นเบื้องบน และมวลอากาศที่ร้อนขึ้นที่เรียกว่า thermals ลอยขึ้นผ่านชั้นบรรยากาศ สภาพอากาศเย็นในเอเชียตะวันออกยังก่อให้เกิดถนนก้อนเมฆลอยอยู่เหนือทะเลญี่ปุ่นในวันที่ 9 มกราคม 2014 เครื่องมือ MODIS บนดาวเทียมยังจับภาพถนนก้อนเมฆที่ก่อตัวตามแนวเหนือใต้ ในวันนั้น อุณหภูมิสูงสุดที่เมืองวลาดิวอสตอก(Vladivostok) รัสเซียวัดได้ 10°F (-12°C) และต่ำสุดคือ -7 °F (-21°C). References EarthSky (2005, April 24) What are cloud streets? Accessed January 10, 2014. KNMI Cloud Streets: Meteorological Physical Background. Accessed January 10, 2014. NASA Earth Observatory […]
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก
ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) โลกกำลังร้อนขึ้น ไม่ว่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์หรือความแปรปรวนของธรรมชาติ และหลักฐานบอกเราว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญ เทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกตรวจวัดบักทึกอุณหภูมินับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นขึ้น การวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) และภาพสไลด์ที่แสดงข้างต้น อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 0.8 องศาเซลเซียส (1.4 องศาฟาเรนไฮท์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสองในสามเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ที่อัตราประมาณ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงแต่หนึ่งองศา จะว่าไปแล้ว การผกผันของอุณหภูมิเกิดขึ้นหลายองศาในทุก ๆ วัน ในที่ที่เราอาศัยอยู่ บันทึกอุณหภูมิโลกนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วทั้งผิวโลก อุณหภูมิที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและในระยะเวลาสั้น ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้มากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรที่เราสามารถทำนายได้ เช่น กลางวัน กลางคืน ฤดูร้อน ฤดูหนาว เป็นต้น และแบบแผนการตกของน้ำจากฟากฟ้า(precipitation) และการเคลื่อนที่ของลมที่ยากแก่การคาดการณ์ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าไรที่โลกรับจากดวงอาทิตย์และมีจำนวนเท่าใดที่สะท้อนกลับจากผิวโลกออกสู่อวกาศ ปริมาณพลังงานดังกล่าวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย รังสีความร้อนที่แผ่ออกจากผิวโลกนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวกักเก็บความร้อน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก […]
