มาบตาพุด 2017-2026

มาบตาพุด 2017-2026 Map Ta Phut 2017Map Ta Phut 2026
อุบัติภัยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาบตาพุดครั้งล่าสุดย้ำถึงความจำเป็นของสนธิสัญญาพลาสติกโลกในการลดการผลิตพลาสติกเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและยุติสารเคมีเป็นพิษเพื่อคุ้มครองสุขภาพของมนุษย์
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2567 เวลา 12.25 น. ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer-VCM) สารตั้งต้นในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซีรั่วไหลออกจากหน่วยผลิตย่อยที่ 1 ของโรงงานไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (Thai Plastics and Chemicals-TPC) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถนนไอ-หนึ่ง ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง การรั่วไหลของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ทำให้เกิดเพลิงไหม้และกลุ่มควันกระจายในบริเวณกว้าง ข้อมูลในพื้นที่ระบุว่าสารปนเปื้อนในเขม่าควันรวมถึง คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และฝุ่นละออง (PM) แม้ว่าการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่องจากสถานีตรวจวัดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์จะส่งเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนกว่า 40 พื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกักเก็บน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงไว้ในบ่อพักและรางน้ำฝนโดยจะทยอยขนถ่ายไปกำจัดอย่างปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม[1] แต่การรั่วไหลของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer หรือ VCM) ที่ผลิตจากเอธิลีน ไดคลอไรด์(Ethylene Dichloride หรือ EDC) ซึ่งเป็นสารที่มีพิษรุนแรง ติดไฟและระเบิดง่ายและเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดมะเร็งนั้นก็ได้แพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมในวงกว้างไปแล้วจากเพลิงไหม้ รู้จัก “ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ […]
คำเบิกความคดีน้ำมันรั่ว ปตท. ปี 2556
คำเบิกความคดีน้ำมันรั่ว ปตท. ปี 2556 ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระ จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และจดทะเบียนเป็นสมาคมกรีนพีซ เซาอีสท์เอเชียในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๗๑ อาคารแคปปิตอล ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ มูลนิธิและสมาคม ได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสันติภาพในโลกในรูปแบบซึ่งปราศจากความรุนแรงและการแบ่งแยกโดยใช้วิถีที่สร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและทั่วโลกและนำเสนอทางออก หลักการและคุณค่าหลักที่เป็นรากฐานของกรีนพีซสะท้อนออกมาในงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงการเป็นประจักษ์พยานของการทำลายสิ่งแวดล้อม การเผชิญหน้าแบบสันติวิธี เพื่อยกระดับความเข้มข้นและคุณภาพของการโต้เถียงของผู้คนในสังคม ความเป็นอิสระทางการเงินโดยไม่พึ่งพาผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือธุรกิจ การค้นหาและส่งเสริมการสนทนาถึงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่เปิดเผยและเป็นวิทยาศาสตร์ และความเคารพโดยแท้จริงต่อหลักการประชาธิปไตยและเพื่อแสวงหาวิธีแก้ปัญหาที่จะส่งเสริมความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย ข้าพเจ้าได้ติดตามและศึกษากรณีท่อน้ำมันดิบของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (พีทีทีจีซี) รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่จังหวัดระยอง นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์ คือเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้น้ำมันดิบจำนวนมากกระจายปนเปื้อนครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และในเวลาต่อมาน้ำมันดิบส่วนหนึ่งได้ถูกพัดพาเข้าสู่ชายหาดบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญถูกคุกคามมาโดยตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน […]
หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัท(ฉบับยกร่าง)
ทำไมต้องยกร่าง “หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัท” เพราะมาบตาพุดเป็น “แดนมลพิษ” ของบรรดาบรรษัทอุตสาหกรรมทั้งหลาย เพราะมาบตาพุดมีโครงการ “CSR” บรรษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากถึงมากที่สุด (อาจจะมากที่สุดในโลก) เพราะมาบตาพุดมีสถิติอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมเคมีมากที่สุดในประเทศไทย ฯลฯ หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัทประกอบด้วยมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมที่จะรับประกันได้ว่าบรรษัททั้งหลายจะดำเนินการในลักษณะต้องตรงตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาริโอข้อ 13 (ความรับผิด) ข้อ 14 (มาตรฐานต่างระดับ) ข้อ 15 (หลักการป้องกันไว้ก่อน) และข้อ 16 (หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ) รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสวัสดิการสาธารณะและต้องไม่ปัดภาระนี้ไปให้ประชาชน ผลประโยชน์และกำไรของบรรษัทถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจโดยละเลยความรับผิดทางสาธารณะ ดังนั้น การผลักดันไปสู่การพัฒนายั่งยืนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรษัทมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูล และชดเชยความเสียหาย ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ว่านี้เพื่อเป็นหลักประกันมิให้บรรษัทบิดพริ้วต่อสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนการติดตามผลการรายงาน และตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท เครื่องมือที่ว่านี้มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ค่าชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟู สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทเป็นประเด็นร่วมของกลุ่มที่ทำงานรณรงค์ในด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และแรงงาน อาชญากรรมของบรรษัทที่กระทำผ่านการดำเนินกิจกรรมทางอุตสาหกรรมอันหลากหลายในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เคมีภัณฑ์ ป่าไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ พันธุวิศวกรรม และประมง เป็นต้น ยิ่งชี้ชัดถึงความจำเป็นที่จะต้องควบคุม […]
