New START สนธิสัญญานิวเคลียร์หมดอายุ

โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ บิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกา เคยอธิบายการแข่งขันด้านนิวเคลียร์ของประเทศตนกับสหภาพโซเวียตว่าเป็น “แมงป่องสองตัวอยู่ในขวดเดียวกัน” ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าลักษณะนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถูกควบคุม/จำกัดไว้ได้ด้วยข้อตกลงควบคุมอาวุธหลายฉบับ โดยฉบับล่าสุดคือ New START แต่สนธิสัญญานั้นจะหมดอายุในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 นี้โดยไม่มีข้อตกลงใหม่มาทดแทน ทุกวันนี้มี “แมงป่องตัวที่สาม” อยู่ในขวดด้วย นั่นคือจีน การเร่งเสริมกำลังนิวเคลียร์ของจีนซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังที่เร็วที่สุดของโลกนับตั้งแต่ช่วงสูงสุดของสงครามเย็น มีแนวโน้มจะกระตุ้นให้อเมริกาตอบโต้ การแข่งขันสะสมอาวุธรูปแบบใหม่กำลังรออยู่ เมื่อสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 จีนมีหัวรบนิวเคลียร์เพียงราว 240 หัว ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจำนวน 1,550 หัวที่ทั้งอเมริกาและรัสเซียได้รับอนุญาตให้คงไว้ในสภาพพร้อมใช้งานบนยานส่งระยะไกลภายใต้ข้อตกลง New START นักวางแผนทางทหารของอเมริกาเคยประเมินว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์กับจีน คลังอาวุธที่ใหญ่กว่ามากของอเมริกาจะทำให้ตนได้เปรียบและชนะได้แทบทุกสถานการณ์ แต่ตอนนี้จีนมีหัวรบราว 600 หัวแล้ว และตามการประเมินล่าสุดของสหรัฐ จีนกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะมีถึง 1,000 หัวหรือมากกว่านั้นภายในปี 2030 จีนยังชอบอวดอ้างถึง “ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด” ของตนในเรื่องนิวเคลียร์ ท้ายที่สุด หากนับรวมหัวรบที่เก็บไว้ในคลัง (storage) ไม่ใช่เฉพาะที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที อเมริกาและรัสเซียต่างก็มีหัวรบมากกว่า 5,000 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings