คู่มือสำหรับผู้กำหนดนโยบายใช้ในการตัดสินใจว่าด้วย ”แร่เพื่อการเปลี่ยนผ่าน“ ที่ COP30

เมื่อโลกเร่งลดการปล่อยคาร์บอน ความต้องการ “แร่ทรานซิชัน” (transition minerals) — เช่น ลิเทียม โคบอลต์ นิกเกิล และแร่หายาก — ก็กำลังพุ่งสูงขึ้น แร่เหล่านี้เป็นวัสดุสำคัญสำหรับเทคโนโลยีอย่างแบตเตอรี่ กังหันลม และแผงโซลาร์เซลล์ แต่การสกัดแร่เหล่านี้กลับมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงมาก โครงการเหมืองจำนวนมากกำลังขยายเข้าสู่ระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของโลก เช่น ป่าไม้ พีตแลนด์ พื้นที่ชุ่มน้ำ และดินเยือกแข็ง (permafrost) ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งกักเก็บคาร์บอนอันประเมินค่ามิได้ และยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนแนวหน้า โดยเฉพาะชนพื้นเมือง ผลกระทบเหล่านี้มักก่อให้เกิดความไม่สงบทางสังคม การฟ้องร้องทางกฎหมาย หรือการต่อต้านจากสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจบั่นทอนความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในกระบวนการทำเหมืองและห่วงโซ่อุปทานของแร่ก็มักถูกมองข้ามในการคำนวณบัญชีคาร์บอน ทำให้เป้าหมาย “การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์” ที่ตั้งไว้ถูกบั่นทอนลง เครื่องมือนี้ (toolkit) เสนอวาระเชิงนโยบายที่มองไปข้างหน้าเพื่อให้การจัดหาวัตถุดิบแร่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิชนพื้นเมืองโดยอาศัยองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ กฎหมาย และกรณีศึกษาในโลกจริง เพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมให้รัฐบาล สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างแหล่งปล่อยคาร์บอนและความขัดแย้งรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การกำหนด “พื้นที่ห้ามทำเหมือง” ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ไปจนถึงการบังคับใช้การประเมินผลกระทบที่บูรณาการประเด็นภูมิอากาศ การบังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใส การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ฯลฯ บทต่อไปนี้จะนำเสนอแผนที่นำทาง (roadmap) เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะไม่ทำซ้ำความเสียหายของระบบการสกัดทรัพยากรในอดีต — […]

ภูมิรัฐศาสตร์ของแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals)ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนหนึ่งของ “การตื่นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals Rush)” ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากจำนวนมาก แม้ว่าการกระจายตัวของแร่เหล่านี้จะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ: โคบอลต์ยังพบในฟิลิปปินส์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนีเซีย ซึ่งได้ก้าวจากการผลิตในระดับต่ำไปสู่การครองสัดส่วน 5% ของการผลิตทั่วโลกในปี 2023 การพัฒนานี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก แม้ว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด จะครองสัดส่วนสูงถึง 73% ของการผลิตทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในภาคการผลิตโคบอลต์สะท้อนถึงความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและการผลิตแร่ที่มีความสำคัญมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้ประสบกับการลดลงอย่างมากของการลงทุนในเหมืองแร่ ซึ่งในปี 2022 อยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับในปี 2012 ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าปริมาณสำรองที่แท้จริงยังถูกประเมินต่ำเกินไป และสถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในอนาคต ตัวอย่างเช่น มีเพียงประมาณ 5% ของทรัพยากรแร่ของฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ได้รับการสำรวจ ซึ่งการพัฒนาไม่เพียงพอนี้สะท้อนออกมาในระดับการผลิตซึ่งยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น แม้ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะครอบครองปริมาณสำรองบอกไซต์ราว 22% ของโลก แต่กลับมีสัดส่วนการผลิตเพียง 6% ของการผลิตทั่วโลก เมียนมา มาเลเซีย และเวียดนามเป็นผู้ผลิตแมงกานีสที่สำคัญ โดยอยู่ในอันดับที่ 10, 12 และ 16 ของโลกตามลำดับ แม้ว่าประมาณการปริมาณสำรองจะยังไม่น่าเชื่อถือ การผลิตทองแดงมีความมั่นคงมากขึ้นเล็กน้อย โดยเมียนมา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์มีส่วนร่วมราว 4% ของการผลิตทั่วโลก นอกจากนี้ […]

อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : แนวโน้ม ความท้าทาย และแนวทางแก้ไข

แร่ที่มีความสำคัญมากกำลังกลายเป็นหนึ่งในทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเวทีโลก เนื่องจากถูกนำมาใช้ในเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัล เมื่อความต้องการในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น การสำรวจ การสกัด และการค้าขายก็ขยายตัวไปทั่วโลกทำให้หลายฝ่ายเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การตื่นแร่ที่มีความสำคัญมาก(critical minerals rush)” เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้และในบางส่วนก็มีบทบาทแล้ว ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากจำนวนมาก และมีการผลิตทรัพยากรสำคัญบางชนิดอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองของโลกตามลำดับ ขณะที่เมียนมาเป็นผู้ผลิตธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังถือว่ายังไม่ได้รับการสำรวจอย่างครอบคลุม และการลงทุนในเหมืองแร่ (ทั้งการสำรวจและการผลิต) ได้ลดลงในหลายประเทศมาหลายปี แม้ว่าความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อแร่ที่มีความสำคัญมากอาจทำให้แนวโน้มนี้กลับมาเพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจัยเหล่านี้และปัจจัยอื่น ๆ อาจเพิ่มความเปราะบางของภาคแร่ที่มีความสำคัญมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อการแทรกซึมของอาชญากรรม หลายประเทศในภูมิภาคนี้เผชิญปัญหาเรื้อรัง เช่น การทุจริต ความไม่มั่นคงทางการเมือง และการขาดความโปร่งใสในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการสกัดแร่ที่มีความสำคัญมากอาจทำให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้นซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่งประกาศว่า ประมาณ 84% ของการส่งออกแร่หายาก (REE) ของประเทศเป็นการลักลอบผิดกฎหมาย ความท้าทายที่คล้ายกันยังเกิดขึ้นในอินโดนีเซียและเมียนมา ในหลายกรณี โดยเฉพาะในมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทางการได้ตอบสนองด้วยการเปิดการสอบสวนและกำหนดนโยบายเพื่อจัดการกับการสกัดแร่ที่มีความสำคัญมากอย่างผิดกฎหมายล่วงหน้าก่อนที่ภาคส่วนนี้จะขยายตัวมากขึ้น หากความพยายามเหล่านี้ผสานกับกลไกการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้นและโครงการทางสังคมก็อาจช่วยป้องกันการเกิดคลื่นใหม่ของการทำเหมืองผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ของตนได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการทำเหมือง บริบท แม้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้จะมีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากเป็นจำนวนมาก แต่การกระจายตัวของแร่เหล่านี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงไม่สม่ำเสมอทั้งในด้านประเภทและปริมาณ […]

ห่วงโซ่อุปทานของแร่พลวง(Antimony) อาจเป็นหนึ่งในสมการทางอ้อมเพื่อแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง

พาดหัวข่าว “วิธีที่ผู้ซื้อแร่ที่มีความสำคัญมากในสหรัฐฯ หลบเลี่ยงการห้ามส่งออกของจีน” จากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ อาจมีนัยสำคัญบางประการในสมการของความพยายามแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง(กก/สาย/รวก/โขง) แร่ที่มีความสำคัญมากนี้คือ พลวง(Antimony, Sb) และนี่คือการวิเคราะห์แบบปะติดปะต่อของผม พลวง(Antimony, Sb)ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก “พลวง(Antimony, Sb)” ในฐานะเป็นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) นอกเหนือไปจากลิเทียม(Li) วาเนเดียม(V) แกลเลียม(Ga) โคบอลต์(Co) นิกเกิล(Ni) แพลทตินัม(Pt) และแร่ธาตุหายาก(Rare Earth Elements-REEs) กันก่อน แร่พลวง(Antimony, Sb)มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงแบตเตอรี่ แผงโซลาร์ สารหน่วงไฟ และเครื่องกระสุน และอุตสาหกรรมตะกั่ว(Pb) รวมถึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตพลาสติก PET ความต้องการแร่พลวง(Antimony, Sb)เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว โลหะสีขาวเงินชนิดนี้ยังมีความสำคัญต่อแผงโซลาร์โดยช่วยให้เซลล์แสงอาทิตย์แบบเพอรอฟสไกต์ทำงานได้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแสงและการแปลงพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางความร้อนทำให้แผงโซลาร์ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้ดียิ่งขึ้น ในด้านการกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่โลหะเหลวใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)เพื่อกักเก็บและจ่ายพลังงานส่วนเกินจากระบบโซลาร์ เมื่อการติดตั้งระบบโซลาร์เติบโตขึ้น บทบาทของแร่พลวง(Antimony, Sb)ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะขยายตัวตามไปด้วย กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ใช้แร่พลวง(Antimony, Sb)ในเครื่องกระสุนมากกว่า 200 ประเภทรวมถึงจานชนวนจุดระเบิด (percussion […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings