ถึงเวลาฟื้นฟูโลก เกิดอะไรขึ้นบ้างกับสิ่งแวดล้อมในช่วงไวรัสโควิดระบาด

โลกของเรายังคงถูกเขย่าจากโรคระบาดขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับคนนับล้านอย่าง Covid-19 ในขณะที่ทุกๆ วันที่ 22 เมษายนของทุกปี ทั่วโลกต่างก็เฉลิมฉลองเนื่องในวันคุ้มครองโลก(Earth Day) แม้จะดูย้อนแย้ง แต่ประเด็นทั้งสองนี้เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมโยงระหว่างการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและโรคที่ติดเชื้อจากสัตว์สู่คน จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2564 รายงานของ WHO ระบุ การระบาดของ COVID-19 แพร่กระจายไปยัง 217 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว มากกว่า 141,754,944 คนและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,025,835 คน และจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2564 แม้มีการฉีดวัคซีนจำนวน 843,158,196 ชุดให้ประชากรโลก แต่ความทุกข์ยากและความสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจจะยังคงขยายเพิ่มขึ้น โดยผลกระทบจากการระบาด ของโรคจะดำเนินสืบเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า ผลกระทบเชิงรูปธรรมของ COVID-19 ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบอาหารและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยธีมของวันคุ้มครองโลกปี 2564 นี้คือ “ฟื้นฟูโลก(Restore Our Earth™)” เราขอยกประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ วิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดำเนินการ ตามคำแนะนำที่มีอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่ง ชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ […]

วิกฤตสภาพภูมิอากาศและการรบกวนความหลากหลายทางชีวภาพจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงจากการหลุดรอดของโรคระบาดหรือไม่?

โรคระบาดใหม่ทุกชนิดที่เกิดจากสัตว์เริ่มจากการที่มนุษย์สัมผัสกับสัตว์ป่า และมีแนวโน้มว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการรบกวนความหลากหลายทางชีวภาพอาจมีส่วนในการกำหนดความถี่ เวลา และตำแหน่งแห่งที่ของการปะทะประสานเหล่านี้ ศาสตราจารย์ Hans-Otto Poertner หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาศาสตร์ของสถาบัน Alfred Wegener (AWI) และประธานร่วมของการเขียนบทว่าด้วยผลกระทบในรายงานการประเมินฉบับต่อไปของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) บอกกับ Carbon Brief ว่า : “วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตทางชีวภูมิศาสตร์ หากในอนาคต เราเห็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ที่มีมนุษย์ปรากฎอยู่ เราอาจเห็นโอกาสใหม่ ๆ ของโรคระบาดใหญ่ที่จะพัฒนาขึ้น” การวิจัยแสดงให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในมหาสมุทร เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นและระดับน้ำฝนเปลี่ยนไป สิ่งมีชีวิตบางชนิดจึงถูกบังคับให้แสวงหาพื้นที่ใหม่ที่มีสภาพภูมิอากาศที่สามารถทนได้ (สายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจเผชิญกับการสูญพันธุ์) บทวิจารณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ในปี 2017 โดยมองไปที่ 40,000 สายพันธุ์ทั่วโลก พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งมีการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยไปแล้วอันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปแล้ว สิ่งมีชีวิตต่างต้องการอุณหภูมิที่เย็นกว่าโดยการเคลื่อนตัวเข้าหาขั้วโลก จากการศึกษา สัตว์บกกำลังเคลื่อนที่ไปตามแนวขั้วโลกด้วยอัตราเฉลี่ย 10 ไมล์ต่อทศวรรษในขณะที่สัตว์ทะเลกำลังเคลื่อนที่ด้วยอัตรา 45 ไมล์ต่อทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การศึกษาระบุว่า การเคลื่อนย้ายของสัตว์มีความซับซ้อนโดยปัจจัยอื่นๆ เช่น ความพร้อมของอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป การกระจายตัวของสัตว์นักล่าที่เปลี่ยนไป และแบบแผนการใช้ที่ดินของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป ทำให้ยากที่จะคาดเดาได้ว่าสิ่งมีชีวิตจะย้ายไปที่ใด ศาสตราจารย์ […]

ภาพสองด้านของวิกฤตมลพิษทางอากาศไทยในสถานการณ์ COVID-19

ธารา บัวคำศรี ประเด็นแรกสุดและสำคัญมากที่สุดในเรื่องการระบาดของโคโรนาไวรัส(COVID-19) คือประเด็นว่าด้วยสาธารณสุขและความปลอดภัย แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบแผน ในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการระบาดก็ได้ส่งผลกระทบที่ลึกซึ้งต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน อาจยังมีความเข้าใจและการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในเรื่องดังกล่าว และต่อไปนี้คือ ภาพสองด้านของวิกฤตมลพิษทางอากาศไทยในสถานการณ์ COVID-19 การลดลงมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่ง(จากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม) ไม่ได้หมายถึงว่าอากาศจะปลอดจากมลพิษทั้งหมด ภาพแรกเป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ของจิสดา(GISTDA) ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณความหนาแน่นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทั้ง 2 ปี โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2563 มีการลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ประมาณ 190 µmol/m² แต่ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2563 ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 130 µmol/m² ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากกิจกรรมต่างๆ เริ่มยุติลงเนื่องจากมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 เช่น ลดการเดินทาง ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งเป็นคู่หูของ PM2.5 ลดลง ภาพแรกอาจมองดูว่าเป็นความตื่นตาตื่นใจที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวในที่นี้ว่า การลดลงมลพิษทางอากาศ ชนิดหนึ่ง (จากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม)ไม่ได้หมายถึงว่า อากาศจะปลอด จากมลพิษทั้งหมด อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเจอทั้งฝุ่นและเชื้อโรคในเวลาเดียวกัน ภาพที่สองแสดงแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษทางอากาศในวันที่ 15 […]

ภาพสองภาพที่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อฟื้นฟูเมืองยั่งยืนและเป็นธรรมหลังวิกฤต COVID-19

ธารา บัวคำศรี แสงไฟยามค่ำคืนไม่ได้บอกเพียงว่าเราอยู่ที่ไหนแต่อยู่อย่างไรด้วย ภาพถ่ายดาวเทียมด้านบนที่วิเคราะห์โดยทีมของจิสดา(GISTDA) เปรียบเทียบให้เห็นถึงสัญญานของการปิดตัวลงของกิจกรรมทางธุรกิจและการคมนาคมขนส่งในประเทศไทย ผลจากการที่รัฐบาลประกาศใช้ “พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา นักวิจัยทำการวิเคราะห์ไฟกลางคืนเพื่อแสดงแบบแผนของการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง การย้ายถิ่น และกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจอื่นๆ ในกรณีของประเทศไทย ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสามช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของแบบแผนดังกล่าว การใช้พลังงาน(ไฟฟ้า)ลดลงอย่างชัดเจนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม ตลอดจนจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภาคต่างๆ ขณะที่เดียวกัน การเดินทางระหว่างเมืองและจังหวัดก็ลดลงไปด้วย ไฟกลางคืนทำให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ แผนที่เปรียบเทียบด้านบนนี้ นักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ไม่เพียงแต่ดูว่าถนนอยู่ที่ไหน ไฟกลางคืนที่ตรวจจับโดยดาวเทียมจะบอกเราว่าถึงพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น มีการใช้ถนนสายนี้หรือไม่ เวลาใด เป็นต้น ในระดับโลก นักวิจัยใช้ข้อมูลไฟกลางคืนศึกษาวิเคราะห์ถึงแบบแผนต่างๆ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลไฟกลางคืนถูกนไปใช้ศึกษาเมืองต่างๆ ทั่วโลก ดูว่า เมืองต่างๆ นั้น จะน่าอยู่หรือมีความยั่งยืนหรือไม่ มีการใช้พลังงานอย่างไร ผู้คนในเมืองจะเคลื่อนย้ายอย่างไร ไปที่ไหน เมื่อไร และทำไม โดยสรุป ไฟกลางคืนให้ข้อมูลในเชิงบริบทเพราะกระบวนการกลายเป็นเมืองไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องสถานที่ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสังคม ประชากรและการใช้ที่ดิน มลพิษทางอากาศลดลงจากการเปลี่ยนแปลงแบบแผนชีวิตในสถานการณ์ COVID-19 แต่หลังจากนั้นเล่า? ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของจิสดา(GISTDA) […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings