พลังงานนิวเคลียร์กำลังล้มเหลว และ AI ก็ไม่อาจช่วยกู้ได้

การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน การอ้างว่าความล้มเหลวในอดีตจะไม่เกิดขึ้นอีกทำให้นักการเมืองเชื่อและผลักภาระการลงทุนที่ตลาดทุนเอกชนไม่ยอมรับให้กลายเป็นการลงทุนสาธารณะ มีการรณรงค์สร้างอิทธิพลอย่างเข้มข้นเพื่อฟื้น “ยุคฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์” จากการล่มสลายอย่างเชื่องช้าของอุตสาหกรรม ซึ่งถูกบันทึกไว้ใน World Nuclear Industry Status Report ฉบับอิสระที่จัดทำเป็นรายปี การอ้างว่าความล้มเหลวในอดีตจะไม่เกิดขึ้นอีกได้โน้มน้าวให้นักการเมืองจำนวนมากเชื่อว่า การผลักภาระการลงทุนด้านนิวเคลียร์ที่ตลาดทุนเอกชนปฏิเสธให้กลายเป็นภาระสาธารณะ การลดทอนหรือเลี่ยงข้อกำหนดความปลอดภัยที่เข้มงวด การกดการแข่งขันในตลาด และการสั่งเดินหน้าโครงการเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทางทหารและศูนย์ข้อมูลภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ จะสามารถฟื้นการขยายตัวของนิวเคลียร์และพลิกโฉมเศรษฐกิจได้ ภาพลวงตานี้สอดรับอย่างพอดีกับการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรม จากการขายสินค้าไปสู่การเก็บเกี่ยวเงินอุดหนุนแทน มีข้อเท็จจริงที่ชวนอึดอัดอยู่หลายประการ แม้แต่บริษัทและประเทศที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดก็ยังส่งมอบเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ด้วยต้นทุนและเวลาการก่อสร้างที่สูงกว่าที่สัญญาไว้หลายเท่า ขณะเดียวกัน ฝูงบริษัทสตาร์ตอัพที่ไม่เคยสร้างเครื่องปฏิกรณ์มาก่อนกลับพยายามรีแบรนด์ความไร้ประสบการณ์ของตนว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน แบบออกแบบใหม่ ๆ ถูกกล่าวอ้างว่ามีความปลอดภัยสูงจนแทบไม่ต้องมีมาตรการป้องกันตามปกติ (แม้จะยังไม่ปลอดภัยพอที่จะยกเลิกข้อยกเว้นพิเศษด้านความรับผิดจากอุบัติเหตุของพลังงานนิวเคลียร์ก็ตาม) การแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการออกใบอนุญาตนิวเคลียร์ก็กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของสาธารณชน ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ถูกเสนอ มีต้นทุนต่อหน่วยไฟฟ้าสูงกว่า สร้างกากนิวเคลียร์มากกว่าต่อหน่วยไฟฟ้า และมักต้องใช้เชื้อเพลิงเข้มข้นขึ้นซึ่งสามารถนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานนิวเคลียร์ยังเผชิญความท้าทายพื้นฐานเดียวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ต้นทุนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ คู่แข่งที่ก้าวนำไปไกล กำไรที่หดหาย และอุปสงค์ที่ไม่แน่นอน แทบไม่มีผู้ขายรายใดทำกำไรจากการขายเครื่องปฏิกรณ์ — มีเพียงการขายเชื้อเพลิงและการซ่อมบำรุงเท่านั้นที่ทำเงินได้ ไฟฟ้านิวเคลียร์แพ้ในตลาดประมูลเสรี จนต้องพึ่งการอุ้มชูจากสภาคองเกรส — มูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์ (จ่ายออกจริง 15 พันล้าน) ในปี 2005, มูลค่า 133 พันล้านในปี […]

ปี 2024 เป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

เรียบเรียงจาก https://climate.copernicus.eu/copernicus-2024-first-year-exceed-15degc-above-pre-industrial-level#:~:text=2024%20is%20confirmed%20by%20the,above%20its%20pre%2Dindustrial%20level. ปี 2024 ได้รับการยืนยันจากบริการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service – C3S) ว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และเป็นปีปฏิทินแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม C3S ดำเนินการในนามของคณะกรรมาธิการยุโรปโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าติดตามตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และบันทึกสถิติอุณหภูมิรายวัน รายเดือน และรายปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดปี 2024 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิอากาศและพื้นผิวน้ำทะเลร้อนจัด ขณะที่ปัจจัยอื่น เช่น ปรากฏการณ์ El Niño Southern Oscillation (ENSO) ก็มีส่วนทำให้อุณหภูมิที่ผิดปกติเกิดขึ้นในปีนี้ด้วย ในปี 2025 นี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการติดตามสภาพภูมิอากาศโลก ได้แก่ ECMWF, NASA, NOAA, สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office), Berkeley Earth และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการประสานการเผยแพร่ข้อมูลของพวกเขา เพื่อเน้นย้ำถึงสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างยิ่งในปี 2024 คาร์โล บูอนเทมโป ผู้อำนวยการบริการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings