five face of thailand

พิมพ์ในปี 1978 โดย Institute of Asian Affair ใน Hamburg ตั้งชื่อแบบภูมิศาสตร์ คนเขียนเป็นชาวเยอรมันชื่อ Wolf Donner แบ่งประเทศไทยออกเป็น 5 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอิสาน ภาคเหนือและภาค Greater Bangkok

หนังสือหนา 930 หน้า (หนามากๆ) ร้อยเรียงข้อมูลจากงานวิจัย เอกสารราชการที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้น

ปกหน้าด้านในเขียนไว้น่าสนใจว่า

“Among the war and civil-war-ravaged countries of South-East Asia, Thailand has succeeded not only in keeping its head above water, but also in establishing a fairly well distributed prosperity…(อันนี้ ผมไม่เห็นด้วยเท่าไร) Yet violence and social change in the neighbouring countries have not been without their influence : they have certainly helped to put an end to the military regime and they may open the way toward a more democratic constitution. There is, however, little danger of Thailand acting in accordance with the “domino theory” believed in by certain Western politicians. Danger for the old kingdom will probably come not so much from outside revolutionary ideologies, but from a growing imbalance within – between natural resources and socio-economic requirements”

บรรทัดต่อมา…”ไม่ว่าการเมืองจะเป็นแบบไหนและรัฐบาลจะเป็นอย่างไร Wolf Donner ยังยืนยันว่า ภารกิจแห่งอนาคตยังคงเหมือนเดิม กล่าวคือ การขยายตัวของประชากรไม่เพียงแต่นำไปสู่แรงกดดันในเรื่องของการการใช้ประโยชน์ที่ดิน หากยังก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น วิกฤตเศรษฐกิจโลกอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและวิกฤตการณ์พลังงาน ทำให้ประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่ต้องเข้าถึงวิถีการผลิตแบบสมัยใหม่ได้ยากลำบากมากขึ้น ประเทศต่างๆ จำต้องพึ่งพาทรัพยากรในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาจากภายนอกลง

หนังสือเล่มนี้บรรจุข้อมูลน่าสนใจในทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยจนถึงปี 1978 มีแผนที่บางหน้าที่พูดถึง Storage Dam ตามแนวแม่น้ำโขงสายหลักไว้ด้วย

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings