การศึกษากับมนุษย์

ผลเสียอย่างร้ายแรงที่บังเกิดแก่สมองที่กำลังเจริญเติบโตของมนุษย์เพราะการได้รับสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีมากเกินไป เคยปรากฎออกมาให้เห็นอย่างน่าเศร้าสลดแล้วกับคนมากมาย ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่อ่าวมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นบริโภคปลาที่ปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเป็นประจำ สารปรอทดังกล่าวมาจากน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่ระบายลงสู่อ่าว เด็กทารกที่เกิดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 บังเกิดมีองค์ประกอบของระบบประสาทที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งประกอบด้วยสภาพปัญญาอ่อน สภาพผิดปกติในการเดิน การพูด การดูดนม การกลืนอาหาร และความผิดปกติที่ปรากฎในปฏิกิริยาการตอบสนอง มารดาของเด็กที่ผิดปกติเหล่านี้ มักจะไม่มีอาการใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ได้รับพิษจากสารปรอทเลย

กรณีที่มีผู้ได้รับพิษร้ายแรงจากสารปรอทกันมากมายอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ในทศวรรษที่ 1970 ตอนที่ชาวเมืองอบขนมปังโดยใช้เมล็ดพันธุ์ของธัญพืชซึ่งเดิมตั้งใจจะนำมาใช้สำหรับปลูก เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกนำไปคลุกกับสารปรอทอินทรีย์เพื่อฆ่าเชื้อรา กรณีนี้ต่างจากที่มินามาตะตรงที่ผู้ป่วยเกิดอาการเฉียบพลันมิใช่เรื้อรัง ทั้งสองกรณีนี้ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายคลึงกัน ทว่าความผิดปกติที่สายตาของผู้ใหญ่ในอิรักรุนแรงกว่า โดยที่มีคนตาบอดไปเลยหลายคน ผลกระทบที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่เกิดมาจากการได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา คือความบกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยที่เด็กเหล่านี้ ก็หัดเดินกันช้ากว่าปกติในระดับต่าง ๆ กันโดยที่มีกรณีการชักกระตุกเกิดขึ้นมากขึ้น ผู้สืบสวนใช้ระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดาเป็นเกณฑ์ในการวัดปริมาณการได้รับสารปรอทขณะที่เด็กยังอยู่ในครรภ์ พวกเขาคำนวณออกมาได้ว่า ระดับต่ำที่สุดที่ทำให้เกิดผลเสียที่มองเห็นได้ (lowest observed adverse effect level) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ระดับโลเอล (LOAEL) หรือระดับแอลโอเออีแอล. ที่ปรากฎออกมาในรูปความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอันสัมพันธ์กับความผิดปกติในการทำงานของสมอง จะเกิดขึ้นเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา อยู่ในช่วงระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. คิดกันว่า ระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา เป็นดัชนีที่แม่นยำพอสมควร ที่จะช่วยระบุว่า เด็กทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายมากเท่าไร ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารดา

การศึกษาวิจัยในด้านระบาดวิทยาในระยะล่ากว่านั้น มีขึ้นที่หมู่เกาะซีเชล (Seychelle) และเฟโร (Faroe) เพื่อพยายามที่จะหาว่า การได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ จะบังเกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง ในลักษณะที่ไม่ปรากฎออกมาชัดเจนเหมือนอย่างในกรณีข้างต้นหรือไม่เพียงไร ทั้งนี้ เพื่อจะได้ระบุระดับเริ่มต้น – หากว่ามันมีอยู่จริง ๆ –ซึ่งจะบอกว่า การได้รับสารปรอทในระดับที่ต่ำกว่านั้น จะไม่เกิดภาวะความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดโทษ ที่เลือกศึกษาผู้คนที่เกาะดังกล่าว ก็เนื่องจากว่า สัตว์น้ำที่เป็นอาหารหลักของคนที่นั่น ได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ ๆ อยู่เป็นประจำ โดยที่ระดับสารปรอทที่เส้นผมในหมู่ผู้เป็นมารดาที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น อยู่ในช่วงระดับเดียวกับระดับแอลโอเออีแอล. (LOAEL) ที่คำนวณได้จากการศึกษาพิเคราะห์กรณีการได้รับสารปรอทที่เกิดขึ้นที่ประเทศอิรัก

ที่หมู่เกาะซีเชล มีการทดสอบเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองของเด็ก 738 คนอย่างละเอียด โดยดำเนินการอย่างมีลำดับต่อเนื่อง สารปรอทที่เส้นผมของมารดาของเด็กเหล่านี้ เฉลี่ยแล้ว อยู่ในระดับ 6.8 พีพีเอ็ม. จากการวัดบันทึกพฤติกรรมเด็กตามระเบียนของเบย์ลีย์ (Bayley Infant Behavior Record) พบว่า เมื่อเด็กเหล่านี้อายุได้ 2 ขวบ เด็กชายที่ได้รับสารปรอทมาก จะมีระดับกิจกรรมที่ต่ำกว่าเด็กอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลกระทบที่สารปรอทมีต่อระดับกิจกรรมของเด็กทั้งชายและหญิง จะมีมากอย่างมีนัยยะสำคัญ เฉพาะเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดาสูงกว่า 12 พีพีเอ็ม. การตรวจสอบติดตามผลเมื่อเด็กอายุได้ 5 ขวบ ไม่พบผลตกค้างจากการที่ได้รับสารปรอทตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา การตรวจสอบระบบประสาทและสมองเมื่อเด็กอายุได้ 66 เดือนประกอบด้วยการทดสอบระดับความสามารถของเด็กตามแบบของแม็คคาร์ธี (McCarthy Scales of Children’s Abilities) การทดสอบระดับความสามารถด้านภาษาของเด็กก่อนวัยเรียน (Preschool Language Scale) การทดสอบสัมฤทธิผลในเรื่องตัวอักษรและการรู้จักถ้อยคำ (Letter and Word Recogniion Tests of Achievement) การทดสอบตามหลักของเบนเดอร์ เกสทอลต์ (Bender Gestalt Test) และการทดสอบพฤติกรรมเด็กตามเกณฑ์ตามวัย (Child Behavior Checklist)

ที่หมู่เกาะเฟโร มีการตรวจสอบหาปริมาณสารปรอทในเส้นผมของมารดาและในโลหิตจากสายรก โดยดำเนินการเมื่อแรกคลอด กับเด็กแรกเกิด/มารดา 917 คู่ มีการเปรียบเทียบเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. กับเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมน้อยกว่า 3 พีพีเอ็ม. การตรวจร่างกายเด็กในระยะแรกพบว่า เด็กที่ได้รับปรอทมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เด่นชัดปรากฎขึ้นที่การทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินและทักษะในการเคลื่อนไหว เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น ความด้อยสมรรถภาพในการเรียนรู้ ก็มองเห็นได้ชัดขึ้นไปตามวัย เมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ ได้มีการทดสอบความสามารถและทักษะการทำงานของสมองที่สัมพันธ์กับระบบประสาทรอบนอก รวมถึงการวัดระดับสติปัญญาและการประเมินพฤติกรรม ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างมือกับตา การรับสัมผัส การทำงานต่อเนื่อง และการแสดงอารมณ์โดยใช้และไม่ใช้ถ้อยคำ ซึ่งดำเนินการตามแบบและเกณฑ์การทดสอบดังต่อไปนี้คือ Neurobehavioral Evaluation system (NES), Finger Tapping and Hand-Eye Coordination test), Tactual Performance Test, NES Continual Performance Test, Wechsler Intelligence Scale for Children-Revised (WISC-R) Digit Span, WISC-R Similarities, WISC-R Block Designs, Bender Gestalt Test, California Verbal Learning Test, Boston Naming Test และ Nonverbal Analogue Profile of Mood States จากการศึกษาพบว่า มีสหสัมพันธ์กันอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญ ระหว่างความบกพร่องในด้านภาษา สมาธิและความจำของเด็ก กับระดับสารปรอทที่เด็กได้รับเข้าสู่ร่างกายในตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา

ผู้ดำเนินตรวจสอบในโครงการการวิเคราะห์วิจัยในแต่ละโครงการ ได้พิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่อาจจะมีโอกาสทำให้ผลการวิจัยไขว้เขวได้ ทั้งนี้ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพทางสังคม-เศรษฐกิจ คุณภาพของสภาพแวดล้อมในบ้าน การเลี้ยงด้วยนมมารดา และอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมาต่างกัน อาจจะอธิบายได้ว่า เนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกันอยู่หลายอย่าง ประการแรก ผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง มิได้ปรากฎชัดตั้งแต่แรกทั้งหมด มีบางอย่าง ที่มาปรากฎเอาเมื่อเด็กโตขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อการทำงานของระบบประสาทบางอย่าง เริ่มพัฒนาขึ้น ทว่าปัจจัยพวกนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่อธิบายถึงการค้นพบลักลั่นกันอยู่ ในกรณีของเด็ก ๆ ที่หมู่เกาะซีเชล เนื่องจากเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุย่างเข้า 7 ขวบ ก็ยังคงไม่แสดงถึงความบกพร่องผิดปกติชนิดที่จะมีผลถาวรใด ๆ ประการที่สอง เทคนิคการทดสอบที่ใช้ที่หมู่เกาะเฟโร อาจจะละเอียดอ่อนกว่าเทคนิคที่ใช้ที่หมู่เกาะซีเชล ผู้สืบสวนที่เฟโร เพิ่มการตรวจสอบผลการทำงานของสมองซึ่งเมื่อใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์อย่างละเอียด จะค้นพบความผิดปกติได้ง่ายกว่าและแม่นยำกว่า ประการที่สาม ในทั้งสองกลุ่มนี้ น่าจะเป็นได้ว่ามีแบบแผนการได้รับสารปรอทแตกต่างกัน ที่ซีเชลนั้น ปลาปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับที่ต่ำโดยส่วนเปรียบเทียบ โดยที่การได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย เป็นผลลัพธ์มาจากการรับประทานปลาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าที่หมู่เกาะเฟโรนั้น การได้รับสารปรอท เป็นผลลัพธ์มาจากการบริโภคเนื้อปลาวาฬไพล็อตเป็นพัก ๆ ไม่ต่อเนื่อง เนื้อปลาวาฬไพล็อตมีปริมาณสารปรอทอยู่เข้มข้นมากกว่าปลาทะเลทั่วไปประมาณ 10 เท่าตัว ผลก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า คนเฟโรได้รับสารปรอทสูงกว่าคนซีเชลเป็นพัก ๆ ผลสะท้อนที่บังเกิดกับพัฒนาการของสมองและระบบประสาท อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการได้รับสารปรอทในแบบแผนที่ต่างกันนี้ ก็อาจจะแตกต่างกันได้ ประการที่สี่ ไขมันของปลาวาฬไพล็อตมีสารพีซีบี. (PCB) กับสารเคมีจำพวกออร์กาโนคลอรีน (organochlorine) ชนิดอื่น ๆ ปนเปื้อนอยู่ด้วย ซึ่งสารพวกนี้ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของระบบประสาทและสมองได้ แม้ว่าในเนื้อปลาวาฬจะมีสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ชาวเฟโรบางคน ก็กินไขมันปลาวาฬด้วย ทำให้พลอยได้รับสารพีซีบี.เข้าสู่ร่างกายไปด้วยพร้อม ๆ กัน การวิจัยที่เกาะเฟโรนั้น มีการวัดระดับพีซีบี.ด้วย และผู้สืบสวนก็ได้ใช้เทคนิคสถิติเชิงวิเคราะห์ เพื่อแยกกรณีการได้รับสารพิษร่วมออกไป ขณะที่พวกเขาสอบสวนถึงผลกระทบที่เกิดจากการได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายขณะที่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ดี มีผู้ตำหนิติติงผลการวิจัยนี้ว่า การปนเปื้อนสารพิษอื่น ๆ อาจจะเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายถึงผลการค้นพบบางอย่าง ทีมที่ดำเนินงานวิจัยที่เกาะเฟโรไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และแย้งว่า พวกเขาหักลบผลกระทบอันจะเกิดจากการปนเปื้อนร่วมของพีซีบี. ออกไปได้เรียบร้อยดีแล้ว ประการสุดท้าย ผลการวิจัยที่หมู่เกาะเฟโรพบว่า มีความสัมพันธ์กันอยู่ ระหว่างระดับพัฒนาการของประสาทและสมอง กับระดับสารปรอทในโลหิตที่สายรก มิใช่สัมพันธ์กับระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดา ระดับสารปรอทในโลหิตจากสายรกอาจจะบอกได้ชัดกว่า ว่าทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าไปจริง ๆ มากเพียงไร

ผลการศึกษาพิเคราะห์เพิ่มเติม ก็แสดงให้เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ว่าความเป็นพิษต่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท จะเกิดกับมนุษย์และสัตว์ตระกูลลิงทั้งหลาย หลังจากได้รับสารปรอทประเภทอินทรีย์ในระดับต่ำ ๆ เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านเข้าไปทางปาก การวิจัยที่นิวซีแลนด์พบว่า เด็ก ๆ ลูกของสตรีที่มีสารปรอทที่เส้นผมอยู่ในระดับ 15 ไมโครกรัม/ก. จะแสดงผลการทดสอบเชาว์ปัญญาตามแบบของเวชสเลอร์ (Wechsler Intelligence Scale for Children) ด้อยกว่าเด็กทั่วไป

หน่วยงานทะเบียนโรคและสารพิษ (Agency for Toxic Substances and Disease Registry) หรือ เอทีเอสดีอาร์ (ATSDR) ของสหรัฐ อาศัยผลงานการวิจัยที่หมู่เกาะซีเชลเป็นหลัก จึงได้กำหนดระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดสำหรับการได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีทางปากเอาไว้ที่ 0.3ไมโครกรัม/กก./วัน องค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาศัยการสำรวจเรื่องอาหารการกินเป็นพื้นฐาน ในการประเมินว่า สตรีวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯประมาณ 7 % บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณที่มากเกินกว่าระดับที่ “ปลอดภัย” อย่างไรก็ดี ในหมู่สตรีที่กินอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ๆ นั้น มีผู้ที่อยู่วัยในเจริญพันธุ์ถึง 50 % ที่บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีเข้าไปมากเกินควร

องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) หรือเอฟดีเอ. (FDA) ของสหรัฐฯ กำหนด “ระดับปฏิบัติการ” สำหรับสารปรอทในปลาเอาไว้ที่ 1 พีพีเอ็ม. เมื่อปีค.ศ. 1979 อย่างไรก็ดี “ระดับปฏิบัติการ” ของเอฟดีเอ.ก็เป็นเพียงคำแนะนำอย่างไม่เป็นทางการที่ให้ไว้ใช้เป็นแนวโดยไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องชี้แนะให้เอฟดีเอ.เองและมลรัฐต่าง ๆ เอาไว้ใช้ในการพิจารณา ในยามที่จะตัดสินใจว่า เมื่อไรที่จะถือว่าอาหารทะเลมีสารปนเปื้อน ในสหรัฐอเมริกา มีการบริโภคปลาเพิ่มขึ้นเรื่อยมา นับจากปีค.ศ. 1979 และบรรดานักวิจารณ์ก็ตั้งประเด็นขึ้นมาแย้งว่า “ระดับปฏิบัติการ” นี้ จะไม่ช่วยปกป้องคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน อันที่จริงแล้ว ในรายงานของสำนักงานบัญชีกลาง (General Accounting Office) ฉบับปีค.ศ. 1991 ได้อ้างถึงเอฟดีเอ.เอาไว้ว่า ทางเอฟดีเอ.มิได้พิจารณาถึงสภาพความเป็นพิษที่จะมีต่อพัฒนาการของเด็กและระบบการสืบพันธุ์ ในตอนที่กำหนดแนวทางสำหรับใช้เป็นเครื่องชี้นำดังกล่าว สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ในปีค.ศ. 1991 เช่นเดียวกันว่า คำชี้แนะของเอฟดีเอ. มิได้ช่วยปกป้องคุ้มครองประชากรกลุ่มที่อ่อนแออย่างเพียงพอ ประชากรกลุ่มนี้ได้แก่เด็กเล็ก เด็กทารก และทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading