ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’ ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ […]

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (7)

มายาคติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด มายาคติ : การเผาไหม้โดยใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจะควบคุมมลพิษให้กับโรงไฟฟ้าด้วยการลดการปล่อยก๊าซที่ปนสารพิษ การปล่อยอนุภาคขนาดเล็ก – สามารถลดได้ด้วยวิธี Electrostatic Precipatators (ESPs) และ Fabric filters (ESPs) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางโดยการส่งก๊าซไปตามท่อที่ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดักจับ ซึ่งจะดูดเอาอนุภาคขนาดเล็กด้วยการใช้ไฟฟ้าสถิต การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Low-NOx Burners (LNB) วิธีนี้จะลดสารไนโตรเจนออกไซด์ด้วยการควบคุมอุณหภูมิความร้อน และสภาพแวดล้อมทางเคมีระหว่างการเผาไหม้ Selective catalytic or non-catalytic reduction (SCR/SNCR) เป็นวิธีที่มีราคาแพง และ ไม่นิยมใช้ การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Fule Gas Desulphurisation (FGD)เป็นวิธีที่ใช้ทั่วไปในการดูดซับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยการใช้สารประกอบในการดูดซับเช่น ปูนขาว การปล่อยโลหะหนัก-เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู- โลหะหนักที่ปล่อยออกมากับก๊าซเสียสามารถลดได้โดยการใช้วิธีควบคุมอนุภาคขนาดเล็ก หรือการเผาไหม้แบบ fluidized bed และ อุปกรณ์ FGD ส่วนการพ่นผงถ่านกัมมันต์(Activated Carbon Injection) […]

เรื่องของสารปรอท(3) : การศึกษาในมนุษย์

การศึกษากับมนุษย์ ผลเสียอย่างร้ายแรงที่บังเกิดแก่สมองที่กำลังเจริญเติบโตของมนุษย์เพราะการได้รับสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีมากเกินไป เคยปรากฎออกมาให้เห็นอย่างน่าเศร้าสลดแล้วกับคนมากมาย ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่อ่าวมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นบริโภคปลาที่ปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเป็นประจำ สารปรอทดังกล่าวมาจากน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่ระบายลงสู่อ่าว เด็กทารกที่เกิดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 บังเกิดมีองค์ประกอบของระบบประสาทที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งประกอบด้วยสภาพปัญญาอ่อน สภาพผิดปกติในการเดิน การพูด การดูดนม การกลืนอาหาร และความผิดปกติที่ปรากฎในปฏิกิริยาการตอบสนอง มารดาของเด็กที่ผิดปกติเหล่านี้ มักจะไม่มีอาการใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ได้รับพิษจากสารปรอทเลย กรณีที่มีผู้ได้รับพิษร้ายแรงจากสารปรอทกันมากมายอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ในทศวรรษที่ 1970 ตอนที่ชาวเมืองอบขนมปังโดยใช้เมล็ดพันธุ์ของธัญพืชซึ่งเดิมตั้งใจจะนำมาใช้สำหรับปลูก เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกนำไปคลุกกับสารปรอทอินทรีย์เพื่อฆ่าเชื้อรา กรณีนี้ต่างจากที่มินามาตะตรงที่ผู้ป่วยเกิดอาการเฉียบพลันมิใช่เรื้อรัง ทั้งสองกรณีนี้ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายคลึงกัน ทว่าความผิดปกติที่สายตาของผู้ใหญ่ในอิรักรุนแรงกว่า โดยที่มีคนตาบอดไปเลยหลายคน ผลกระทบที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่เกิดมาจากการได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา คือความบกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยที่เด็กเหล่านี้ ก็หัดเดินกันช้ากว่าปกติในระดับต่าง ๆ กันโดยที่มีกรณีการชักกระตุกเกิดขึ้นมากขึ้น ผู้สืบสวนใช้ระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดาเป็นเกณฑ์ในการวัดปริมาณการได้รับสารปรอทขณะที่เด็กยังอยู่ในครรภ์ พวกเขาคำนวณออกมาได้ว่า ระดับต่ำที่สุดที่ทำให้เกิดผลเสียที่มองเห็นได้ (lowest observed adverse effect level) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ระดับโลเอล (LOAEL) หรือระดับแอลโอเออีแอล. ที่ปรากฎออกมาในรูปความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอันสัมพันธ์กับความผิดปกติในการทำงานของสมอง จะเกิดขึ้นเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา […]

เรื่องของสารปรอท(2) : การศึกษาวิจัยกับสัตว์

การศึกษาวิจัยกับสัตว์ ผลการศึกษาวิจัยกับสัตว์ ยืนยันว่าสารปรอทอินทรีย์เป็นพิษต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตจริงๆ หนูอายุสี่เดือน ซึ่งได้รับสารปรอท 0.008 มก./กก./วัน ในระยะที่มีอายุได้ 6-9 วันหลังปฏิสนธิ แสดงพฤติกรรมที่บกพร่องผิดปกติ ทั้งนี้ จากทดสอบด้วยการตกรางวัลตามจำนวนการกดคันโยก[i]   ลิงอายุ 60 วันที่เกิดจากแม่ซึ่งได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรี โดยเฉลี่ยแล้ว 0.04 หรือ 0.06 มก./กก./วัน เป็นเวลา 168 หรือ 747 วัน ก่อนที่จะผสมพันธุ์ ปรากฎว่ามีความจำบกพร่อง ทั้งนี้ จากการทดสอบความจำที่ได้มาจากการมองดู[ii]  การศึกษาด้วยการผ่าซากสัตว์ที่ได้รับสารปรอทในช่วงที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโตพบว่า สัตว์เหล่านั้นต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้รับสารปรอท ตรงที่มีขนาดสมองเล็กกว่า มีโพรงในสมองใหญ่กว่า และโครงสร้างของเซลล์สมองผิดสัดส่วน [i] Bornhausen M, Musch MR, Greim H. Operant behavior performance changes in rats after prenatal methylmercury exposure. Toxicol Appl Pharmacol 56:305-316, […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings