เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด(Clean Coal Technology) อ้างถึงเทคโนโลยีที่ต้องการลดมลพิษ แต่ก็ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใดที่สะอาดจริงๆ

ถ่านหินสะอาดคือวิธีการปล่อยทิ้งมลพิษจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งในที่สุดก็ยังคงปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมอยู่นั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่มีการเผาไหม้ถ่านหิน ก็จะมีการปล่อยสารปนเปื้อนออกมา ซึ่งอาจอยู่ในรูปของเถ้าลอย ก๊าซที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ น้ำเสีย หรือกากของเสียที่ถูกทิ้งไว้หลังการเผาไหม้ ท้ายที่สุดล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม

โครงการถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นครั้งแรกในปลายทศวรรษที่ 1980 อันมีสาเหตุมาจากฝนกรด โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝนกรด (6) และปัจจุบันนี้ก็ยังมีความพยายามหยิบยกเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดขึ้นมาพูดเพื่อส่งเสริมให้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักต่อไป

ชุมชนหลายต่อหลายแห่งได้ร้องเรียนต่อผู้สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่พวกเขาเหล่านั้นมักจะเพิกเฉยเนื่องจากได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐซึ่งไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน

แม้ว่าจะใช้เวลาวิจัยนับทศวรรษ และเสียงบประมาณการลงทุนทำการทดลองที่สหรัฐฯไปถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดที่สามารถทำให้ถ่านหินสะอาดได้ รัฐบาลออสเตรเลียใช้งบประมาณ 500,00 เหรียญออสเตรเลียต่อปีในการส่งเสริมให้มีการส่งออกถ่านหินจากออสเตรเลียให้กับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมีราคาแพง และไม่ได้แก้ปัญหาจากการทำเหมืองถ่านหินหรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบรรเทาเบาบางลงได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นการทำวิจัยเรื่องถ่านหินสะอาดยังจะเป็นการเบี่ยงเบนการลงทุนซึ่งควรจะสนับสนุนพลังงานสะอาดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง

โครงการถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นครั้งแรกในปลายทศวรรษที่ 1980 อันมีสาเหตุมาจากฝนกรด โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝนกรด และปัจจุบันนี้ก็ยังมีความพยายามหยิบยกเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดขึ้นมาพูดเพื่อส่งเสริมให้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading