Taragraphies — Header Component

โรงไฟฟ้าถ่านหินเบลคาโทในเขตโรดส์เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีกำลังการผลิตเกือบร้อยละ 20 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้กันในประเทศ และยังเป็นโรงงานไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย และในแต่ละปี ปล่องไฟจากโรงไฟฟ้าพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่า 31 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศ

ถ่านหินส่วนใหญ่ที่ถูกส่งไปที่เบลคาโทนั้นมาจากเหมืองแบบเปิดที่อยู่ใกล้เคียง ความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศที่เกิดขึ้นจากเหมืองนี้เห็นได้อย่างเด่นชัดห่างจากเมืองเบลคาโทเพียง 12 กิโลเมตร พื้นที่ของเหมืองกินอาณาบริเวณ 2,500 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 3,300 สนาม ตัวเหมืองนั้นได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นเหมืองแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พื้นที่ที่ถูกเผาจนมอดไปแล้วเกลื่อนกลาดไปด้วยกองของของเสียจากถ่านหิน รถบรรทุกและเครื่องจักรขนาดใหญ่ ลึกเข้าไปในเหมือง สายพานลำเลียงลื่นไหลไปตามทางโดยขนดินและหินไปด้วย ตรงจุดสังเกตการณ์ที่สร้างขึ้น ผู้คนตกอยู่ในความเงียบเนื่องจากภาพที่เห็นตรงหน้าก่อให้เกิดความรู้สึกมืดหม่น

ความเสียหายที่กำลังจะตามมา

แผนการในการขยับขยายเหมืองในโปแลนด์กำลังดำเนินการอยู่ในหลายพื้นที่ บางแห่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงของประเทศมากจนน่าวิตก หนึ่งในข้อกังวลต่อผลกระทบที่เป็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบจากเหมืองที่มีต่อระดับน้ำในทะเลสาบ รวมถึงระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนและธุรกิจการท่องเที่ยว

หมู่บ้านพซีจีเซียซี(Przyjezierze)

หมู่บ้านพซีจีเซียซ เป็นหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่คู่กับทะเลสาบ ออสโตว์สกี้(Ostrowskie)ในเขตคูยาเวีย-โพเมราเนีย(Kuyavia-Pomerania) และอาศัยธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้หลัก หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเคยเลี้ยงตัวเองโดยพึ่งธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แหล่งน้ำต่างๆ ที่มีอยู่ก็เหือดแห้งหายไป ต้นไม้พากันล้มตาย และระดับน้ำในทะเลสาบลดต่ำลงไปเกือบสองเมตรจากเดิมเมื่อทะเลสาบเริ่มแห้งลงนักท่องเที่ยวก็ลดลงตามไปด้วย

คนส่วนใหญ่โทษเหมืองถ่านหินว่าเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำลดลง แต่ทางเหมืองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากความแห้งแล้งและการขาดฝน ข้อถกเถียงนี้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะผู้อาศัยในพื้นที่ชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้เหมืองถ่านหินนั้นไม่มีการเหือดแห้งอย่างรุนแรงเหมือนทะเล สาบอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เหมือง

หมู่บ้านเคร็กซิว(Kleczew)

สถานการณ์ใกล้เคียงกันนี้ได้เกิดขึ้นใกล้หมู่บ้านเคร็กซิว ที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากหมู่บ้านพซีจีเซียซ ซึ่งมีเหมืองจอซวินทูบี ที่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อสิบปีก่อนและยังคงทำงานอย่างเต็มกำลังการผลิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในรอบสิบปีที่ผ่านมาทางเหมืองได้ทำให้ภูมิประเทศกลายเป็นสีเทาทะมึนดูแห้งแล้ง และแผ่ขยายออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่งพอซนัน (Poznan’s University of Agriculture) พบว่า “การเหือดแห้งของแหล่งน้ำโดยรอบบริเวณเหมืองถ่านหินในเขตเคร็กซิวนำไปสู่รูปแบบของหลุมเว้าที่ยุบตัวลง ขณะที่การทำเหมืองได้ขยายตัวไปทางตอนเหนือนับตั้งแต่ช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1980s ระดับน้ำทะเลสาบทั่วบริเวณสวนสาธารณะโปวิดสกี้(Powidzki)ก็เริ่มลดระดับลงตามไป”

หมู่บ้านคูรสวิกา(Kruszwica)

อีกพื้นที่หนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาเหมืองถ่านหิน ก็คือทะเลสาบโกพโล(Goplo) ที่อยู่ใกล้กับเมืองคูรสวิกาซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะสหัสวรรษแห่งโกพโล สวนแห่งนี้ได้รับความคุ้มครองจากโครงการ EU Natura 2000 และยังเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของนกจากทั่วทั้งยุโรปอีกด้วย และตามฝั่งทะเลสาบโกพโลนี่เองก็เป็นที่ตั้งของชนเผ่าแรกของโปแลนด์ ขณะนี้พื้นที่ที่มีค่าและงดงามแห่งนี้กำลังตกอยู่ในการคุกคาม

การคุกคามที่ว่านี้มาจากสิทธิในการขุดเหมืองถ่านแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) (ห่างจากคูรสวิกาไม่ถึง 10 กิโลเมตร) ที่ได้ลงนามไว้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา และกำหนดเปิดในปี 2552

สองเดือนหลังจากการประกาศสิทธิ์ ผู้อาศัยในท้องถิ่นได้ออกมาประท้วงแผนการนี้ ซึ่งเป็นการประท้วงว่าด้วยเรื่องเหมืองถ่านหินเป็นครั้งแรกในโปแลนด์ มีผู้คนราวห้าพันคนออกเดินประท้วงบนถนนของเมืองคูรสวิกา หนึ่งในนั้นคือนาย Jozef Drzazgowski แห่งกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพซีจีเซียซี(Przyjezierze Association for Protecting the Natural Environment) “หากโทมิสลาวิส(Tomislawice)เริ่มดำเนินการเหมือง” เขากล่าว “ระดับน้ำในทะเลสาปโกพโลจะแห้งเหือดลงในช่วงสิบปีนี้แบบเดียวกันกับที่เกิดที่ทะเลสาบออสโตสกี้”

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคำกล่าวอ้างนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรายงานผลกระทบของเหมืองถ่านหินแบบเปิดโทมิสลาวิส(Tomislawice) ซึ่งจัดทำโดยทางเหมืองถ่านหินเอง ในรายงานได้กล่าวถึงการตัดสินใจที่จะเริ่มกักเก็บน้ำของเหมืองในทะเลสาบโกพโล ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปซึ่งจะ “อนุญาตให้รักษาระดับน้ำในทะเลสาบปัจจุบันต่อไป” หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจำนวนมากนี้คงจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายอย่างร้ายแรงแน่นอน

ซึ่งสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในทันทีที่มีน้ำมากเกินหรือน้อยเกินไปในทะเลสาบ ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็อาจเกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อเหมืองปิดทำการและทะเลสาบเริ่มเหือดแห้ง ทะเลสาบโกพโลเป็นส่วนสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในพื้นที่โดยรอบ นกหลายสายพันธ์ุจะตกอยู่ในอันตราย รวมไปถึงนกบิทเทิร์น(bittern) นกเบีร์ยด์รีดลิ่ง(bearded reedling)และห่านเทาปากชมพู(greylag goose) ที่เป็นสัญลักษณ์ของสวนสาธารณะโกพโล บึงและห้วยพรุต่างๆ ก็จะแห้งลง ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนมาได้ต่อแหล่งสืบพันธุ์ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคคูยาเวีย

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัททำเหมืองก็ยังคงปฏิเสธ ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหมู่บ้านคูรสวิกาถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งๆ ที่หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่การทำเหมืองในอนาคตจะไม่ส่งผลกระทบให้เลยแม้แต่น้อย” Arkadiusz Michalski หัวหน้าวิศวกรสิ่งแวดล้อมของแห่ง KWB Konin กล่าว

ทว่า ดร. Michael Kupczyk นักศึกษาด้านปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Poznan Adam Mickiewicz กลับไม่เห็นด้วย “เราไม่ได้พูดถึงพื้นที่ที่อยู่ติดกับเหมือง” เขากล่าว “เรากำลังพูดถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคในระยะสิบหรืออาจจะถึงหลายร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว” หากเขาพูดถูกความเสียหายที่เกิดขึ้นในโปแลนด์นั้นเกิดจากการทำเหมืองแบบเปิดนั้นมันก็แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading