ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า เรามีทะเลและมหาสมุทรเพียงหนึ่งเดียว นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์อย่างอาร์เธอร์ ซี คล๊าก กล่าวไว้ว่า เหมาะแล้วหรือที่เราเรียกดาวเคราะห์นี้ว่า “โลก(แผ่นดิน)” ทั้งที่เห็นชัดเจนว่านี่คือ “มหาสมุทร”

อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายถกเถียงเพื่อกอบกู้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและมหาสมุทร มีการนำเสนอเพื่อพิจารณาถึง “การจัดการผลประโยชน์แห่งชาติตามหลักสมุทราภิบาล(Ocean Governance)” ที่ครอบคลุมการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ กรอบกฎหมายทางทะเลที่ครอบคลุมกิจกรรมทางทะเลทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งชายฝั่งและน่านน้ำภายในทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง ไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และทะเลหลวง ทั้งในแง่การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการทรัพยากรประมงพื้นบ้าน ประมงในน่านน้ำและนอกน่านน้ำ การบริหารจัดการทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน และกฏข้อบังคับในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

ไม่ว่าจะเราพิจารณาจากแง่มุมใด เราต้องยอมรับว่า ทะเลและมหาสมุทรของเรามาถึงจุดวิกฤต และมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยลงมือปฏิบัติการปกป้องและฟื้นฟูทะเลและมหาสมุทรที่สนับสนุนคำ้จุนทุกชีวิตบนโลก

มนุษย์เราพึ่งพาทะเลเพื่อความอยู่รอด แต่การบริหารจัดการชั้นบรรยากาศ ท้องทะเลและการประมงที่ไม่เหมาะสม ทำให้ทะเลมีการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นวิกฤตที่แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา เพราะเกิดจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวนั่นก็คือมนุษย์เรา ในขณะที่ระบบนิเวศทางทางทะเลมีความสามารถในการฟื้นคืนและศักยภาพในการปรับตัว แต่อัตราเร่งและขนาดของการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นอยู่นี้อยู่นอกเหนือประสบการณ์ของเรา

มหาสมุทรของเรามีการเปลี่ยนแปลงในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ปนเปื้อนมลพิษมากขึ้น เป็นกรดมากขึ้นและมีการทำประมงเกินขนาดมากขึ้น นักนิเวศวิทยาทางทะเลจำนวนมากเห็นร่วมกันว่าการทำประมงเกินขนาดเป็นภัยคุกคุกคามใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลในปัจจุบัน การบริโภคปลาของเราไดเกิินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของมหาสมุทรและส่งผลกระทบร้ายแรงโดยตรงต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเล นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเตือนว่าการทำประมงเกินขนาดส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งต่อมหาสมุทรของเรา บางทีอาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

การบริโภคปลาของเรากำลังเกิินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของมหาสมุทร และการประมงในมหาสมุทรนี้เองได้ทำลายสัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมในแต่ละปีกว่า 300,000 ตัว สิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ล่าบนสุดของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรรวมถึงปลากำลังหายไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศมหาสมุทรทั้งหมด ปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแทนด้วยปลาที่มีขนาดเล็กลงและปลาที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร ในศตวรรษนี้เอง เรายังได้เห็นแมงกระพรุนเป็นอาหารมนุษย์แทนปลา

การทำประมงเกิดขนาดยังคุกคามการอยู่รอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วนมในทะเล นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานกับคณะกรรมาธิการล่าวาฬสากลประมาณว่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอย่างวาฬและโลมาบาดเจ็บและตายจากการติดอวนและเครื่องมือทำประมงนับแสนตัว อุบัติเหตุเรือชนกับ มลพิษ เสียงในทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มเข้ามา

ต้นปี 2556 นี้เอง มีการเปิดตัว “คณะกรรมาธิการมหาสมุทรโลก หรือ Global Ocean Commission ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานขับเคลื่อนและมีข้อเสนอแนะทางการเมืองในสี่ประเด็นท้าทายเกี่ยวกับมหาสมุทร คือ การประมงเกินขีดจำกัด (overfishing) การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพขนาดใหญ่ (large-scale loss of habitat and biodiversity) การขาดการจัดการและการบังคับใช้ให้เป็นตามกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ (the lack of effective management and enforcement) และข้อบกพร่องในด้านสมุทรธรรมาภิบาลโลก(deficiencies in high seas governance)

คาดกันว่า คณะกรรมาธิการมหาสมุทรโลกนี้จะมิใช่เพียงเสือกระดาษ แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมเพื่อผลักดันให้เกิดทางออกที่สมเหตุสมผลในการปกป้องมหาสมุทร และผลักดันให้ประเด็นการอนุรักษ์ทะเลเป็นหนึ่งระเบียบวาระทางการเมือง เราต้องการเห็นผู้นำประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดทำแผนกอบกู้ทะเลและมหาสมุทรเพื่อยุติการประมงเกินขีดจำกัด ขณะเดียวกันทำให้เกิดเครือข่ายอนุรักษ์และคุ้มครองมหาสมุทร(Marine Reserve)

myanmar_tm5_2004349

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคซึ่งแผ่นดิน ทะเล และมหาสมุทรมาบรรจบกัน ถือเป็น “สุดยอด” ในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่อาจหาที่แห่งใดในโลกมาเทียบเทียมได้ ถ้าเรานำเอาหมู่เกาะทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย พื้นที่แนวปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสิ่งมีชีวิตในทะเลมารวมกัน

เมื่อกลับมาที่ทะเลไทย ภารกิจฟื้นฟูทะเลของเรามีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบด้วยการเชื่อมต่อและรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของเครือข่ายประมงพื้นบ้านตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ที่สนับสนุนโดยพลังของภาควิชาการ ภาคธุรกิจและภาคการเมือง ภารกิจนี้คงมิใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของพวกเราทุกคนที่ปรารถนาที่มอบมรดกอันลำ้ค่าส่งต่อให้คนอีกรุ่นหนึ่ง การฟื้นคืนทะเลไทยให้กับมาอุดมสมบูรณ์เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต การไปให้ถึงสิ่งที่เราต้องการนี้ เราจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน

คำประกาศเจตนารมย์ของบังสะมะแอ เจะมูดอ ผู้นำชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ของไทย เมื่อหลายปีก่อนในการประชุมนานาชาติของชาวประมงแห่งเอเชีย เป็นคำประกาศที่อยู่เหนือกาลเวลา และสร้างแรงบันดาลใจในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่กล่าวขึ้นต้นว่า “บรรพบุรุษของเราได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในชายฝั่งทะเลไทยมานับพันปีและพร่ำสอนลูกหลานว่า เจ้าจงอยู่กับทะเลด้วยความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ด้วยนโยบายที่จะพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยของรัฐไทย ทะเลและทรัพยากรชายฝั่งจึงถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว” และที่กล่าวในตอนท้ายว่า “เราคือชาวประมงพื้นบ้านผู้ที่มีชีวิตรอดได้ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เราจึงต้องปกป้องธรรมชาติด้วยชีวิตของเรา ณ จุดที่เรายืนอยู่นี้ เรามีพันธกิจที่จะร่วมกับมวลมิตรในทางสากลเพื่อเข้าร่วมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสำหรับลูกหลานที่จักเกิดขึ้นต่อตามกันมา”

 

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading