พ.ศ. 2492 อุบัติเหตุที่โรงงานของบริษัทมอนซานโตในมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ทำให้คนงานสัมผัสกับไดออกซิน

พ.ศ. 2496  อุบัติเหตุที่โรงงาน BASF ใน (อดีต) เยอรมันตะวันออก ปล่อยไดออกซินออกมาสู่ชุมชนใกล้เคียง 2 แห่ง

พ.ศ. 2500  ไดออกซินถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยของคนงาน, อุบัติการณ์ของโรคบวมน้ำในไก่คร่าชีวิตไก่จำนวนล้านตัวในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา สาเหตุเกิดจากอาหารไก่ที่มีเพนตาคลอโรฟีนอลซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ.2505–2513  เอเจนต์ออเร้นจ์ (เรียกกันทั่วไปว่าฝนเหลือง) ถูกนำใช้เป็นจำนวนมากในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามเวียดนาม

พ.ศ.2508 และ 2509 บริษัทดาว์เคมีคอลสนับสนุนเงินทุนเพื่อทดลองใช้ไดออกซินกับผิวของนักโทษที่เรือนจำ Holmesburg ในมลรัฐเพลซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2505-2510  การศึกษาอุบัติการณ์ของผลกระทบด้านพัฒนาการและภาวะเจริญพันธุ์ในนกกินปลามีถิ่นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าของทวีปอเมริกาเหนือ

พ.ศ. 2511 ประชาชนราว 1,800 คนในเมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่นบริโภคน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อนไดออกซิน (โพลีคลอริเนเตดไบฟีนิล(PCBs) และไดเบนโซฟูราน) อุบัติการณ์เดียวกันนี้ยังคล้ายคลึงกับที่เกิดจีนในเมือง YU-Cheng ใต้หวัน (2522) ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้ของผลกระทบของไดออกซินที่มีต่อมนุษย์

พ.ศ.2511 สหรัฐอเมริกายุติปฏิบัติการณ์โปรยฝนเหลืองในเวียดนาม

พ.ศ. 2513 กากน้ำมันที่ปนเปื้อนไดออกซินถูกใช้เพื่อควบคุมฝุ่นบนถนนใน Times Beachs,มลรัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา มีการอพยพชาวเมืองในปี พ.ศ.2526 หลังจากน้ำท่วมพัดพาไดออกซินกระจายไปทั่วชุมชน, มีการพบว่าไดออกซินเป็นสาเหตุของการเกิดที่ผิดปกติในหนู

พ.ศ.2515–2519 มีการนำเสนอและพัฒนาทฤษฎีความเป็นพิษจากไดออกซินของสารโปรตีน ในร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า Ah receptor

พ.ศ. 2516 โพลีโบรมิเนตไบฟีนีลหลุดรั่วโดยบังเอิญไปรวมอยู่ในอาหารสัตว์ในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตฝูงวัวนับร้อย ส่งผลกระทบต่อโรงฆ่าสัตว์ที่นำเนื้อสัตว์ออกสู่ตลาด

พ.ศ. 2517 พบไดออกซินที่ปนปื้อนในน้ำนมแม่ในเวียดนามตอนใต้

พ.ศ. 2519 โรงงานผลิตไตรคลอโรฟีนอล (Trichlorophenol) ของ Hoffman- Laroche ระเบิดในเมืองเซเวโซ, อิตาลี เป็นผลให้ประชาชนกว่า 37,000 คนสัมผัสกับหมอกควันพิษซึ่งปนเปื้อนไดออกซิน

พ.ศ. 2520 พบไดออกซินเป็นสาเหตุของมะเร็งในหนู, กรมป่าไม้สหรัฐอเมริกายุติการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไดออกซินในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ, สหรัฐยุติการผลิต PCBs ในเชิงพาณิชย์

พ.ศ.2521 พบไดออกซินใน Love Canal แถบน้ำตกไนแองการา นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีการอพยพ 240 ครอบครัวในเดือนสิงหาคม, มีการพบไดออกซินจากการปล่อยอากาศเสียของโรงงานเผาขยะเทศบาล, การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นมะเร็งในหนูทดลองที่สัมผัสกับ ไดออกซิน การศึกษานี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงของระดับการสัมผัสไดออกซินขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา, บริษัทดาวเคมีคอลเสนอทฤษฎี “ไดออกซินจากไฟป่า”

พ.ศ. 2522 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอนุมัติให้มีการชะลอการใช้สารเคมีปราบวัชพืช 2,4,5-T เป็นการด่วนหลังจากผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงถึง ”การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของการแท้งลูกในช่วง 2 เดือนอันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีปราบวัชพืช”

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐพบไดออกซิน 40ส่วนในล้านส่วนในกากของเสียที่โรงงาน Vertac ในเมืองแจ็คสันวิลล์ มลรัฐอาร์คันซอว์สหรัฐอเมริกา

การปนเปื้อนไดออกซินใน น้ำมันรำข้าวในเมือง Yu-cheng ใต้หวัน

ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสไดออกซินในสารเคมีปราบวัชพืช phenoxyacetic acid และมะเร็งที่เกิดที่เนื้อเยื่ออ่อน

พบไดออกซินเป็นตัวขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนและตัวรับฮอร์โมน

พ.ศ. 2524 อุบัติการณ์ไฟไหม้ตัวเก็บประจุในเมืองบิงแฮมตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทำให้ตึกที่ทำการของรัฐบาลปนเปื้อนด้วยไดออกซิน (PCBs และฟูราน)

พ.ศ. 2526 – 2528 พบชาวอเมริกันทั่วไปมีไดออกซินปนเปื้อนในร่างกาย

พ.ศ. 2528 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงผลกระทบด้านสุขภาพจากไดออกซิน

พ.ศ.2529 พบไดออกซินในผลิตภัณฑ์กระดาษเนื่องมาจากการใช้คลอรีนฟอกกระดาษขาว

พ.ศ.2531 องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นทบทวนการประเมินผลไดออกซินครั้งแรก

พ.ศ.2533 การประชุมเรื่องไดออกซินซึ่งสนับสนุนเงินทุนโดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐและสถาบันคลอรีน

พ.ศ. 2534 การประชุมภาคประชาชนเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรกในเมือง Chapel Hill มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นพิษของไดออกซินกับประชาชนและนักกิจกรรมชุมชน มีการทบทวนการประเมินผลไดออกซินโดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐครั้งที่สอง, การศึกษาภาวะการตายโดยสถาบัน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติในกลุ่มคนงานโรงงานเคมีในสหรัฐพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งและการสัมผัสไดออกซิน

พ.ศ. 2535 รายงานประจำสองปีครั้งที่ 6 ของคณะกรรมาธิการร่วมนานาชาติสหรัฐ–แคนาดา เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้คลอรีน

พ.ศ.2536 การศึกษาวิจัยที่เมืองเซเวโซ อิตาลี ค้นพบการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้นในประชาชน ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานช่วงที่มีการระเบิดในปี พ.ศ. 2519

พ.ศ.2537 องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐแถลงรายงานฉบับร่างเรื่องการทบทวนการประเมินผลไดออกซิน มีการจัดประชุมใน 9 เมืองเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากสาธารณชน, กลุ่มประชาชนที่ทำงานรณรงค์ด้านสารพิษชื่อ ”the Citizens Clearinghouse for Hazardous Waste” เริ่มต้นงานรณรงค์กำจัดไดออกซิน

พ.ศ.2538 คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐจัดประชุมเพื่อทบทวนร่างรายงานการประเมินผลของไดออกซิน

พ.ศ. 2541 ตัวแทนรัฐบาลจาก 100 ประเทศทั่วโลกร่วมประชุมที่เมืองมอลทรีออล แคนาดา เริ่มต้นเจรจาสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกและสุขภาพของมนุษย์ จากมลพิษที่เรียกกันว่า “สารมลพิษตกค้างยาวนาน“ ซึ่งไดออกซินเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อ

พ.ศ. 2542 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเสนอรายงานระบุว่า โรงงานเผาขยะในประเทศญี่ปุ่นปล่อยไดออกซินเข้าสู่อากาศเกือบร้อยละ 40 ของการปล่อยไดออกซินทั่วโลก มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ในญี่ปุ่นหลังจากกรณีโรคมินามาตะ

พ.ศ. 2544 การประชุม Diplomatic Conference ณ กรุงสต็อกโฮม สวีเดน เพื่อเปิดให้มีการรับรองและการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading