การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2562 ในด้านหนึ่ง ดูเหมือนจะช่วยขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการทางรัฐสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านนี้มีความซับซ้อน ย้อนแย้ง และท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้น บทความนี้จะพินิจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยแตกต่างจากปีที่ผ่านมา

2562 ปีแห่งการฟอกเขียวสิ่งแวดล้อมไทย

ในที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีสถานะทางกฎหมายในเดือนตุลาคม 2562 เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนา”

มีคำถามต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงลักษณะที่ “ผิดฝาผิดตัว”  “การขยายรัฐมโหฬาร” ความเป็น “มรดกทางการเมือง” ของรัฐบาล คสช. ที่ผูกมัดประเทศไปอีกสองทศวรรษ ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ย้อนแย้งไม่น้อยไปกว่ากันคือ กรอบที่ใช้ในการประเมินผลการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ เศรษฐกิจสีเขียว(Green Growth) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ด้านของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้นจะนำไปสู่รูปธรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) หรือจะเป็นเพื่อ “การฟอกเขียว(Greenwashing)” ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น

ประจักษ์พยานบางส่วนของความย้อนแย้งดังกล่าวนี้ เห็นได้จาก (1) คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2559 เรื่อง “การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท” ที่ส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2562)และอนาคตจากการที่ชุมชนคัดค้านโครงการขยะ รวมถึงโรงไฟฟ้าขยะหลายแห่งทั่วประเทศ/โรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน(ตามแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี)/โรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม (2) พรบ.โรงงานฉบับใหม่ ที่เอื้อทุน ซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ทำให้โรงงาน 6 หมื่นแห่งไม่ถูกจัดเป็นโรงงาน (3) พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC Watch) ชี้ให้เห็นว่าผังเมืองอีอีซีนั้นเอื้อประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่ม เบียดขับประชาชนออกจากที่ดิน ทำลายระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะและความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญของภาคตะวันออกและทั้งประเทศ ทำลายวิถีชีวิต/เศรษฐกิจของชุมชนและสร้างผลกระทบกับประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ ที่สำคัญ ผลวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตือนรับมือขยะอีอีซี 20 ปี พุ่ง 80%

มลพิษทางอากาศกลายเป็นวาระแห่งชาติหลังจากฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ยังเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ไม่อาจมองข้าม แม้ว่าภาครัฐจะเข็น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ออกสู่สายตาสาธารณชนในช่วงเดือนตุลาคม 2552 แต่ยังคงมีความอิหลักอิเหลื่อ คำถามต่อมาตรการการดำเนินงานระยะสั้น(พ.ศ.2552-2554) และระยะยาว(2565-2567) เช่น การกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก และกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Registers – ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ”) และแผนที่นำทาง(Roadmap)อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามพรมแดนภายในปี 2563 เป็นต้น ว่ามีผลในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด

กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม(priority deliverables)จากการที่รัฐบาลไทยเป็นประธานอาเซียนและเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน 2562 ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน คณะรัฐมนตรีไฟเขียว(ร่าง)โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก 2561-2573 ตั้งเป้าลดใช้พลาสติก 7 ชนิดภายในปี 2565 พร้อมตั้งเป้ารีไซเคิลขยะพลาสติกได้ 100% ภายในปี 2570 โดยที่ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าลุยมาตรการแบนถุงพลาสติกพร้อมดีเดย์ในวันที่ 1 ม.ค.63 ซึ่งได้รับความร่วมมือแบบสมัครใจจาก 75 ร้านค้า/ห้างดังและตามมาด้วยการออกกฎหมายในอนาคต

แต่วิกฤตพลาสติกคือมลพิษ ไม่ใช่ปัญหา “ขยะ” ในขณะที่กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเลกล่าวถึงนวัตกรรมและทางเลือก แต่กลับขาดวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาระบบที่เหมาะสมและไปให้พ้นจากการทดแทนพลาสติกด้วยบรรจุภัณฑ์แบบอื่นที่ยังต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเห็นได้ชัดเจนว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนล้มเหลวในการพิจารณาเพื่อต่อกรกับการค้ากากสารพิษและขยะพลาสติกเพื่อมิให้อาเซียนเป็นถังขยะพิษของโลก 

ส่วน Roadmap การจัดการขยะพลาสติกซึ่งระบุเพียงว่าจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ 0.79 ล้านตันต่อปี ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 1.2 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า และได้ไฟฟ้าจากการนำพลาสติกไปเผา 1,830 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง แต่ไม่ได้กล่าวถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะพลาสติกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากนำขยะพลาสติก 0.79 ล้านตันไปเผา จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 22.83 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า ดังนั้น การเผาไม่ใช่ “การรีไซเคิล” และ “ทางออก” ของวิกฤตมลพิษพลาสติก

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Emergency)

อีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นความล้มเหลวของการประชุมเจรจาโลกร้อนครั้งล่าสุด(COP25) ที่กรุงมาดริด สเปน ในขณะที่ เจตจำนงของประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ภายใต้ความตกลงปารีสไม่เพียงพอที่จะจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) สรุปว่า ปี พ.ศ.2562 ถือเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิต่ำสุดเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 25 – 30 องศาเซลเซียส(เทียบกับในอดีตที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส) ส่วนอุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 องศาเซลเซียส

แต่ความหวังในการกู้วิกฤตและหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศมิได้ลดน้อยลงไป ความตื่นตัวของสาธารณะชนต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปี พ.ศ.2562 ขยายมากขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่การรณรงค์หยุดเรียนประท้วงโลกร้อนรวมถึง climate strike ในประเทศไทย ในฟิลิปปินส์ กรีนพีซและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศโดยเป็น “คำสั่งประธานาธิบดี(Executive Order)” ที่รับรองว่าวิกฤติโลกร้อนและผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชาวฟิลิปปินส์มีความสำคัญอันดับต้นของนโยบายรัฐบาล การประกาศของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์(The Philippines Human Rights Commission)ในเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ของประเทศไทยระบุว่าจะมุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และรัฐบาลไทยประกาศว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกินเป้าและเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เห็นได้ชัดเจนว่าละเลยประเด็นความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Justice) ในขณะที่การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มปริมาณมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการ “ลด ละ เลิกถ่านหิน” ตามเจตนารมย์ของความตกลงปารีส โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การถมทะเลขยายท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ข้อเสนอถมทะเลของเอ็กซอนโมบิล ไปจนถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นต้น นั้นย้อนแย้งกับคำว่า “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างถึงที่สุด

คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Bio Science และลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 11,258 คน จาก 153 ประเทศ คือเสียงเตือนที่ต้องรับฟัง แนวร่วมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประกาศพร้อมที่จะทำงานข้างเคียงกับผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม(just transition)ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพความแตกต่างหลากหลาย คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศนี้เปรียบดังสัญญาณชีพ(vital signs)ที่เอื้อให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสาธารณะชนเข้าใจถึงขนาดของวิกฤต ติดตามความคืบหน้าและจัดเรียงลำดับความสำคัญในการลดผลกระทบจากหายนะทางนิเวศวิทยา

ข่าวดีคือ การเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมนี้เป็นคำสัญญาต่อสุขภาวะที่ดีขึ้นของมนุษยชาติทุกผู้ทุกนามเมื่อเทียบกับแผนการที่เราไม่ทำอะไรเลย(business as usual) ควรต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า หากรัฐบาลไทยจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ อย่าคิดเพียงว่าเป็นการสร้างความแตกตื่น หากคือการ “เตือนสติ”(ของผู้นำทางการเมือง) และลงมือทำเพื่อปกป้องนิเวศวิทยาที่ค้ำจุนสนับสนุนสรรพชีวิตในสังคมไทยและโลกที่เป็นบ้านแห่งเดียวของเรา

One Response

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading