ไม่เพียงแต่การโกหกด้วยแผนที่จะทำได้ง่ายเท่านั้น แต่มันยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกด้วย เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่มีความหมายของโลกที่ซับซ้อนและมีมิติสามมิติลงบนแผ่นกระดาษแบน ๆ หรือหน้าจอวิดีโอ แผนที่จึงจำเป็นต้องบิดเบือนความเป็นจริง

ในฐานะที่เป็นแบบจำลองขนาดย่อม แผนที่ต้องใช้สัญลักษณ์ที่มักจะมีขนาดใหญ่หรือหนากว่าความเป็นจริงที่มันแทนที่เสมอ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่รกเกินไป แผนที่จึงต้องเลือกนำเสนอความเป็นจริงเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่สมบูรณ์ หนีไม่พ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “ความย้อนแย้งของวิชาภูมิสารสนเทศ”

เพื่อให้แผนที่เป็นประโยชน์และสื่อความจริงได้อย่างเหมาะสม แผนที่ที่แม่นยำจึงจำเป็นต้องมี “คำโกหกสีขาว” อยู่ด้วยเสมอ

เนื่องจากผู้ใช้แผนที่ส่วนใหญ่มักยอมรับ “คำโกหกสีขาว” บนแผนที่โดยสมัครใจ การที่แผนที่จะโกหกในเรื่องที่ร้ายแรงกว่าจึงไม่ใช่เรื่องยาก ผู้ใช้แผนที่โดยทั่วไปมักเป็นกลุ่มคนที่ไว้วางใจง่าย พวกเขาเข้าใจถึงความจำเป็นในการบิดเบือนรูปร่างทางเรขาคณิตและการละเว้นรายละเอียดบางอย่าง และเชื่อว่าผู้ทำแผนที่รู้จริงว่า “ควรขีดเส้นไว้ตรงไหน” ทั้งในความหมายตรงและความหมายโดยนัย

เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ พวกเขามักมอบความไว้วางใจในการทำแผนที่ไว้กับ “นักบวช” ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ซึ่งทำงานให้กับหน่วยงานรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม นักทำแผนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ และหลายคนที่มีทักษะในด้านศิลปะเชิงพาณิชย์หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กลับไม่เคยเรียนรู้วิชาภูมิสารสนเทศเลย ผู้ใช้แผนที่แทบจะไม่เคยตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจเหล่านี้ และก็มักไม่ตระหนักถึงพลังของแผนที่ในฐานะเครื่องมือสำหรับการบิดเบือนความจริงโดยเจตนา หรือแม้กระทั่งการโฆษณาชวนเชิงอย่างแนบเนียน

ด้วยการมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและการจัดพิมพ์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ใช้แผนที่ในปัจจุบันจึงสามารถ “โกหกตัวเอง” ได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว ก่อนยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การทำแผนที่แบบชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการวาดแผนที่ด้วยมือลงบนกระดาษเพื่อบอกเส้นทาง ผู้ให้ข้อมูลเส้นทางมีอำนาจควบคุมเต็มที่ทั้งดินสอและกระดาษ และโดยทั่วไปก็ไม่มีปัญหาในการถ่ายทอดเส้นทาง จุดสังเกต และความทรงจำต่าง ๆ จากในหัวลงบนแผนที่

แต่คอมพิวเตอร์ได้เปิดทางให้โปรแกรมเมอร์ นักการตลาด และคนกลางนิรนามอื่น ๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านแผนที่ สามารถมีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปลักษณ์ของแผนที่ และยังทำให้แผนที่ชาวบ้านยุคใหม่ดูสะอาด เรียบเนียน ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐาน และดูสมจริงราวกับมาจาก “นักบวชแห่งโลกแผนที่” แต่บ่อยครั้งที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์กลับทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเลือกใช้การฉายแผนที่ที่ไม่เหมาะสม หรือชุดสัญลักษณ์ที่ทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย และด้วยความก้าวหน้าของกราฟิกคอมพิวเตอร์ต้นทุนต่ำ “คำโกหกทางแผนที่” ที่ร้ายแรงแต่ไม่ได้ตั้งใจเหล่านี้ จึงอาจดูน่าเชื่อถือและแม่นยำ ทั้งที่ไม่ใช่ความจริงเลย

ความเป็นไปได้ในการใช้แผนที่เพื่อเจตนาแอบแฝงนั้นมีมากกว่าการบิดเบือนโดยเจตนาที่นักทำแผนที่ที่เป็นนักการเมืองบางคนใช้ หรือข้อผิดพลาดทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากผู้ไม่มีความรู้ด้านแผนที่

หากมีคำเตือนเพียงหนึ่งข้อที่สามารถทำให้ผู้ใช้แผนที่ตระหนักถึงความไร้เดียงสา—ที่แม้จะก่ออันตรายแต่กลับแพร่หลาย—คำนั้นก็คือ “แผนที่หนึ่งแผ่นเป็นเพียงหนึ่งในจำนวนที่อาจไม่มีที่สิ้นสุดของแผนที่ที่สามารถสร้างขึ้นได้จากสถานการณ์เดียวกันหรือข้อมูลชุดเดียวกัน”

ประโยคในเครื่องหมายคำพูดนี้สะท้อนถึงคำเตือนง่าย ๆ ซึ่งกลับถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง

ช่างเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะลืม และช่างน่าคิดเมื่อย้อนระลึกได้ว่าผู้สร้างแผนที่สามารถทดลองได้อย่างเสรีกับสิ่งที่จะแสดง การวัดค่าต่าง ๆ ขอบเขตของพื้นที่ และสัญลักษณ์ที่ใช้ และสามารถเลือกแผนที่ที่นำเสนอประเด็นของตนได้ดีที่สุด หรือแม้แต่สนับสนุนอคติของตนเองโดยไม่รู้ตัว ผู้ใช้แผนที่จึงต้องตระหนักไว้ว่า “ใบอนุญาตทางภูมิศาสตร์” นั้นเปิดกว้างเป็นอย่างยิ่ง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading