แคมเปญที่ประสบความสำเร็จหลายแคมเปญมักถูกวางแผนเป็นลำดับเหตุการณ์อย่างเรียบง่าย โดยปกติแล้วจะมีเพียงหนึ่งหรือสองวันที่แน่นอน ส่วนที่เหลือเป็นห่วงโซ่ของเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง — คล้ายกับการไต่ระดับขึ้นไปทีละขั้น หรือก้าวจากหินก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่ง โดยไม่สามารถระบุเวลาได้อย่างแน่นอนว่าจะไปถึงเมื่อไร

ให้เริ่มวางแผนย้อนกลับจากจุดที่ต้องการให้เกิดการลงมือทำซึ่งควรเป็นวันที่กำหนดแน่นอน (เช่น งานอีเวนต์) หรือวันที่สามารถประมาณได้ดีพอเพื่อให้เตรียมการสื่อสาร ทรัพยากร และศักยภาพที่จำเป็นไว้พร้อมเมื่อถึงวันนั้น

วันที่เริ่มต้นของแคมเปญสามารถกำหนดได้โดยรวมเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนก่อนถึงจุดเรียกร้องให้ลงมือทำ

แคมเปญมักเริ่มต้นด้วยการสร้างการรับรู้ — การรับรู้ถึงปัญหา ซึ่งจะน่าสนใจยิ่งขึ้นหากสามารถแสดงให้เห็น “ผู้ได้รับผลกระทบ” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” อย่างชัดเจน

ลำดับของแคมเปญที่แสดงในภาพด้านบนใช้สูตรพื้นฐานเดียวกับป้ายเตือนไฟไหม้ คือ การรับรู้ → การสอดคล้อง → การมีส่วนร่วม → การลงมือทำ

แต่ละส่วนต้องเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิทเหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ (1) “ผู้สร้างปัญหา” ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกระทำโดยตรง (2) “ทางแก้” ต้องสามารถแก้ปัญหาเฉพาะนั้นได้จริง และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน

ดังนั้น ในเส้นทางการสื่อสารแบบคลาสสิกนี้ เรื่องราวจะเริ่มต้นเมื่อเรามองเห็นปัญหา — เราเห็น “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ วัตถุ สัตว์ หรือแม้แต่พืชก็ได้ เช่น ปลาในแม่น้ำที่ตายเพราะมลพิษ อาคารที่เสียหายจากฝนกรด หรือบุคคลที่ถูกทรมาน

นี่คือช่วงของการสร้างการรับรู้

จากนั้นเราจะเห็นว่า ใคร หรือ อะไร เป็นผู้รับผิดชอบ — “ศัตรู” หรือ ตัวการ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะถ้าไม่มี “สาเหตุ” ปัญหาก็จะไม่กลายเป็นประเด็นที่ต้องจัดการ

ต่อจากนั้นจะเป็นช่วงของการตอกย้ำผ่านการสื่อสารซ้ำๆ หรือการ “สร้างภาพเป็นผู้ร้าย” (demonization) — อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เคยใช้กลยุทธ์นี้อย่างช่ำชอง เช่น การสร้างภาพให้คนงานเหมืองที่นัดหยุดงานเป็นฝ่ายผิด

ช่วงของการสื่อสารนี้ควรดำเนินต่อไปจนกว่าปัญหาจะถูกฝังแน่นในใจของผู้รับสาร — จนกระทั่งสาธารณชนเกิด “ความกังวล” ต่อเรื่องนั้น แต่หากนำเสนอเพียงข่าวร้ายอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทางออก ผู้คนจะเริ่มเบื่อ ถอนตัว หรือปิดรับข้อมูล — ปัญหากลายเป็นเพียงอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมในสายตา

ความกังวลที่ไม่มีทางออกจะนำไปสู่การเพิกเฉย ความคับข้องใจที่ไม่สามารถระบายได้อย่างสร้างสรรค์จะหันกลับมาโจมตีผู้สื่อสารเสียเอง

คุณไม่สามารถตรึงความสนใจทางอารมณ์ของผู้คนไว้ได้นานหากไม่มี “คำตอบ” แต่หากคุณ เปิดเผยทางแก้ได้ทันเวลา แคมเปญจะสามารถก้าวต่อไปเพราะสิ่งที่เคยเป็นโศกนาฏกรรมจะกลายเป็นปัญหาที่ “หลีกเลี่ยงได้” — ผู้คนจะโกรธ เพราะมันไม่ควรต้องเป็นแบบนี้

ในเชิงสื่อสารมวลชน คุณได้องค์ประกอบของ “เรื่องอื้อฉาว” ครบถ้วน

ขั้นตอนต่อไปคือ การสร้างความสอดคล้อง (Alignment) ซึ่งทำให้ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกัน เห็นตรงกันว่าปัญหาคืออะไร ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ ใครควรถูกตำหนิ ทางออกคืออะไร

หากข้ามขั้นตอนนี้ไป ผู้ชมจะไม่รู้สึกว่าเรื่องที่คุณสื่อ “เกี่ยวข้องกับพวกเขา” และถ้าพวกเขาไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ลงมือทำ ก็อาจถูกตีความผิดว่าเป็น “ความไม่ใส่ใจ”

ในทางกลับกัน ความสอดคล้องที่แรงกล้า จะนำไปสู่การลงมือทำโดยสมัครใจ เช่น ในปี 1995 ระหว่างที่ฝรั่งเศสทำการทดลองนิวเคลียร์ที่เกาะมูรูโรอา มีการประท้วงหน้าสถานทูตฝรั่งเศสทั่วโลกและในเวลาไม่นาน ผู้คนหลายพันคนก็เริ่มลงมือทำในแบบของตนเอง นักเรียนศิลปะในเมืองบอร์นมัธ ประเทศอังกฤษ วาดภาพเมฆเห็ดนิวเคลียร์ลงในพื้นหลังของโฆษณารถยนต์เรโนลต์ ชาวดัตช์กลุ่มหนึ่งขี่จักรยานไปพิชิตยอดเขามงบล็องเพื่อประท้วง

การเรียกร้องให้ลงมือทำ (Call to Action) จะได้ผลก็ต่อเมื่อแคมเปญมี “กลไกของการมีส่วนร่วม” ที่เหมาะสมและพร้อมใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จึงควรออกคำเรียกร้องอย่างชัดเจน เช่น เชิญชวนให้ล็อบบี้นักการเมือง ขอให้ไปพูดคุยกับผู้จัดการร้านเกี่ยวกับแบรนด์สินค้า หรือส่งข้อความถึงบริษัทเพื่อท้วงติงพฤติกรรมองค์กร

แคมเปญ 10:10 (www.1010uk.org) ถูกเปิดตัวในช่วงก่อนการประชุมรัฐภาคีของ UNFCCC ในปี 2009 นับเป็นอีกหนึ่ง “ช่วงเวลาแห่งความสอดคล้อง” เพราะในเวลานั้น ผู้คนจำนวนมากในสหราชอาณาจักรเห็นพ้องต้องกันว่า “ต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง” เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

โครงการ 10:10 (ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนลง 10% ในปี 2010) กลายเป็นเวทีเด่นให้ผู้คนได้มีส่วนร่วม โดยได้รับการสนับสนุนจากหนังสือพิมพ์ระดับประเทศและต่อยอดมาจากภาพยนตร์สารคดี The Age of Stupid

ผลคือ องค์กรหลายพันแห่งตั้งแต่สโมสรฟุตบอลอาชีพ หน่วยงานรัฐบาล ไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงบุคคลทั่วไปจำนวนมากได้เข้าร่วม และในไม่ช้า 10:10 ก็เริ่มขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในกรณีนี้ ไม่จำเป็นต้องออกไป “สร้างความสอดคล้อง” ขึ้นมาใหม่ เพราะ มันมีอยู่แล้ว

อีกตัวอย่างที่คล้ายกันคือ แคมเปญ RED เพื่อระดมทุนซื้อยารักษา HIV/AIDS ให้กับผู้ป่วยในแอฟริกา (www.joinred.com) ซึ่งถือเป็นกลไกของการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับกลุ่มที่เน้นการระดมทุน หากแคมเปญประสบความสำเร็จ แม้เพียงบางส่วนก็มักจะหวนกลับไปหาผู้สนับสนุนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่ออธิบายความคืบหน้าและขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ถ้านักรณรงค์มัวแต่หมกมุ่นกับ “สื่อ” มากเกินไป พวกเขาอาจละเลยกลไกการมีส่วนร่วมทำให้แคมเปญได้แค่สร้างกระแสแต่ไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันที่มีผลจริง

แคมเปญที่ดีควรดำเนินไปเหมือนการเล่าเรื่อง เริ่มจากจุดเริ่มต้น ค่อยๆ เปิดเผยทีละขั้นตอน โดยไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างตั้งแต่แรก เพราะถ้าทำแบบนั้น คนจะไม่ “มีส่วนร่วม” และจะไม่มีการ “สะสมพลัง” หรือสร้าง “แรงกดดัน” ได้เลย แตกต่างจากละครหรือภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่ว่าผู้ชมจะสนใจหรือไม่

แคมเปญจะก้าวต่อไปไม่ได้ หากยังไม่ผ่านขั้นตอนก่อนหน้าอย่างสำเร็จ ทุกก้าวต้องได้รับการสนับสนุน ต้อง “พาผู้คนไปด้วยกัน” แม้บางครั้งจะต้องใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม

โครงการที่มองไกลเกินไปอาจพยายามพาผู้คนก้าวไกลเกินไป เร็วเกินไป ในขณะที่แคมเปญที่ระวังตัวเกินไปอาจไม่กล้าก้าวไปไหนเลย

เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading