การสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นคือเครื่องมือสื่อสาร เป็นหัวใจของการเมืองและเป็น “สารอาหารหลัก” ของข่าวสาร เมื่อครั้งถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แฮโรลด์ แมคมิลแลน เคยตอบอย่างมีชื่อเสียงว่า “เหตุการณ์ต่างๆ นั่นแหละ ไอ้หนู เหตุการณ์ต่างๆ”

การสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเองคือวิธีที่ดีที่สุดในการเป็นฝ่ายรุก เพราะโดยหลักแล้ว ผู้ที่ชนะในเกมแห่งการโน้มน้าวใจมักเป็นคนที่ริเริ่มก่อนและกำหนดวาระได้ก่อน หากคุณมัวแต่ใช้เวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ของคนอื่น โอกาสชนะก็จะน้อยลง นักวิจารณ์อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง นักรณรงค์คือผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง

ความหวัง ความอยุติธรรม หรือความวิตกอาจเป็นเชื้อเพลิง แต่ “เหตุการณ์” ควรเป็นเครื่องยนต์ของแคมเปญ หากโชคเข้าข้าง แคมเปญของคุณอาจสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่พอที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดจากเส้นทางและโอกาสที่จะทำได้เช่นนั้นมักเกิดจากเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญไม่ใช่ความพยายามแบบเรื่อยๆ

แคมเปญที่ดีที่สุดมักสื่อสารตัวมันเอง เพราะมันมีการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การพูดสนับสนุน การกระทำส่งเสียงดังยิ่งกว่าคำพูด เราจดจำเหตุการณ์และผลลัพธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็น

อดีตผู้อำนวยการของ Friends of the Earth อย่างทอม เบิร์ก มักพูดเสมอว่า “ไม่มีใครจำได้ว่าเดวิดกับโกไลแอธทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่ทุกคนรู้ว่าใครชนะ”

ข่าวคือเรื่องของ “การกระทำ” — เวลาผ่านฝูงชน เราไม่ถามว่า “ผู้คนคิดอะไรอยู่?” แต่เราถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” แต่ถึงอย่างนั้น นักรณรงค์จำนวนมากกลับพยายามสื่อสาร “ข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือแม้แต่ตัวเลข” แทนที่จะเป็น “การกระทำ” หรือ “เหตุการณ์”

เหตุการณ์ช่วยให้สื่อทำงานง่ายขึ้นมาก ผู้เขียนเคยเจอบ่อยครั้ง — กำลังจะขายข่าวให้ผู้สื่อข่าวได้อยู่แล้ว จนกระทั่งถูกถามว่า “แล้วคุณจะทำอะไร?” หรือ “จะเกิดอะไรขึ้น?” …แต่ตอบไม่ได้ เพราะแคมเปญยังไม่มีแผนเหตุการณ์เป็นลำดับเลย จำไว้ว่า “เหตุการณ์” อาจกลายเป็นข่าวได้ แต่ “ความคิดเห็นหรือประเด็น” มักจะไม่เป็น

การสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาต้องคิดในแง่ของการกระทำ—กิจกรรมที่พาเราก้าวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งตาม “เส้นเรื่องที่ก่อให้มีการผลิกผัน” (critical path) สำหรับคนที่คุ้นกับการคิดในแง่ของ “ประเด็นและข้อเท็จจริง” การเปลี่ยนมาใช้แนวคิดแบบนี้อาจเป็นเรื่องยาก เพราะพวกเขามักจะผลิต “ข้อโต้แย้งถกเถียง” แทนที่จะ “ลงมือทำ”

โปรดพิจารณาคำกล่าวของนักปรัชญาการเมืองอย่าง Macaulay “ข้อโต้แย้งถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีหนึ่ง แต่การปกครองต้องใช้วิธีที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง” (และหากเขาอยู่ในปัจจุบัน ก็คงพูดได้ว่า ธุรกิจก็เช่นกัน) การวางแผนแคมเปญของคุณควรยึด “เหตุการณ์” เป็นศูนย์กลางไม่ใช่การสร้างข้อโต้แย้งถกเถียง

เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading