สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงวอชิงตันร่วมกับมากกว่า 50 ประเทศ รวมถึงไทย หลังรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เสนอแนวคิด “กลุ่มการค้าแร่ธาตุสำคัญ” (critical minerals trade bloc) แบบใหม่ และการกำหนด “ราคาขั้นต่ำ” (minimum price floors) เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาจีน

สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เพื่อหารือการขยายการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญและการลดอิทธิพลของจีนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ตามรายงานข่าว สำนักงานผู้แทนจากมากกว่า 50 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงเกาหลีใต้ อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

รองประธานาธิบดีสหรัฐ เจ.ดี. แวนซ์ เสนอให้จัดตั้ง “กลุ่มการค้าแร่ธาตุสำคัญ” ใหม่ระหว่างพันธมิตรและหุ้นส่วน ควบคู่กับการประสานงานกำหนด “ราคาขั้นต่ำ” ร่วมกัน ขณะที่วอชิงตันเพิ่มความพยายามในการคลายการครอบงำของจีนเหนือแร่หายากและวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อย่างสมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และระบบป้องกันประเทศ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าหน้าที่ในวอชิงตันให้เหตุผลว่า ข้อพิพาททางการค้าในช่วงปีที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นว่า หลายประเทศยังคงพึ่งพาแร่ธาตุที่จีนครองความเป็นผู้นำด้านอุปทานและการแปรรูปอยู่มาก โดยรายงานระบุว่า จีนมีสัดส่วนราว 70% ของการทำเหมืองแร่หายากทั่วโลก ขณะที่สหรัฐฯ ตามมาเป็นอันดับสองแบบห่าง ๆ ที่ประมาณ 12%

การประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังทำเนียบขาวประกาศแผน “คลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ” (critical minerals stockpile) ใหม่ ภายใต้ชื่อ “Project Vault” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอุปทาน และสนับสนุนการลงทุนในโครงการทำเหมืองและแปรรูปที่แข่งขันกับสินค้าจีนราคาถูกได้ยาก แวนซ์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะกำหนดระบบ “ราคาขั้นต่ำ” เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน แม้อาจทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตสูงขึ้นในระยะสั้น และยกระดับความตึงเครียดทางการค้ากับปักกิ่ง

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันระบุว่า ปักกิ่งมีบทบาทอย่าง “สร้างสรรค์” ในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและซัพพลายเชนโลกสำหรับแร่ธาตุสำคัญ และยินดีจะดำเนินความพยายามดังกล่าวต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading