ขณะที่สงครามของรัสเซียกับยูเครนก้าวเข้าสู่ปีที่ห้า เศรษฐกิจที่ใช้หล่อเลี้ยงสงครามได้ถูกแปลงสภาพไปแล้วในแบบที่ยากและอาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนกลับโดยไม่เกิดวิกฤตครั้งใหม่ ชาวตะวันตกยังคงเฝ้ารอให้เศรษฐกิจรัสเซียพังทลาย แต่มันจะไม่พัง ทว่าเศรษฐกิจก็จะไม่ฟื้นตัวเช่นกันเดียวกัน มันได้เข้าสู่สิ่งที่นักปีนเขาเรียกว่าเขตมรณะ (death zone) ระดับความสูงเหนือ 8,000 เมตร ที่ร่างกายมนุษย์เผาผลาญตัวเอง เร็วกว่าที่จะซ่อมแซมฟื้นคืนได้

เศรษฐกิจรัสเซียติดอยู่ในภาวะที่อาจเรียกได้ว่าดุลยภาพเชิงลบ(negative equilibrium) ประคองตัวเองให้พออยู่รอดไปวัน ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายศักยภาพในอนาคตของตัวเองอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการส่งออกกำลังลดลง และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจทำให้ช่องว่างงบประมาณไม่อาจอุดได้ด้วยรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเติบโตเพียง 1% ในปี 2025 และคาดการณ์สำหรับปีนี้แย่ลงกว่าเดิม

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจรัสเซียได้แยกตัวออกเป็นระบบเผาผลาญ (metabolic systems) สองชุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระบบแรกคือภาคอุตสาหกรรมทหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทหาร เสมือนอวัยวะสำคัญที่ได้รับการส่งเลือดไปเลี้ยงก่อนเป็นลำดับแรก ภาคส่วนเหล่านี้กำลังเติบโต รับคนเพิ่ม และลงทุนเพิ่ม พวกเขาได้สิทธิ์เข้าถึงแรงงาน เงินทุน และสินค้านำเข้าเป็นกลุ่มแรก

ส่วนระบบที่สองคือทุกอย่างที่เหลือ ธุรกิจเอกชน ธุรกิจขนาดเล็ก อุตสาหกรรมผู้บริโภคเป็นเหมือนปลายมือปลายเท้าที่ถูกปล่อยให้หนาวอยู่ข้างนอก ภาคการผลิตโดยรวมของรัสเซียขยายตัวอย่างมากถึง 18.3% ในช่วงสามปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตทั้งหมดนั้นและมากกว่านั้น มาจากภาคทหารล้วน ๆ การผลิตที่เชื่อมโยงกับกลาโหมขยายตัวมากพอด้วยตัวเองจนทำให้ตัวเลขภาพรวมดูเหมือนเพิ่มขึ้น 20% นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมพลเรือนกลับหดตัวลง

คุณลักษณะที่อันตรายที่สุดของโครงสร้างใหม่แบบนี้คือเชื้อเพลิงที่มันเผาผลาญ เศรษฐกิจรัสเซียในตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่อาจเรียกว่าค่าเช่าทางทหาร(military rent) เงินโอนจากงบประมาณไปยังบริษัทกลาโหม ซึ่งทำให้เกิดค่าจ้างและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในเชิงการทำงานมันคล้ายกับโชคลาภจากน้ำมันของทศวรรษ 2000 แต่มีความต่างที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง ค่าเช่าจากน้ำมันมาจาก “นอกระบบ” ชาวต่างชาติจ่ายเงินเพื่อสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ และเงินนั้นหมุนเวียนในเศรษฐกิจจนเกิดผลทวีคูณจริง ๆ แต่ค่าเช่าทางทหารคือการโยกย้ายทรัพยากรภายในประเทศไปสู่สินทรัพย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการทำลายล้าง ร่างกายกำลังเผาผลาญมัดกล้ามเนื้อของตัวเองเพื่อเอาพลังงานมาใช้

นี่ไม่ใช่วัฏจักรถดถอยที่นโยบายการเงินหรือนโยบายการคลังจะแก้ได้ ภาวะถดถอยเหมือนความอ่อนล้า พักแล้วก็ฟื้น แต่สภาพของรัสเซียเหมือนโรคแพ้ความสูง ยิ่งอยู่บนที่สูงนานเท่าไร อาการยิ่งทรุดลง ไม่ว่าพักแค่ไหนก็ตาม

ลองพิจารณาคณิตศาสตร์ของการลดระดับสำหรับเครมลิน ภาคกลาโหมของรัสเซียตอนนี้คิดเป็นราว 8% ของ GDP การปลดระดมกำลังพล/ลดโหมดสงคราม (demobilising) โดยไม่ตกเข้าสู่วิกฤต จะต้องมีเงื่อนไข 5 ข้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ (1)หลักประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือและตอบโจทย์การรับรู้ภัยคุกคามของเครมลิน (ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดด้วยว่ารัสเซียจะฟื้น/สร้างขีดความสามารถทางทหารกลับมาแค่ไหน) (2)การปลดระดมครั้งใหญ่ควบคู่กับโครงการฝึกทักษะ/ยกระดับทักษะใหม่ที่มีประสิทธิผล (3)การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอย่างน้อยบางส่วน เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ (4)การปฏิวัติระบบจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมให้ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพมากกว่า “การดูดซับงบประมาณ (5) ระบบนิเวศที่แข็งแรงของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่สามารถรับทรัพยากรที่ถูกย้ายมาจากภาคกลาโหม และช่วยเร่งนวัตกรรม

โอกาสที่ทั้งห้าข้อจะมาบรรจบกันพร้อมกันนั้นแทบเป็นศูนย์

ขณะเดียวกัน ออกซิเจนทางการคลังก็กำลังเบาบางลงอย่างรวดเร็ว การขาดดุลงบประมาณขยายตัวพุ่งไปถึง 5.6 ล้านล้านรูเบิล (73,000 ล้านดอลลาร์) หรือ 2.6% ของ GDP ในปี 2025 มากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโรคระบาด ยอดชำระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลในปีนี้จะสูงกว่างบที่ใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุขรวมกันเสียอีก

ราคาน้ำมันยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ด้วยน้ำมันดิบอูราลส์ (Urals) ซึ่งเป็นเกรดหลักของรัสเซีย ตอนนี้ซื้อขายในราคาถูกกว่าเบรนต์ (Brent) ราว 25–30% รายได้ส่งออกของรัสเซียจึงกำลังมุ่งหน้าไปสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 รายรับงบประมาณจากน้ำมันและก๊าซในเดือนมกราคมลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือไม่ถึง 400,000 ล้านรูเบิล

แต่ความอ่อนแรงของราคาพลังงานไม่ได้เป็นเรื่องของรัสเซียเป็นหลัก หากสะท้อนการชะลอตัวเชิงเงินฝืดของจีน ความซบเซาของยุโรป และสงครามการค้าของอเมริกา อากาศเบาบางบนที่สูงเป็นภาวะระดับโลก รัสเซียเจ็บหนักกว่าคนอื่น แต่รัฐปิโตรเลียมอื่น ๆ ก็เจ็บเช่นกัน

บริบทโลกแบบนี้สร้างโครงสร้างแรงจูงใจที่ย้อนแย้ง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาตรฐานบอกว่า เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง เครมลินควรถูกผลักให้เข้าสู่การเจรจายุติสงคราม ผู้เล่นที่มีเหตุผลเมื่อเผชิญต้นทุนพอกพูนย่อมหาทางออก แต่ วลาดิมีร์ ปูติน ไม่ได้ดูแค่มาตรวัดออกซิเจนของตัวเอง เขากำลังดูนักปีนเขาคนอื่นด้วย

สิ่งที่ปูตินเห็นคือ ยุโรปกำลังดิ้นรนกับวิกฤตเชิงโครงสร้างของตัวเอง แตกแยกทางการเมือง และไม่สามารถตกลงกันในประเด็นยุทธศาสตร์รวมถึงเรื่องรัสเซีย ยูเครนเหนื่อยล้าและพึ่งพาการสนับสนุนจากตะวันตกที่สั่นคลอนตามวัฏจักรการเลือกตั้ง เศรษฐกิจโลกที่หลายฝ่ายหายใจไม่ทั่วท้อง คาดหมายวิกฤตที่อาจถูกจุดชนวนจากหนี้ที่สูงลิ่วและการทำให้การค้ากลายเป็นอาวุธ หากคู่แข่งของคุณก็อ่อนแรงลง และถ้าคุณเชื่อว่าคุณทนเจ็บได้นานกว่าเขา สมการก็กลับด้าน แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ควรผลักไปสู่การประนีประนอมกลับไปหนุนตรรกะของการยื้อแทน

และยังมีชั้นลึกกว่านั้น ในหมู่ชนชั้นนำรัสเซีย ไม่ใช่แค่เครมลิน มีความเชื่อแทบเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ว่าสงครามนี้จะจบอย่างไร เป้าหมายสูงสุดของตะวันตกคือการกักกันรัสเซียเชิงยุทธศาสตร์แบบถาวร ไม่ใช่เพียงลงโทษเรื่องยูเครน แต่เพื่อสกัดศักยภาพการพัฒนาของรัสเซียไปตลอดกาล ความเชื่อนี้เริ่มยากจะหักล้าง เพราะผู้กำหนดนโยบายตะวันตกเองก็พูดถึงแผนสกัดกั้นรัสเซียอย่างเปิดเผย การเผชิญหน้าสี่ปีสร้างแรงเฉื่อยของเส้นทาง(path dependence) ให้ทั้งสองฝ่าย

ถ้าทั้งสองฝ่ายคาดว่าการเผชิญหน้าจะถาวร ก็จะลงมือทำตามนั้น และการเผชิญหน้าก็กลายเป็นผลลัพธ์ที่เสถียรเพียงแบบเดียว ภายใต้ความคาดหมายนี้ ความชอบที่เผยออกมาของรัสเซียและการเดินหน้าสงครามทั้งที่ต้นทุนเพิ่มจึงเป็นเหตุเป็นผล มันสมเหตุสมผลที่จะสู้ต่อและหวังว่าอะไรบางอย่างจะเปลี่ยน แนวร่วมตะวันตกแตกออก ยูเครนหมดแรง หรือวาระลำดับความสำคัญของโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนไป

รัสเซียอาจทำสงครามต่อไปได้อีกระยะในอนาคตอันใกล้ แต่ไม่มีนักปีนเขาคนใดอยู่รอดในเขตมรณะได้ตลอดไปและไม่ใช่ทุกคนที่พยายามไต่ลงจะรอดชีวิต สำหรับเครมลิน การหลีกเลี่ยงความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดต้องยุติสงครามเสียก่อน แต่นั่นเองก็ไม่ได้รับประกันการฟื้นตัว ทว่า ทุกปีที่เพิ่มขึ้นบนความสูงระดับนี้ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ วิกฤตการคลัง การล่มสลายของสถาบัน หรือความเสียหายรุนแรงจนไม่มีนโยบายหลังสงครามใดซ่อมได้ คำถามที่ผู้กำหนดนโยบายตะวันตกต้องถามคือ เมื่อการไต่ลงเริ่มขึ้นในที่สุด รัสเซียแบบไหนจะโผล่ขึ้นมา และมีใครมีแผนสำหรับ สิ่งที่จะตามมาหรือไม่

ที่มา : The Economist โดย Alexandra Prokopenko เป็นนักวิชาการรับเชิญ (fellow) ที่ศูนย์ Carnegie Russia Eurasia Centre และเป็นผู้เขียนหนังสือ “From Sovereigns to Servants: How the War Against Ukraine Reshaped Russia’s Elite” (จากผู้ปกครองสู่ผู้รับใช้: สงครามกับยูเครนเปลี่ยนโฉมชนชั้นนำรัสเซียอย่างไร)

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading