ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (6) : สื่อสารด้วยการลงมือทำ สร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้น

การสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นคือเครื่องมือสื่อสาร เป็นหัวใจของการเมืองและเป็น “สารอาหารหลัก” ของข่าวสาร เมื่อครั้งถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แฮโรลด์ แมคมิลแลน เคยตอบอย่างมีชื่อเสียงว่า “เหตุการณ์ต่างๆ นั่นแหละ ไอ้หนู เหตุการณ์ต่างๆ” การสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเองคือวิธีที่ดีที่สุดในการเป็นฝ่ายรุก เพราะโดยหลักแล้ว ผู้ที่ชนะในเกมแห่งการโน้มน้าวใจมักเป็นคนที่ริเริ่มก่อนและกำหนดวาระได้ก่อน หากคุณมัวแต่ใช้เวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ของคนอื่น โอกาสชนะก็จะน้อยลง นักวิจารณ์อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง นักรณรงค์คือผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ความหวัง ความอยุติธรรม หรือความวิตกอาจเป็นเชื้อเพลิง แต่ “เหตุการณ์” ควรเป็นเครื่องยนต์ของแคมเปญ หากโชคเข้าข้าง แคมเปญของคุณอาจสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่พอที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดจากเส้นทางและโอกาสที่จะทำได้เช่นนั้นมักเกิดจากเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญไม่ใช่ความพยายามแบบเรื่อยๆ แคมเปญที่ดีที่สุดมักสื่อสารตัวมันเอง เพราะมันมีการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การพูดสนับสนุน การกระทำส่งเสียงดังยิ่งกว่าคำพูด เราจดจำเหตุการณ์และผลลัพธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็น อดีตผู้อำนวยการของ Friends of the Earth อย่างทอม เบิร์ก มักพูดเสมอว่า “ไม่มีใครจำได้ว่าเดวิดกับโกไลแอธทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่ทุกคนรู้ว่าใครชนะ” ข่าวคือเรื่องของ “การกระทำ” — เวลาผ่านฝูงชน เราไม่ถามว่า “ผู้คนคิดอะไรอยู่?” แต่เราถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” แต่ถึงอย่างนั้น นักรณรงค์จำนวนมากกลับพยายามสื่อสาร “ข้อมูล […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (5) : ลำดับขั้นของการรณรงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจ

แคมเปญที่ประสบความสำเร็จหลายแคมเปญมักถูกวางแผนเป็นลำดับเหตุการณ์อย่างเรียบง่าย โดยปกติแล้วจะมีเพียงหนึ่งหรือสองวันที่แน่นอน ส่วนที่เหลือเป็นห่วงโซ่ของเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง — คล้ายกับการไต่ระดับขึ้นไปทีละขั้น หรือก้าวจากหินก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่ง โดยไม่สามารถระบุเวลาได้อย่างแน่นอนว่าจะไปถึงเมื่อไร ให้เริ่มวางแผนย้อนกลับจากจุดที่ต้องการให้เกิดการลงมือทำซึ่งควรเป็นวันที่กำหนดแน่นอน (เช่น งานอีเวนต์) หรือวันที่สามารถประมาณได้ดีพอเพื่อให้เตรียมการสื่อสาร ทรัพยากร และศักยภาพที่จำเป็นไว้พร้อมเมื่อถึงวันนั้น วันที่เริ่มต้นของแคมเปญสามารถกำหนดได้โดยรวมเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนก่อนถึงจุดเรียกร้องให้ลงมือทำ แคมเปญมักเริ่มต้นด้วยการสร้างการรับรู้ — การรับรู้ถึงปัญหา ซึ่งจะน่าสนใจยิ่งขึ้นหากสามารถแสดงให้เห็น “ผู้ได้รับผลกระทบ” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” อย่างชัดเจน ลำดับของแคมเปญที่แสดงในภาพด้านบนใช้สูตรพื้นฐานเดียวกับป้ายเตือนไฟไหม้ คือ การรับรู้ → การสอดคล้อง → การมีส่วนร่วม → การลงมือทำ แต่ละส่วนต้องเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิทเหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ (1) “ผู้สร้างปัญหา” ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกระทำโดยตรง (2) “ทางแก้” ต้องสามารถแก้ปัญหาเฉพาะนั้นได้จริง และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ดังนั้น ในเส้นทางการสื่อสารแบบคลาสสิกนี้ เรื่องราวจะเริ่มต้นเมื่อเรามองเห็นปัญหา — เราเห็น “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ วัตถุ สัตว์ หรือแม้แต่พืชก็ได้ เช่น ปลาในแม่น้ำที่ตายเพราะมลพิษ อาคารที่เสียหายจากฝนกรด หรือบุคคลที่ถูกทรมาน นี่คือช่วงของการสร้างการรับรู้ […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (4) : การเริ่มต้น

คำว่า “ข้อมูล” และ “การสื่อสาร” มักถูกใช้แทนกัน แต่ความหมายของทั้งสองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง — “ข้อมูล” คือการให้(giving out) ส่วน “การสื่อสาร” คือการเข้าถึง (getting through) -Sidney J. Harris นักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกัน การสื่อสารที่ดีมักไม่เป็นที่สังเกต เช่นเดียวกับการออกแบบที่ดี เรามักจะสังเกตได้เฉพาะเมื่อมันแย่ ตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกยกขึ้นมาคือแผนที่รถไฟใต้ดินลอนดอน เพราะมันตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก เราจึงไม่รู้สึกถึงการออกแบบ แต่หากใช้มันในการเดินเท้าไปรอบลอนดอน จะพบว่ามันแทบไม่สะท้อน “ความจริง” ทางภูมิศาสตร์เลย อย่ายึดติดกับวลีเก่าๆ อย่าง “ส่งสารให้ถึงผู้รับ” เพราะนักรณรงค์ที่หมกมุ่นอยู่กับการ “ส่งสาร(sending message)” จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ พวกเขาจะโน้มน้าวใจได้แค่ตัวเองเท่านั้น การสื่อสารที่ได้ผลต้องเป็นสองทาง — คล้ายโทรศัพท์มากกว่าโทรโข่ง — ต้องมีการมีส่วนร่วมของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารจริงๆ (real communication) นั้นหายาก และคือการ “ถ่ายทอดความคิดจากจิตใจของผู้ส่งไปยังจิตใจของผู้รับ” หากผู้รับไม่ต้องการรับสาร ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เขาก็จะไม่รับมัน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการสื่อสารจึงจำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจของผู้รับสาร ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยคือการมองการสื่อสารเป็นเพียงกระบวนการเชิงเทคนิคทางเดียวซึ่งออกแบบมาให้สะท้อนมุมมองของผู้ส่งโดยไม่สนใจว่าจะเข้าถึงผู้รับได้จริงหรือไม่ คำอย่าง […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (3) : John Muir และหลักการ 7 ข้อของการรณรงค์

ในศตวรรษที่ 19 John Muir ใช้สื่อมวลชนและการลงมือทำของตัวเองเพื่อระดมการสนับสนุนจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์สำคัญในสหรัฐฯ และส่งอิทธิพลต่อโลกไปทั่ว Muir เป็นชาวสก็อตผู้เร่าร้อนจากเมืองดันบาร์ ที่อพยพไปอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่เด็ก เขามีชีวิตที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ดราม่า การเคลื่อนไหวทางสังคม วิทยาศาสตร์และการเมือง เขาเปรียบเสมือนการรวมร่างของ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ (ผู้บอกเล่าเรื่องราวธรรมชาติ) เพทรา เคลลี (นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมชาวเยอรมัน) และ “นักกอดต้นไม้” แห่งศตวรรษที่ 19 ในคนคนเดียว Muir ยืนหยัดเพื่อธรรมชาติด้วยนัยใหญ่โตทั้งวิทยาศาสตร์ ความงาม และการเรียนรู้ เขาทำให้พ่อแม่ผู้นับถือลัทธิคาลวินอย่างเคร่งครัดถึงกับงุนงง เพราะพวกเขาเชื่อว่าคณิตศาสตร์เป็น “ศาสตร์ของปีศาจ” แต่ Muir กลับแอบเรียนเองอย่างลับๆ หลังจากล้มเหลวในอาชีพเกษตรกร ครอบครัวของเขาเดินทางไปทางตะวันตกเพื่อตามความหวังแบบ “รวยเร็ว” จากยุคตื่นทองของแคลิฟอร์เนียซึ่งก็ล้มเหลวอีก ต่อมา Muir มีประสบการณ์ “ป่าแห่งชีวิต” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ เมื่อเขาใช้เวลาช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกาอาศัยอยู่ในป่าของแคนาดา หลังประสบอุบัติเหตุจนตาบอดข้างหนึ่งจากเครื่องจักรหมุน เขาเขียนไว้ก่อนตายว่า “ขณะออกเดินทาง ฉันกำลังมุ่งสู่ภายในอย่างแท้จริง” ในฐานะนักสื่อสาร Muir เชื่อมโยง “การลงมือทำส่วนตัว” เข้ากับ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings