ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (9) : การวางกรอบ (Framing)

การสื่อสารของเราทั้งหมดโดยเฉพาะรูปแบบที่กระชับอย่างข่าวหรือโฆษณามักถูกครอบงำด้วย ทางลัดทางความคิดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจซึ่งเราใช้เพื่อทำความเข้าใจโลกและข้อมูลใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “กรอบความคิด” (frames) แนวคิดนี้ Frameworks Institute ยกเครดิตให้กับ Walter Lippmann นักคิดผู้บุกเบิกด้านกิจการสาธารณะ ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “เรามองเห็นก่อน แล้วจึงเข้าใจ (first we see, then we understand)” เมื่อเราพบสิ่งที่ไม่รู้จัก สมองของเราจะรีบหาต้นแบบเดิม (เรียกว่า pattern matching) หรือประสบการณ์เดิมๆ มาประกอบเพื่อบอกตัวเองว่า “อ๋อ… มันคืออะไรทำนองนั้น” กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบและไม่รู้ตัว แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะ “กรอบ” แต่ละแบบมาพร้อมกับเหตุผลตรรกะของตัวเอง ใครผิด ใครถูก อะไรคือสาเหตุ และอะไรคือ “ทางออก” ในตัวมัน การเลือกกรอบจะเป็นตัวชี้ขาดผลลัพธ์ของการถกเถียงเพราะกรอบจะเป็นตัวกำหนด “กติกา” ว่าคำตอบจะถูกตัดสินอย่างไร แม้คำพูดจะสามารถกระตุ้นกรอบความคิดได้แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการกระตุ้นกรอบคือ “ภาพ” แคมเปญที่มีประสิทธิภาพจึงต้องกระตุ้น “กรอบที่ถูกต้อง” คือกรอบที่สนับสนุนความเข้าใจหรือข้อสรุปที่คุณต้องการให้ผู้คนรับรู้และต้องออกแบบให้กรอบนั้นถูกกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเป็นระบบ การศึกษาว่าด้วยความเชื่อมโยงของโลก (Global Interdependence Study) ของสถาบันนี้ พบว่าชาวอเมริกันมักใช้กรอบความคิดเกี่ยวกับ […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (8) : องค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารตามกรอบ CAMPCAT

การพูดคุยเรื่อง “การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ” มักกลายเป็นวงจรซ้ำที่ไม่จบ หากไม่ระวังโดยเฉพาะถ้าเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เราควรใช้ข้อความ (message) อะไรดี?” ซึ่งมักนำไปสู่กระบวนการสื่อสารแบบทางเดียว แทนที่จะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อให้การสื่อสารส่งผลลัพธ์ตรงเป้าหมาย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่างที่ทำงานร่วมกัน ภายใต้โมเดล CAMPCAT ดังนี้ การออกแบบการสื่อสารโดยคำนึงถึง CAMPCAT จะช่วยให้คุณข้ามพ้นกับดักของการคิดแต่เรื่อง “ข้อความ” และมุ่งไปสู่การสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริง “ข้อความ” ที่แท้จริงในการรณรงค์เปรียบได้กับหัวรบสองชั้น (binary warhead) ซึ่งประกอบด้วยคำเรียกร้องให้ลงมือทำ (Call-to-Action) — พูดง่ายๆ คือ “ทำสิ่งนี้เถอะ” แรงจูงใจหรือสิ่งกระตุ้น (Trigger/Motivator) — คือ “ทำไมคุณถึงควรทำสิ่งนี้” สององค์ประกอบนี้อาจถูกสื่อสารผ่านตัวอย่าง ข้อโต้แย้งหรือภาพประกอบ แต่ไม่ค่อยได้ผลนักหากมาในรูปแบบคำสั่งหรือคำตำหนิ Programme หรือเป้าหมายของแคมเปญนั้นเป็นเรื่อง “ภายใน” ขององค์กร ส่วนกลุ่มเป้าหมาย (Audience) และการกระทำที่ต้องการให้เกิดขึ้น (Action) ควรถูกกำหนดจาก “critical pathways” ของแคมเปญ ในขณะที่ Trigger, Context, Messenger […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (7) : การแคมเปญไม่ใช่การให้การศึกษา

การแคมเปญคือการกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำซึ่งทำได้ดีที่สุดโดยการจำกัดประเด็นให้แคบลง ตัดสิ่งรบกวนออกและลดทางเลือกให้เหลือน้อย — คล้ายกับการโฆษณา โดยทั่วไป แคมเปญจะเริ่มต้นจากปัญหา(ในคอลัมน์ซ้าย) แล้วพาผู้ชมเป้าหมายผ่านลำดับขั้นต่างๆ เช่น การรับรู้ (และความสอดคล้อง)แม้ไม่ได้แสดงในแผนภาพ ความตระหนักและอื่นๆ จนไปถึงการลงมือทำ ในทางตรงกันข้าม การศึกษา(คอลัมน์ขวา) เป็นกระบวนการที่ขยายการรับรู้ เพิ่มทางเลือกและเปิดเผยความซับซ้อน โดยมักเริ่มจากปัญหาเดียวกัน แต่แสดงให้เห็นว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดในตอนแรก” แบบจำลองการศึกษาเหมาะสำหรับการเรียนรู้แต่ไม่เหมาะกับการแคมเปญ มันช่วยให้เกิดความเข้าใจ แต่ไม่ช่วยให้เกิดการลงมือทำ การนำแบบจำลองนี้มาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจหรือการลงมือทำมักจะนำไปสู่ความสับสนและความหงุดหงิด หากคุณเคยเข้าร่วมประชุมของคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่ถกกันเรื่องประเด็นปฏิบัติจริง คุณจะเห็นตัวอย่างนี้ชัดเจน ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้เขียนเคยเห็นการอภิปรายเรื่อง “ควรทำอย่างไรกับที่ว่างจากระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายเป็นที่จอดรถ” ซึ่งถกเถียงกันไม่รู้จักจบศาสตราจารย์ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกันมักจะทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น พยายามสร้างมุมมองใหม่ๆ ที่แยบยล ค้นหาประเด็นที่ยังไม่มีใครนึกถึง หรืออ้างถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องพิจารณา การตั้งคำถามอย่างไม่รู้จบคือกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ “องค์ความรู้ก้าวหน้า” แต่ไม่ใช่กลไกที่ทำให้ ธุรกิจ การเมือง หรือสงครามเดินหน้าได้ ลองเปรียบเทียบ หากการอภิปรายเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในธนาคารหรือบริษัทที่มีกระจกหน้าต่างสองชั้น (double-glazing company) การตัดสินใจน่าจะจบภายในไม่กี่นาที การตั้งคำถามต่อหลักการพื้นฐานหรือการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเป็นเรื่องดีในวงวิชาการแต่ไม่ใช่สิ่งที่ขับเคลื่อนการลงมือทำในโลกแห่งความจริง ในทางกลับกัน ลองฟังศาสตราจารย์ถกกันเรื่องความหมายของชีวิต แรงจูงใจของสาธารณชน หรือแม้แต่คำถามว่า “ดนตรีคืออะไร” คุณอาจออกจากห้องประชุมด้วยความประทับใจ มีแง่คิดใหม่ๆ ให้ขบคิด […]

ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (6) : สื่อสารด้วยการลงมือทำ สร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้น

การสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นคือเครื่องมือสื่อสาร เป็นหัวใจของการเมืองและเป็น “สารอาหารหลัก” ของข่าวสาร เมื่อครั้งถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แฮโรลด์ แมคมิลแลน เคยตอบอย่างมีชื่อเสียงว่า “เหตุการณ์ต่างๆ นั่นแหละ ไอ้หนู เหตุการณ์ต่างๆ” การสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเองคือวิธีที่ดีที่สุดในการเป็นฝ่ายรุก เพราะโดยหลักแล้ว ผู้ที่ชนะในเกมแห่งการโน้มน้าวใจมักเป็นคนที่ริเริ่มก่อนและกำหนดวาระได้ก่อน หากคุณมัวแต่ใช้เวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ของคนอื่น โอกาสชนะก็จะน้อยลง นักวิจารณ์อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง นักรณรงค์คือผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ความหวัง ความอยุติธรรม หรือความวิตกอาจเป็นเชื้อเพลิง แต่ “เหตุการณ์” ควรเป็นเครื่องยนต์ของแคมเปญ หากโชคเข้าข้าง แคมเปญของคุณอาจสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่พอที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดจากเส้นทางและโอกาสที่จะทำได้เช่นนั้นมักเกิดจากเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญไม่ใช่ความพยายามแบบเรื่อยๆ แคมเปญที่ดีที่สุดมักสื่อสารตัวมันเอง เพราะมันมีการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การพูดสนับสนุน การกระทำส่งเสียงดังยิ่งกว่าคำพูด เราจดจำเหตุการณ์และผลลัพธ์ ไม่ใช่ความคิดเห็น อดีตผู้อำนวยการของ Friends of the Earth อย่างทอม เบิร์ก มักพูดเสมอว่า “ไม่มีใครจำได้ว่าเดวิดกับโกไลแอธทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่ทุกคนรู้ว่าใครชนะ” ข่าวคือเรื่องของ “การกระทำ” — เวลาผ่านฝูงชน เราไม่ถามว่า “ผู้คนคิดอะไรอยู่?” แต่เราถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” แต่ถึงอย่างนั้น นักรณรงค์จำนวนมากกลับพยายามสื่อสาร “ข้อมูล […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings