เรื่องของกระดาษ : วิธีทำเยื่อแบบใหม่

มีวิธีทำเยื่อแบบใหม่ที่น่าสนใจหลายวิธี และเริ่มมีการปฏิบัติเป็นการนำร่องแล้ว หนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพเรียกว่าการทำเยื่อด้วยสารละลาย (Solvopulping) โดยการใช้แอลกอฮอล์ในการแยกเซลลูโลสออกจากลิกนิน แอลกอฮอล์ที่ใช้สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ใหม่ และลิกนินที่ถูกแยกออกมาจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ (ตัวอย่างเช่น การผลิตกาวสำหรับติดสันหนังสือ หรือสารที่มีประโยชน์และความสำคัญอย่าง วานิลลิน ( Vanillin: เป็นสารที่ให้กลิ่นวานิลา) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีความซับซ้อนใช้ในการปรุงแต่งกลิ่นรส และใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม) เยื่อกระดาษที่ได้จากกระบวนการผลิตแบบนี้มีความบริสุทธิ์และต้องฟอกขาวเพียงเล็กน้อย เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันวิธีการนี้ใช้ได้เฉพาะกับไม้เนื้อแข็ง เช่น เบิร์ช แอสเพน หรือ บีช เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในการบำบัดแอลกอฮอล์ซึ่งติดไฟง่ายอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการระเบิดตามมา โรงงานทำเยื่อด้วยสารละลายสามารถดำเนินงานในเชิงพาณิชย์ได้ด้วยขีดความสามารถการผลิตเพียง 200 ตันต่อวัน ในขณะที่โรงผลิตเยื่อคราฟท์ จะผลิตเยื่อกระดาษได้ประมาณ 1,000 – 1,500 ตันต่อวัน ซึ่งต้องการปริมาณไม้ซุงมากกว่า ในเยอรมนีได้พัฒนาการทำเยื่อด้วยสารละลายขึ้น โดยการใช้กรดอะซิติกร่วมกับกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งประสบผลสำเร็จดีในห้องปฏิบัติการ อีกโครงการหนึ่งของเยอรมนีคือการค้นคว้าเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผสมผสานการใช้กระแสไฟฟ้าตามกรรมวิธีอิเลคโทรไลซิส (Electrolysis) มาใช้ร่วมกับวิธีการทำเยื่อด้วยสารละลาย วิธีนี้จะแยกลิกนินบริสุทธิ์ด้วยเมธานอลและโซดาไฟ ซึ่งสามารถหมุนเวียนกลับไปใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง การทำเยื่อความร้อน-เชิงกลอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการระเบิดเยื่อไม้ ชิ้นไม้สับจะถูกทำให้อิ่มตัวด้วยสารเคมี จากนั้นป้อนเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์ (Reactor) และอบไอน้ำความดันสูงในอุณหภูมิที่สูงมากคือประมาณ 6 เท่าของอุณหภูมิที่ใช้ในวิธีทำเยื่อเชิงกล เนื้อไม้จะถูกสลายลงไปสู่องค์ประกอบพื้นฐาน เยื่อจะอ่อนตัวและง่ายต่อการฟอกขาว อีกวิธีหนึ่งเป็นการรวมวิธีการทำเยื่อเคมีและวิธีการทำเยื่อเชิงกลเข้าด้วยกันเรียกวิธีกึ่งเคมีโดยใช้ซัลไฟด์ที่เป็นกลาง […]

เรื่องของกระดาษ : วิธีทำเยื่อเคมี

ปัจจุบัน การทำเยื่อเคมีแบ่งเป็น 2 กระบวนการหลักๆ และทั้งสองกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สารที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ โรงงานผลิตเยื่อเคมีจึงมักส่งกลิ่นก๊าซไข่เน่า การทำเยื่อเคมีจะให้เส้นใยที่บริสุทธิ์ กล่าวคือเส้นใยจะมีส่วนของลิกนินและสารอื่นๆ เหลือน้อยมาก เนื่องจากเนื้อไม้ร้อยละ 50 เท่านั้นที่มีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นเนื้อไม้ไม่ถึงครึ่งจึงแปรรูปเป็นกระดาษ ส่วนที่เหลือจะถูกเผาเป็นเชื้อเพลิง ให้พลังงานและไอน้ำสำหรับการใช้ในกระบวนการทำเยื่อต่อไป เยื่อเคมีและเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อคราฟท์ มีความแข็งแรงกว่าเยื่อเชิงกล จึงเหมาะสำหรับทำกระดาษแข็ง กระดาษลูกฟูก รวมทั้งกระดาษพิมพ์และกระดาษชำระลิกนินที่เจือปนอยู่ในเส้นใยมีผลให้เนื้อกระดาษมีสีเหลืองเวลาถูกแสง กระบวนการนี้เรียกว่าความขาวสว่างคืนตัว (Brightness reversion) กระดาษที่ผลิตด้วยเยื่อเคมีประกอบด้วยลิกนินปริมาณน้อยจึงไม่มีปัญหาในเรื่องสีเหลืองเวลาที่กระดาษถูกแสง เยื่อเคมียังสามารถทำให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นสำหรับใช้ผลิตสารเสริมแต่งอาหาร พลาสติกสำหรับห่อหุ้มอาหาร และใยสังเคราะห์จำพวกเรยอง

จากเยื่อ(Pulp)สู่กระดาษ(Paper)

การที่ไม้ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับทำกระดาษ ก่อให้เกิดปัญหาที่เฉพาะเจาะจงขึ้น   ลิกนิน (lignin) ซึ่งมีหน้าที่เสริมเซลลูโลสในลำต้นให้แข็งแรงนั้นเป็นยางไม้เหนียวทนทาน  โดยทั่วไปเนื้อไม้ประกอบด้วยเซลลูโลสร้อยละ 50   ลิกนินร้อยละ 30 และอีกร้อยละ 20 เป็นสารประกอบอื่นๆ เช่น น้ำมันหอมระเหย และคาร์โบไฮเดรตกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) ในการทำกระดาษ  เซลลูโลสจะถูกแยกจากส่วนประกอบอื่นๆ ของเนื้อไม้เพื่อนำมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษ แล้วนำมาใช้ทำกระดาษต่อไป   “การทำเยื่อ” นี้สามารถทำด้วยกรรมวิธีทางเคมีโดยต้มเนื้อไม้กับสารเคมี  หรือด้วยกรรมวิธีเชิงกลโดยการสับบดเนื้อไม้  กระบวนการทำเยื่อแต่ละวิธีเหมาะสำหรับต้นไม้แต่ละชนิด เพราะต้นไม้ต่างชนิดกันนั้นจะมีลักษณะเฉพาะของเนื้อไม้ที่แตกต่างกัน ต้นไม้สามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่ม คือ ไม้เนื้อแข็ง และ ไม้เนื้ออ่อน  ไม้เนื้อแข็งเป็นไม้ผลัดใบ เช่น เมเปิ้ล (Maple) เบิร์ช (Birch) บีช (Beech) และยูคาลิปตัส (Eucalypt)  ต้นไม้เหล่านี้ให้เส้นใยเซลลูโลสที่สั้น (ยาวประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร)  ไม้เนื้ออ่อนเป็นต้นไม้จำพวกสน (Conifer) เช่น สน (Pine)  สพรูซ ( Spruce)  […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings