สนธิสัญญาพลาสติกโลก(Global Plastic Treaty) ถือเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม
แปลเรียบเรียงจาก https://www.no-burn.org/globalplasticstreaty-blog/ เขียนโดย Neil Tangri, Science and Policy Director– GAIA บางครั้ง ความหวังก็มาจากสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ในโลกต่างเผชิญหน้ากันมากขึ้น การประชุมสหประชาชาติที่กรุงไนโรบีในสัปดาห์นี้ได้แสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริง รัฐบาลต่างๆ ของโลกสามารถรวมตัวกันเพื่อดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามร่วม นั่นคือ มลพิษพลาสติก ความสำเร็จของการเจรจาคือเป้าหมายที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบการทูตด้านสิ่งแวดล้อมแบบพหุภาคี แน่นอน มลพิษพลาสติกไม่ใช่ปัญหาพยศหรือฝันร้ายที่รักษาไม่หาย นี่คือสิ่งที่เราร่วมกันก่อขึ้นในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา และทางออกอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตาม เราสามารถคาดหวังการต่อต้านจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิล โดยที่พลาสติกนั้นภาคส่วนของอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในทศวรรษหน้า ในอดีต ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับอุตสาหกรรมที่ทรงอำนาจ แต่ก็มีสัญญาณที่หวังว่าในที่สุดสิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ การประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 5 จบลงด้วยการเรียกร้องอย่างเป็นเอกฉันท์เพื่อยุติมลพิษพลาสติก การเจรจาดำเนินไปอย่างยาวนานและลำบาก มักขยายเวลาไปจนถึงตี 3 แต่ส่งผลให้เกิดสนธิสัญญาที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลประเทศต่างๆ มีเวลาจนถึงสิ้นปี 2567 ในการสรุปเนท้อหาสุดท้ายของสนธิสัญญา อาจดูยาวนาน แต่สำหรับการทูตระหว่างประเทศ นี่เป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และหลายประเทศได้ระบุแล้วว่าจะไม่รอเวลาที่จะลงมือทำ อันที่จริง มากกว่า 10 ประเทศในแอฟริกาได้เป็นผู้นำการห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในระดับประเทศที่มีผลอยู่แล้ว ข้อตกลงขั้นสุดท้ายส่วนใหญ่สะท้อนถึงลำดับความสำคัญที่ภาคประชาสังคมต้องการเห็นในสนธิสัญญา : พันธกิจที่แข็งแกร่งนี้แสดงถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของภาคประชาสังคม ต่อสุขภาพของมนุษย์ […]
โลกนี้ต้องมีข้อตกลงสากลว่าด้วยมลพิษพลาสติก
ความสนใจเรื่องวิกฤตพลาสติกในมหาสมุทรของผมเริ่มจากการที่ SoulBuffalo องค์กรของเราได้จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยพลาสติกในมหาสมุทรซึ่งมีทั้งนักเคลื่อนไหวและภาคอุตสาหกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปี 2019 ลองนึกภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาวุโส 165 คนจากโคคา-โคลา(Coca-Cola), ดาวน์ เคมิคอล(Dow), กรีนพีซ(Greenpeace), สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกา(American Chemistry Council), ธนาคารโลก(WB), กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และตัวแทนของกลุ่มผู้คัดแยกขยะนอกระบบ( 15 ล้านคนทั่วโลก) มาอยู่ด้วยกันบนเรือ ณ ใจกลางแพขยะแอตแลนติกเป็นเวลา 4 วัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้มีกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภารกิจของผมคือนำพวกเขามารวมกัน ณ ที่ใจกลางของวิกฤตเพื่อจุดชนวนความสัมพันธ์ใหม่และเร่งลงมือปฏิบัติ เราดำน้ำตื้นด้วยกันในทะเลพลาสติก และเป็นเจ้าภาพการสนทนาที่ขยายขอบเขตออกไประหว่างผู้นำที่ปกติแล้วจะไม่ได้นั่งในห้องประชุมเดียวกัน เราเห็นความย้อนแย้งของพลาสติกอย่างใกล้ชิด เป็นวัสดุที่น่าพิศวงส่วนหนึ่ง การทำลายสิ่งแวดล้อมอีกส่วนหนึ่ง การที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง พลาสติกถนอมอาหารไม่เหมือนวัสดุอื่น ถึงกระนั้น พลาสติกแตกออกเป็นไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกซึ่งปัจจุบันสามารถพบได้ทุกหนทุกแห่งบนโลกตั้งแต่มหาสมุทรที่ลึกที่สุดไปจนถึงร่างกายของเราเอง ทุกๆ วัน พลาสติกหลุดออกสู่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของเราในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน เปรียบดังรถบรรทุก 1 คัน ทิ้งขยะพลาสติกทุกๆ นาทีลงในมหาสมุทร ดังที่ผมเขียนลงใน Scientific American ฉบับเดือนสิงหาคม โรคระบาดยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง หน้ากากที่ผลิตออกมาในแต่ละปีนั้นเพียงพอจะนำมาต่อกันเพื่อครอบคลุมสวิตเซอร์แลนด์ได้ทั้งประเทศ เผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ร่วมกันในเขตแพขยะแห่งแอตแลนติก(Atlantic Garbage […]
