ชาวอินเดีย 1.4 พันล้านคนปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างไร

เรียบเรียงจาก How 1.4bn Indians are adapting to climate changehttps://www.economist.com/asia/2025/01/02/how-14bn-indians-are-adapting-to-climate-change from The Economist น้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และ สุคนธา อาชิน ตระหนักว่าเธอต้องออกจากบ้าน สามีของเธอพยายามเปิดประตูหลัง แต่ถูกดินโคลนที่เคลื่อนตัวมาขวางไว้ ทั้งสองจึงห่อเด็กวัยสองขวบไว้ในผ้าห่มและลุยน้ำออกทางประตูหน้า ขณะที่ตู้เสื้อผ้าของพวกเขาลอยออกไป และบ้านรอบ ๆ เริ่มเลื่อนลงมาตามเนินเขา ในที่สุดพวกเขาก็หาที่ปลอดภัยได้ แต่เพื่อนบ้านของพวกเขา 17 คนเสียชีวิตในน้ำท่วมครั้งนี้ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอินเดียจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อินเดียเป็นประเทศที่ยากจนและมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก อีกทั้งยังมีประชากร 1.4 พันล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศอาร์เจนตินาเพียงเล็กน้อย ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2024 อินเดียประสบกับ “เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง” อย่างน้อยหนึ่งครั้ง เช่น น้ำท่วมหรือพายุไซโคลน ในกว่า 90% ของวัน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม อินเดียมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่ปี 1901 อินเดียยังเป็นประเทศที่มีความเครียดทางทรัพยากรน้ำสูงที่สุดในเอเชีย ตามรายงานของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute หรือ WRI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร […]

ชีวิตในเมืองที่ปอดของคนหายใจได้

เฉกเช่นผู้คนจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยากจน ห่างไกล ทุรกันดาร ผมเดินทางออกจากแผ่นดินเกิดมาสู่เมืองหลวงด้วยความหวังและปรารถนาชีวิตที่ดี (good life) เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือ The Five Faces of Thailand พรรณาถึงสังคมไทยและกรุงเทพฯ ในช่วงยุคหลังสงคราม หนึ่งในข้อมูลที่เตะตาผมคือ ในช่วงปีที่ผมเกิด (2510) ย้อนหลังไป 67 ปี (2443)ก่อนหน้านั้น กรุงเทพกำลังเข้าสู่ขั้นตอนความเป็นเมืองแบบก้าวกระโดด พื้นที่เมืองขยายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ต่อมาอีก 50 กว่าปีจนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ ขยายตัวแบบระเบิด ออกไปทุกทิศทางทุกทาง ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ต่อเนื่องกับเขตปริมณฑล มิใช่เพียงในขอบเขต 1, 500 ตารางกิโลเมตรในทางกายภาพ แสงของเมืองที่มองมาจากสถานีอวกาศนานาชาติคล้ายกับกระจุกดาวเนบูลาบนแผ่นดิน หากแต่เจิดจ้า โชติช่วงชัชวาลย์ยิ่งกว่า จากศูนย์กลางเมืองไปทางเหนือ ตะวันตก และตามแนวชายฝั่งอีสเทอร์นซีบอร์ดที่ขณะนี้กลายเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจ ในขณะที่กระบวนการกลายเป็นเมืองดำเนินไปในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศก็ได้เป็นคุณลักษณะของเมืองไปเรียบร้อยแล้ว หลักๆ มาจากไอเสียของยานยนต์ในเขตศูนย์กลางธุรกิจการค้า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่สังคมไทยค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เสือตัวที่สี่ที่ห้าของเอเชีย ตามมาด้วยการยกสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และล่าสุดก็คือวิกฤตโรคระบาด ในบริบทต่างๆ เหล่านี้ […]

ฝนตกหนักและน้ําท่วมในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

https://www.copernicus.eu/en/media/image-day-gallery/torrential-rainfall-and-floods-dubai-united-arab-emirates เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้รับปริมาณน้ําฝนจํานวนมาก โดยบางพื้นที่มีปริมาณน้ําฝนมากกว่า 250 มม. ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในดูไบ ฝนตก 100 มม. ภายใน 12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นปริมาณที่มักจะได้รับตลอดทั้งปี ปริมาณน้ําฝนแบบสุดขีดส่งผลให้เกิดน้ําท่วมฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจําวันในเมือง พื้นที่น้ําท่วมทางตอนใต้ของดูไบสามารถมองเห็นได้ในภาพนี้ที่บันทึกโดยเครื่องมือบนดาวเทียม Copernicus Sentinel-2 เมื่อวันที่ 17 เมษายน ดาวเทียม Copernicus Sentinel ให้ข้อมูลแบบเปิดซึ่งใช้ในการระบุขอบเขตของพื้นที่น้ําท่วมและติดตามผลที่ตามมาของเหตุการณ์หายนะดังกล่าว

แสงจากเมืองบนโลก (ปี 2537)

ภาพของแสงไฟในเมืองของโลกนี้สร้างขึ้นจาก Defence Meteorological Satellite Program (DMSP) Operational Linescan System (OLS) เดิมออกแบบมาเพื่อสังเกตเมฆโดยใช้แสงจันทร์ OLS ยังใช้ทำแผนที่ตำแหน่งของแสงถาวรบนพื้นผิวโลก พื้นที่ที่สว่างที่สุดในโลกคือพื้นที่ที่มีการขยายตัวของเมืองมากที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด (เปรียบเทียบยุโรปตะวันตกกับจีนและอินเดีย) เมืองต่างๆ มักจะเติบโตตามแนวชายฝั่งและเครือข่ายการขนส่ง แม้ว่าจะไม่มีแผนที่ฐานก็ยังมองเห็นโครงร่างของทวีปต่างๆ ระบบทางหลวงระหว่างรัฐของสหรัฐอเมริกาปรากฏเป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อจุดสว่างของใจกลางเมือง ในรัสเซีย ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียเป็นเส้นบาง ๆ ที่ทอดยาวจากมอสโกผ่านใจกลางเอเชียไปยังวลาดิวอสตอค เขื่อนอัสวานไปจนถึงทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นอีกเส้นหนึ่งที่สว่างไสวผ่านบริเวณที่มืดมิด กว่า 100 ปีหลังการประดิษฐ์แสงไฟฟ้า บางภูมิภาคยังคงมีประชากรเบาบางและไม่มีแสงสว่าง แอนตาร์กติกมืดสนิท ผืนป่าในแอฟริกาและอเมริกาใต้ส่วนใหญ่มืด แต่แสงสว่างเริ่มปรากฏขึ้นที่นั่น ทะเลทรายในแอฟริกา อาระเบีย ออสเตรเลีย มองโกเลีย และสหรัฐอเมริกายังคงมีแสงสว่างน้อย (ยกเว้นตามแนวชายฝั่ง) รวมถึงผืนป่าทางเหนือของแคนาดาและรัสเซีย และแนวเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ของหิมาลัย The Earth Observatory article Bright Lights, Big City describes how NASA scientists use city light data to […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings