1.5C จบลงแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่
การเลือกตั้งของทรัมป์ครั้งใหม่เป็น ‘ตะปูตอกโลงตัวสุดท้าย’ สำหรับเป้าหมายหลักของความตกลงปารีส แต่เรายังสามารถจำกัดความเสียหายได้ เรียบเรียงจาก : https://heated.world/p/15c-is-dead-the-climate-fight-isnt?utm_source=Global%2BEnergy%2BMonitor&utm_campaign=5a1fbe1667-EMAIL_CAMPAIGN_2024_11_05_12_16&utm_medium=email&utm_term=0_-5a1fbe1667-%5BLIST_EMAIL_ID%5D “เมื่อทรัมป์ได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง เป้าหมายในการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถือว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว ความเห็นจากนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเก้าคน ‘แทบจะไม่มีความหวังเลย’ ที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศา ตามความตกลงปารีส แอนดรูว์ เดสเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส A&M กล่าว ‘แน่นอนว่า หากเคยมีความหวังเล็กๆ น้อยๆ ความหวังนั้นก็ได้หมดลงเมื่อบ่ายวานนี้’ 1.5 องศาได้รับการสื่อสารว่าเป็นเกณฑ์สำคัญที่หากข้ามไปแล้ว โลกจะประสบกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก เช่น ไฟป่าที่รุนแรง ความแห้งแล้ง คลื่นความร้อนที่เป็นอันตราย การล่มสลายของแนวปะการังในวงกว้าง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่านี่เป็นเพียงการประมาณการ จุดเปลี่ยนอาจอยู่ที่มากหรือน้อยกว่า 1.5 องศาก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งครั้งใหม่ของทรัมป์สามารถมองว่าเป็น ‘ตะปูตอกโลงตัวสุดท้าย’ สำหรับเป้าหมาย 1.5 องศาได้ ราเชล คลีทัส ผู้อำนวยการด้านนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์จากสมาคมนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใยกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้เพื่อรักษาสภาพภูมิอากาศที่สามารถอยู่ได้จะจบลง นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายทุกคนที่ให้ความเห็นหลังการเลือกตั้ง ต่างยืนยันว่าทุกส่วนขององศาที่เกิน 1.5 จะทำให้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศรุนแรงขึ้น […]
1.5 C+
อย่างน้อยในช่วงชีวิตของเราบนโลก มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่กำลังห่อหุ้มชั้นบรรยากาศหนาขึ้นเรื่อยๆ (วัดเป็นส่วนในล้านส่วน-part per million) นั่นคือ การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (-3.1%)วิกฤตการเงินโลก (-1.2%)การระบาดของโควิด 19 (-5.4%) แต่แนวโน้มก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี จากราว 23 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในช่วงปี ค.ศ.1990 เป็น 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี ค.ศ.2021 มีความพยายามต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางวิศวกรรมที่จะดึงก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโดยการดักจับและกักเก็บ (carbon capture&storage-CCS) หากนึกซะว่า เหมือนเป็นการขี่ช้าง(เทคโนโลยี CCS) จับตั๊กแตน(CO2) มันต้องใช้ช้างกี่ล้านเชือกถึงจะจับตั๊กแตนนับล้านล้านตัว ถึงจะดึงระดับก๊าซเรือนกระจกให้ drop ลงมาเท่ากับการเปลี่ยนแปลงในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย หรือช่วงวิกฤตการเงินโลก หรือช่วงโควิด ขนาดนั้นยังเอาไม่อยู่เลย ดังนั้น คาดได้เลยว่า ยังไงสังคมโลกก็ต้องอยู่กับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่สูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ก๊าซเรือนกระจกหลายตัวสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศนานกว่าอายุคน เมื่อสะสมมากๆ มันก็มีแรงเฉี่อย หรือโมเมนตัม) คำถามคือจะอยู่กันยังไง อะไรคือกติกาที่เราจะอยู่ร่วมกันในอนาคตแบบนั้น แต่ที่แน่ๆ ถ้าไม่ปรับตัวก็ยากที่จะอยู่รอด ที่มากราฟ : Global Carbon Project อ้างใน https://theconversation.com/climate-clock-reset-shows-the…
