ทำแคมเปญอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ (1) : การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง

มีพลังอยู่สองอย่างในโลกนี้คือ “ดาบ” และ “ความคิด” และในระยะยาว ดาบย่อมพ่ายแพ้แก่ความคิดเสมอ —นโปเลียน โบนาปาร์ต- ทุกวัน ผู้คนนับล้านต่างได้รับผลกระทบจากแคมเปญรณรงค์ต่าง ๆ ซึ่งการรณรงค์เหล่านี้จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเพราะชีวิตของผู้คนอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการสุขภาพ ยา น้ำสะอาด หรือความยุติธรรม ความอยู่รอดของธรรมชาติก็ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแคมเปญที่มุ่งเปลี่ยนนโยบายและอุตสาหกรรมที่กำลังทำลายบรรยากาศ มหาสมุทร ป่าไม้ และทรัพยากรสาธารณะอื่น ๆ เช่นกัน หากนักรณรงค์เพื่อการศึกษา สิทธิเด็ก หรือการค้าที่เป็นธรรมต้องล้มเหลว คนยากจนที่สุดในโลกก็จะถูกผลักให้เผชิญอนาคตที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ส่วนใหญ่มักล้มเหลว และแทบไม่มีใครพยายามเรียนรู้ว่าทำไมถึงล้มเหลว หรือวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียนจากแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ บทความชุดนี้ไม่อาจให้คำตอบที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ได้รวบรวม “เครื่องมือ” ที่เคยพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลในงานรณรงค์ น่ายินดีที่ผู้คนนับพันหรืออาจนับล้านอุทิศตนให้กับการรณรงค์ แต่น่าเศร้าหากความพยายามเหล่านั้นกลับสูญเปล่า และเป็นเรื่องน่าตำหนิอย่างยิ่งหากความสูญเปล่านั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ การรณรงค์ส่วนใหญ่คือการสื่อสาร — การสื่อสารกับสังคม โดยแตกต่างจากการพูดคุยส่วนตัวกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเพราะการรณรงค์คือการโน้มน้าวใจผู้คนจำนวนมากให้ลงมือทำอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ เทคนิคการรณรงค์จึงเป็นเทคนิคของการจูงใจผู้คนโดยไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักหรือผูกมิตรล่วงหน้า — และในแง่นี้ การรณรงค์จึงคล้ายกับการประชาสัมพันธ์ (PR) แต่ไม่เหมือน PR ตรงที่การรณรงค์เป็นการแสดงออกของประชาธิปไตยภาคประชาชน สร้างช่องทางอิทธิพลใหม่ๆ ให้กับประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ การรณรงค์ดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมโดยยืมพลังจากประชาชนมาใช้เพื่อเป้าหมายที่ดี ในโลกที่การเมืองกลายเป็นกิจกรรมของมืออาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ […]

คำสาปแห่งสหัสวรรษ : ทำไม activism จึงล้มเหลว (10)

มุ่งสู่วัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ แปลเรียบเรียงจาก The Millennium Curse: Why Activism is Failing https://www.amazon.com/stores/Tony-Saghbiny/author/B00D1RCX68?ref=ap_rdr&isDramIntegrated=true&shoppingPortalEnabled=true โครงสร้างของความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดวัฒนธรรมซึ่งเป็นความเข้าใจเฉพาะเกี่ยวกับวิธีที่โลกทำงาน ระบบของชีวิต และพลวัตต่าง ๆ ในทางกลับกัน วัฒนธรรมก็หล่อหลอมวิธีคิดและยุทธวิธีในการลงมือปฏิบัติ มันกลายเป็นเครื่องมือที่เราเชื่อว่าจะใช้เปลี่ยนแปลงและปรับแต่งความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าได้ ดังนั้น วัฒนธรรมจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรับโฉมความเป็นจริงที่สร้างมันขึ้นมาเอง แต่ความเป็นจริงของเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่วัฒนธรรมการเมืองยังล้าหลัง วัฒนธรรมที่ครอบงำโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในมิติทางการเมืองนั้นล้าสมัยและไม่เพียงพอที่จะรับมือกับโลกยุคใหม่ วัฒนธรรมการเมืองเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบและปกครองตนเองในระดับรวมหมู่ มันยังนิยามสิ่งที่เราทำกับทรัพยากรที่มีอยู่ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม คน กับรัฐ หรือกับกลุ่มอื่น ๆ วัฒนธรรมการเมืองกำหนดวิธีที่เราเข้าใจการเมือง กระบวนการ และเป็นกรอบที่ระบุว่ายุทธศาสตร์และการกระทำแบบไหนที่เราจะเลือกเมื่อต้องการการเปลี่ยนแปลง ในอดีต วัฒนธรรมการเมืองที่มีสุขภาพดีคือวัฒนธรรมที่ผู้คนจำนวนมากเข้าใจรูปแบบของรัฐ กระบวนการทางการเมือง และรูปแบบของแรงกดดัน เช่น การเลือกตั้ง การล็อบบี้ การยื่นคำร้อง ฯลฯ และกระบวนการในการร่างและปรับใช้กฎหมาย โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานชุดหนึ่ง เช่น สมมติฐานเหล่านี้อาจใช้ได้ในอดีต แต่วันนี้กลายเป็นเพียงคำพูดกลวงเปล่า อารยธรรมอุตสาหกรรมกำลังพังทลายจากวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม การเติบโตถาวรไม่อาจหวนกลับ และการล่มสลายอาจกลายเป็นความจริงทางเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลทั่วโลกเหมือนซากศพที่ไม่สามารถชี้นำมนุษยชาติให้พ้นจากวิกฤตร้ายแรงที่สุด เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศ จุดสูงสุดของวิกฤตน้ำมัน หรือหายนะทางนิเวศ […]

คำสาปแห่งสหัสวรรษ : ทำไม activism จึงล้มเหลว (9)

การทำให้สันติวิธีกลายเป็นลัทธิ แปลเรียบเรียงจาก The Millennium Curse: Why Activism is Failing https://www.amazon.com/stores/Tony-Saghbiny/author/B00D1RCX68?ref=ap_rdr&isDramIntegrated=true&shoppingPortalEnabled=true ขบวนการฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงจำนวนมากในอดีตจมอยู่กับแนวคิด “ความรุนแรงเพื่อการปฏิวัติ” ซึ่งกลายเป็นแบบแผนของการใช้ความรุนแรงโดยไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน กลุ่มอย่าง Red Army Faction, Revolutionary Cells, Red Brigades, Black September และกลุ่มซ้ายอื่นๆ ในยุค 1970–1980 ใช้ความรุนแรงเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางยุทธศาสตร์ คาร์ล มาร์กซ์ ผู้ก่อตั้งแนวคิดคอมมิวนิสต์ เคยกล่าวว่า “มีเพียงวิธีเดียวที่จะย่นย่อและทำให้กระชับ นั่นคือการเร่งคลอดโลกใบใหม่ผ่านความตายและความเจ็บปวดของโลกเก่า — สิ่งที่เรียกว่า การก่อการร้ายแบบปฏิวัติ” ซึ่งแนวคิดนี้ถูกกลุ่มคอมมิวนิสต์จำนวนมากนำมาใช้ในศตวรรษที่ 20 และทำให้ขบวนการเหล่านั้นกลายเป็นกลุ่มที่โดดเดี่ยว ไร้ประสิทธิภาพ และขัดแย้งกับจุดมุ่งหมายของตนเอง แม้ความรุนแรงจะเคยนำไปสู่ชัยชนะในบางกรณีในศตวรรษที่ 20 แต่ก็ไม่เคยสามารถยุติความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง ตรงกันข้าม ความรุนแรงกลับกลายเป็นจุดจบของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในโลกอาหรับหลายกรณีในปี 2011 ซึ่งนำไปสู่สงครามกลางเมือง ในทางกลับกัน ขบวนการฝ่ายซ้ายและไม่ใช่ฝ่ายซ้ายรุ่นมิลเลนเนียลในปัจจุบันกลับตกอยู่ในกับดักของการ “ยึดมั่นในสันติวิธี” อย่างเป็นลัทธิทางจริยธรรม — ที่มองว่าสันติวิธีคือ […]

คำสาปแห่งสหัสวรรษ : ทำไม activism จึงล้มเหลว (8)

การไร้ความสามารถในการเข้าถึงจิตวิญญาณในฐานะพลังที่มีชีวิต แปลเรียบเรียงจาก The Millennium Curse: Why Activism is Failing https://www.amazon.com/stores/Tony-Saghbiny/author/B00D1RCX68?ref=ap_rdr&isDramIntegrated=true&shoppingPortalEnabled=true วิธีที่เรามองโลกและตีความว่าเราอยู่ตรงไหนในโลกนี้เป็นประเด็นทางจิตวิญญาณโดยธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะเชื่อว่าโลกถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ และเป้าหมายของมนุษย์คือการพิชิตโลก (ตามถ้อยคำของ Daniel Quinn) หรือว่าเรามนุษย์เป็นเพียงหนึ่งห่วงโซ่ในสายใยชีวิตอันยิ่งใหญ่ — มุมมองเหล่านี้ล้วนเป็นโลกทัศน์ทางจิตวิญญาณในแง่ที่ว่ามันพาเราข้ามพ้นกาลเวลาและพื้นที่ เพื่อพูดถึงบทบาทของมนุษยชาติในรูปแบบนามธรรม จิตวิญญาณคือคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ พวกเรามีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่อยู่เหนือวัตถุ (เมตาฟิสิกส์) ทั้งในระดับภายใน (ตัวตนของเรา) และระดับภายนอก (เวลา อวกาศ ความเชื่อมโยงกับผู้อื่น…) ความตระหนักรู้ในตนเองและการใคร่ครวญนี้เองที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ มันคือความสามารถในการเชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และโลกในแบบที่ลึกซึ้งเกินกว่าสายใยชีวภาพใดๆ ในระดับกว้าง มุมมองนี้มอบแนวคิด วิสัยทัศน์ โลกทัศน์ และทิศทางแก่เรา — เข้าใจโลก เข้าใจว่า “เราควรมีชีวิตอย่างไร” และ “อะไรคือบทบาทของเราในชีวิต” ในอดีต มนุษย์ใช้ความสามารถด้านจิตวิญญาณเพื่อเข้าใจว่าโลกทำงานอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตวิญญาณเป็นแง่มุมที่ลึกซึ้งในความเป็นมนุษย์ และส่งผลอย่างมากต่อสิ่งที่เราทำร่วมกันในฐานะพลังหมู่ ถ้าเรามองว่ามนุษย์คือสิ่งสูงสุดบนโลก และโลกนี้เป็นของเราเพื่อใช้สอย — เราก็จะหันพลังของเราไปที่การพิชิตและแปลงทุกสิ่งในธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าเพื่อความบันเทิงของเรา (และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น) แต่ถ้าเรามองว่ามนุษย์เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตร่วมจักรวาล […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings