มีพลังอยู่สองอย่างในโลกนี้คือ “ดาบ” และ “ความคิด” และในระยะยาว ดาบย่อมพ่ายแพ้แก่ความคิดเสมอ
—นโปเลียน โบนาปาร์ต-

ทุกวัน ผู้คนนับล้านต่างได้รับผลกระทบจากแคมเปญรณรงค์ต่าง ๆ ซึ่งการรณรงค์เหล่านี้จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเพราะชีวิตของผู้คนอาจขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการสุขภาพ ยา น้ำสะอาด หรือความยุติธรรม ความอยู่รอดของธรรมชาติก็ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแคมเปญที่มุ่งเปลี่ยนนโยบายและอุตสาหกรรมที่กำลังทำลายบรรยากาศ มหาสมุทร ป่าไม้ และทรัพยากรสาธารณะอื่น ๆ เช่นกัน หากนักรณรงค์เพื่อการศึกษา สิทธิเด็ก หรือการค้าที่เป็นธรรมต้องล้มเหลว คนยากจนที่สุดในโลกก็จะถูกผลักให้เผชิญอนาคตที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ส่วนใหญ่มักล้มเหลว และแทบไม่มีใครพยายามเรียนรู้ว่าทำไมถึงล้มเหลว หรือวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียนจากแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ บทความชุดนี้ไม่อาจให้คำตอบที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ได้รวบรวม “เครื่องมือ” ที่เคยพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลในงานรณรงค์

น่ายินดีที่ผู้คนนับพันหรืออาจนับล้านอุทิศตนให้กับการรณรงค์ แต่น่าเศร้าหากความพยายามเหล่านั้นกลับสูญเปล่า และเป็นเรื่องน่าตำหนิอย่างยิ่งหากความสูญเปล่านั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้

การรณรงค์ส่วนใหญ่คือการสื่อสาร — การสื่อสารกับสังคม โดยแตกต่างจากการพูดคุยส่วนตัวกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเพราะการรณรงค์คือการโน้มน้าวใจผู้คนจำนวนมากให้ลงมือทำอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้ เทคนิคการรณรงค์จึงเป็นเทคนิคของการจูงใจผู้คนโดยไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักหรือผูกมิตรล่วงหน้า — และในแง่นี้ การรณรงค์จึงคล้ายกับการประชาสัมพันธ์ (PR)

แต่ไม่เหมือน PR ตรงที่การรณรงค์เป็นการแสดงออกของประชาธิปไตยภาคประชาชน สร้างช่องทางอิทธิพลใหม่ๆ ให้กับประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ การรณรงค์ดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมโดยยืมพลังจากประชาชนมาใช้เพื่อเป้าหมายที่ดี ในโลกที่การเมืองกลายเป็นกิจกรรมของมืออาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ และมักโน้มเอียงไปสู่การส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัว การรณรงค์จึงมักกลายเป็น “การเมืองของสามัญชน”

แคมเปญโฆษณาขายสินค้า แคมเปญหาเสียงทำให้นักการเมืองชนะเลือกตั้ง แต่แคมเปญที่บทความชุดนี้พูดถึง ไม่ได้นำมาซึ่งเงินตราหรืออำนาจอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวมพลังและเจตจำนงของผู้คนเพื่อสร้างแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์สาธารณะ

พลังของแคมเปญขึ้นอยู่กับขนาดและความเข้มข้นของการสนับสนุนจากสาธารณชน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งพลังงานและเครื่องมือวัดความชอบธรรมในตัวมันเอง

โดยทั่วไป ผู้มีอำนาจและมั่งคั่งมักไม่ต้องรณรงค์เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำ แคมเปญจำนวนมากเป็นการตอบโต้ต่อการใช้อำนาจในทางที่ผิด สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ขับเคลื่อนด้วยความสมัครใจ ส่วนใหญ่แล้วทรัพยากรเพียงอย่างเดียวที่พวกเขามีในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง คือ การโน้มน้าวใจสาธารณชน

“การสื่อสาร” คือเครื่องมือของนักรณรงค์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการเผยแพร่ความคิดเห็นเท่านั้น

แคมเปญที่ดีที่สุดดูเหมือนจะสื่อสารตัวมันเองได้

ขณะที่บางแคมเปญเป็นที่รู้จักอย่างมากในสื่อแต่กลับไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างแท้จริง และอีกหลายแคมเปญต้องต่อสู้อย่างเงียบๆ โดยไม่เป็นที่สังเกต อัตราความล้มเหลวที่สูงเป็นสิ่งที่คาดได้ — เพราะการรณรงค์คือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

ในโลกธุรกิจ ธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่จะล้มเหลว ในธรรมชาติ มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่สามารถตั้งหลักปักฐานได้เมื่อเดินทางไปถึงดินแดนใหม่ — ส่วนใหญ่จะสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับแคมเปญ แต่ในโลกของธุรกิจหรือระบบนิเวศ เราคาดหวังว่าจะมีการศึกษาว่าทำไมจึงประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มีทั้งงานวิจัยและสถาบันการศึกษาที่อุทิศให้กับเรื่องนี้ การเมืองก็เช่นกัน — ไม่มีใครคิดว่าการชนะการเลือกตั้งเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

แต่กับงานรณรงค์ เหตุผลเบื้องหลังความสำเร็จหรือความล้มเหลวมักถูกปล่อยให้คลุมเครือ บางครั้งคำอธิบายก็วนเวียนอยู่กับวาทกรรมลอยๆ เช่น “เพื่อให้มีประสิทธิภาพ แคมเปญต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ” หรือ “แคมเปญที่ดีต้องวางแผนดี มีทรัพยากรเพียงพอ และสามารถดึงดูดสาธารณชน” ซึ่งแทบไม่มีประโยชน์ใดๆ สำหรับการวางแผนจริง — เหมือนกับการบอกว่า “เพื่อให้สุขภาพดี ต้องไม่ป่วยและควรหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้”

สภาองค์กรอาสาสมัครแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (UK National Council for Voluntary Organisations) เคยสรุปผลจากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแคมเปญไว้ว่า:

ถ้าปัญหาชัดเจน และมีเหตุผลสนับสนุนที่ดีว่าการแก้ไขจะนำมาซึ่งผลดี การเคลื่อนไหวจะง่ายขึ้น ควรมีแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ และมีแผนการดำเนินงานคร่าว ๆ “ทางเลือกเชิงสร้างสรรค์” คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ต้องเลือก “เป้าหมาย” ที่ชัดเจน และกำหนด “ความรับผิดชอบ” อย่างเฉพาะเจาะจง เป้าหมายที่เหมาะสมคือบุคคลหรือสถาบันที่เปิดรับแรงกดดัน และมีอำนาจในการตัดสินใจ การมีผู้สนับสนุนในบางระดับภายในองค์กรเป้าหมาย (แม้ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง) ก็เป็นประโยชน์ บางครั้งเป้าหมายอาจต้องการเพียงถ่วงเวลา ไม่ได้คิดจะแก้ปัญหา ประเด็นต้อง “โดดเด่น” ซึ่งจะเกิดได้ง่ายขึ้นหากมีเหตุผลเชื่อมโยงที่เข้าใจได้ระหว่างปัญหาและทางแก้ รวมถึงมีเหตุปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นความเร่งด่วน เหตุการณ์ภายนอก เช่น วันครบกำหนด หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถสร้างแรงผลักดันที่จำเป็น เพราะหากไม่มีแรงเร่ง คนส่วนใหญ่จะไม่ลงมือทำ

แคมเปญคือสงครามของการโน้มน้าวใจ การสื่อสารจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลว มีแค่เพียง “ความห่วงใยของสาธารณะ” นั้นไม่เพียงพอ เพราะโดยลำพังแล้วมันไม่สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนได้อย่างมีทิศทาง บทความชุดนี้จึงเน้นว่า การสื่อสารสามารถใช้เพื่อดึงพลังและโฟกัสการสนับสนุนจากผู้อื่นได้อย่างไร แม้ว่าจะมีงานเขียนจำนวนมากที่พูดถึง “ประเด็น” แต่บทความชุดนี้พูดถึง “กลยุทธ์และยุทธวิธีของการรณรงค์และการสื่อสาร” โดยพยายามเจาะลึกไปถึงหลักการเบื้องหลัง

แม้จะเห็นได้ชัดว่าการรณรงค์ส่วนใหญ่พึ่งพาการสื่อสาร และบางองค์กรก็ทำได้ดีเยี่ยม แต่ NGO จำนวนมากกลับมองข้ามเรื่องนี้ และให้ความสำคัญกับ “เนื้อหาประเด็น” มากกว่า จึงหาแผนที่นำทางหรือคำแนะนำเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์การสื่อสาร” ได้ยากมาก

แม้จะมี “คู่มือการรณรงค์” อยู่บ้าง ซึ่งบางคู่มือให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ แต่หลายคู่มือก็เน้นรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละเทคนิค เช่น การล็อบบี้ในการประชุมระหว่างประเทศ หรือคำแนะนำเฉพาะประเด็นในระดับประเทศ กลุ่มรณรงค์แบบ grassroots และกลุ่มที่ใช้การเคลื่อนไหวโดยตรง (direct action) ก็มีเว็บไซต์ดี ๆ มากมาย แต่อย่างมากก็ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ (เช่น วิธีเอาแขนไปเทปูนในท่อคอนกรีต) หรือเป็นถ้อยแถลงอุดมการณ์ (เช่น ทำไมต้องล้มล้างระบบทุนนิยม) มีแหล่งข้อมูลออนไลน์ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ หนึ่งในเว็บไซต์ที่ดีที่สุดคือ www.thechangeagency.org และ www.campaignstrategy.org

เอกสารด้านการตลาดเชิงพาณิชย์และประชาสัมพันธ์ (PR) มีอยู่มากมาย แต่แคมเปญเพื่อภาคธุรกิจนั้นแตกต่างออกไป เพราะไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง “คุณธรรม” จากใคร พวกเขาใช้หลักแห่งผลประโยชน์ส่วนตน และเริ่มต้นจากฐานะ “คนนอกวงใน” เสมอ แม้แต่ “social marketing” ซึ่งใช้เทคนิคคล้ายกันในวัตถุประสงค์ที่ไม่แสวงหากำไร ก็มักไม่ท้าทายอำนาจหรือผลประโยชน์ที่มีอยู่ และมักไม่ได้มุ่งหวังผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง

แม้องค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากจะต้องพึ่งพาการสื่อสารอย่างยิ่ง แต่หลายแห่งกลับไม่ให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควร ผู้บริหารหรือผู้อำนวยการจำนวนมากมองว่าการสื่อสารเป็นของแถมที่มีมูลค่าต่ำ — บางทีก็แค่โยนให้ “ฝ่ายข่าวประชาสัมพันธ์” รับผิดชอบ — ขณะที่พนักงานคนอื่น ๆ แทบไม่ได้รับการอบรมหรือสนับสนุนใด ๆ ในด้านนี้เลย นักการเมืองมีแนวโน้มหลงคิดว่าตนเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ — ส่วนในโลกของ NGO ความหลงผิดที่เทียบเท่ากันก็คือการคิดว่า “ทุกคนสามารถสื่อสารได้(everyone can communicate)”

นักวิจารณ์คนหนึ่งเคยอธิบายไว้ชัดเจนว่า การสื่อสาร(communications)ถูกมองว่าเป็นเรื่อง “เบา(soft)” ขณะที่การพัฒนาโปรแกรมหรือการดำเนินงานเชิงเทคนิคถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและการพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักวิชาชีพ การสื่อสารกลับถูกมองว่าเป็นงานที่ “ใครก็ทำได้ถ้าจำเป็นต้องทำ” ถึงเวลาแล้วที่ต้องละทิ้งความคิดแบบนี้ — การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ต้องการการลงทุนด้านสติปัญญาและการศึกษาไม่ต่างจากงานด้านอื่น ๆ ในภาคประชาสังคม

ทุกวันนี้ คนระดับผู้จัดการส่วนใหญ่ก็พอจะตระหนักอยู่บ้างว่าตนควรมี “กลยุทธ์การสื่อสาร (communication strategy)” เพราะถือว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี แต่น่าเสียดายที่นักรณรงค์จำนวนมากก็ยังเข้าใจผิดคิดว่ากลยุทธ์การสื่อสาร(communication strategy) เท่ากับ “กลยุทธ์สื่อ” (media strategy) ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้สื่อ — ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่ออื่น ๆ — อาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสื่อสารเลยก็ได้

เราไม่ควรวัดความสำเร็จของแคมเปญด้วย “media coverages” หรือจำนวน “คลิก” บนเว็บไซต์ มีนักรณรงค์ไม่น้อยที่สามารถเล่าได้ละเอียดว่าข่าวไหนนำเสนอแคมเปญของพวกเขาอย่างไร แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าแคมเปญนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจริงแค่ไหน

ความเข้าใจผิดที่ว่าการสื่อสาร(communications)เท่ากับสื่อมวลชน (media) มักเกิดขึ้นในองค์กรที่มี “ฝ่ายสื่อ” โดยเฉพาะ ขณะที่ฝ่ายอื่น ๆ ที่จริงก็ทำงานด้านการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา กลับไม่ได้ถูกเรียกว่าฝ่ายสื่อ เช่น “ฝ่ายรณรงค์” “ฝ่ายการตลาด” หรือ “ฝ่ายข้อมูลสาธารณะ”

การรณรงค์เป็น “งานลูกผสม” ที่ดึงเอาทักษะจากหลากหลายสาขามาใช้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักกฎหมายจะคิดว่าการรณรงค์ขึ้นอยู่กับการโต้แย้งอย่างมีเหตุผล นักวิทยาศาสตร์จะพยายามขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นักเขียนและนักวิชาการมุ่งเน้นการตีพิมพ์ และครูจะเชื่อว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนโลกได้ ทั้งหมดนี้สามารถมีบทบาทในการรณรงค์ได้ — แต่แคมเปญที่มีประสิทธิภาพมักประสบความสำเร็จด้วยการ “แสดงให้เห็น” มากกว่าการโต้แย้ง การ “สร้างแรงจูงใจ” มากกว่าการให้ความรู้และการ “ระดมผู้คน” มากกว่าการสะสมข้อมูลความรู้ และการทำเช่นนี้อย่างมีแบบแผน หมายถึงการวางแผนการสื่อสารเหมือนกับที่นักแต่งเพลงหรือผู้กำกับภาพยนตร์วางแผนผลงานของตน — ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การสื่อสารสำหรับแคมเปญก็เหมือนกับการเล่นหมากรุก — แต่เป็นหมากรุกที่ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนตัวตลอดเวลา และกติกาก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน และด้วยกฎเกณฑ์ที่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็น

คำแนะนำคือ:

พูดง่าย แต่ทำยาก

กับดักที่พบบ่อยคือการถกเถียงกันไม่จบเรื่อง “ข้อความหลัก” หรือ “message” ของแคมเปญ วิธีที่ดีกว่าคือหลีกเลี่ยงการพูดถึง “สารของคุณ” โดยตรง แล้วหันไปโฟกัสที่องค์ประกอบที่มักเป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จหรือล้มเหลวในการสื่อสาร ได้แก่ บริบท (Context) การกระทำ (Action) สิ่งกระตุ้น (Trigger) ช่องทาง (Channel) กลุ่มเป้าหมาย (Audience) ผู้ส่งสาร (Messenger) และ แผนงาน (Programme) – พอองค์ประกอบเหล่านี้ลงตัว “สาร” ก็จะปรากฏขึ้นมาเอง

แคมเปญที่มีประสิทธิภาพ — และองค์กรที่ทำแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ — ต้องมีโครงสร้างเช่นเดียวกับที่นักแต่งเพลงใช้รูปแบบคอนแชร์โตหรือซิมโฟนี นักรณรงค์ก็สามารถใช้กลยุทธ์การสื่อสารเป็นโครงสร้างได้

หากทำออกมาแย่ มันอาจกลายเป็นแค่แผนงานที่น่าเบื่อ เป็นการทำตามเช็กลิสต์ หรือเป็นรายการความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทำออกมาดี มันจะสนุก มีแรงบันดาลใจ เต็มไปด้วยอารมณ์ และมีประโยชน์ แคมเปญควรจะน่าตื่นเต้น — ควรเป็นการผจญภัย พยายามทำแคมเปญให้เหมือนโอเปร่า — โอเปร่าทางการเมืองที่ทาด้วยสีจัดจ้าน มีคอนทราสที่น่าตื่นตาตื่นใจ

แก่นแท้ของการรณรงค์นั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานเท่ากับการสื่อสารของมนุษยชาติเอง — บางทีอาจเริ่มต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่มีใครบางคนตั้งคำถามต่อทิศทางของกลุ่มหรือเผ่า แล้วพูดกับคนอื่นว่า “ตามฉันมา – เราไปทางนี้กันเถอะ” เป้าหมายทางเลือก การเรียกร้องให้ลงมือทำ ความจำเป็นในการดึงดูดความสนใจ การเข้าถึงผู้รับสารที่เหมาะสม ด้วยข้อความที่ใช่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม — สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการรณรงค์

การรณรงค์ไม่ได้เริ่มต้นจากกลุ่มกดดัน การตลาด หรือโฆษณาสมัยใหม่ หากแต่มีร่องรอยอยู่ทั่วไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ หลายกรณีมีต้นแบบจากการทหาร เพราะในแก่นลึกแล้ว การรณรงค์คือเรื่องของอำนาจและการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ผลลัพธ์ที่ถูกช่วงชิง” นักรณรงค์จำนวนไม่น้อยชอบอ้าง The Art of War โดยซุนวู แม่ทัพชาวจีนในศตวรรษที่ 5 ว่าเป็นหนังสือเล่มโปรด แม้ว่าจะมีไม่กี่คนที่นำหลักการในเล่มนั้นมาใช้จริง

ในฐานะนักเขียนคำโฆษณา (copywriter) วิลเลียม เชกสเปียร์ก็เขียนคำปลุกใจในการรณรงค์ได้อย่างทรงพลัง เช่น “อีกครั้งหนึ่งเถิด สหายของข้า บุกทะลวงเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในคำเรียกร้องให้ลงมือทำที่ทรงพลังที่สุด

การจะรณรงค์ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ต้อง “ใส่ใจ” กับปัญหา หรือแม้แต่การชักจูงให้ผู้อื่นมาใส่ใจด้วยแต่ต้องสามารถ “กระตุ้น” ให้ผู้คนลุกขึ้นลงมือทำ — และนั่นต้องอาศัย “ทางออก” ที่ดูเป็นไปได้ควบคู่กับ “ปัญหา” ที่จับใจ การรณรงค์ที่ดีคือการรู้ว่าเมื่อใดควรโฟกัสที่ปัญหา และเมื่อใดควรโฟกัสที่ทางออก

นอกจากนี้ การรณรงค์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการกล่าวโทษ นักรณรงค์ที่มุ่งกล่าวโทษฝ่ายตรงข้าม มักจะไม่ได้รับการยอมจำนนอย่างง่ายดาย และไม่น่าจะมีพันธมิตรมากนัก การรณรงค์เป็นงานของคนที่อยาก “เอาคืน” ไม่ใช่คนที่แค่ “โกรธแค้น” มันคือ “การตลาดของแรงจูงใจ” ซึ่งแปลว่าต้องเข้าใจกลไกของแรงจูงใจอย่างที่ซอล อลินสกี เขียนไว้ในหนังสือ Rules for Radicals ที่เก่าแต่ยังอ่านได้อยู่เสมอ “เกือบทุกครั้งที่สิ่งที่ถูกต้องเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่ถูกต้อง”

การรณรงค์ไม่ใช่เรื่องสุภาพงามสง่าเสมอไป และบางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อพบว่าเทคนิคบางอย่างมีที่มาจากโลกมืดของการเมือง สงคราม หรือธุรกิจการค้าแต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ รัฐบาลและภาคธุรกิจกลับเป็นฝ่ายที่ขโมยเทคนิคจากงานรณรงค์ไปใช้มากกว่าจะเป็นในทางกลับกัน ทั้งหมดที่กล่าว จึงเข้าใจผู้ที่ตั้งคำถามว่า “ทำไมปีศาจถึงควรได้ครอบครองบทเพลงที่ดีที่สุดไว้แต่เพียงผู้เดียว?”

หมายเหตุ:เรียบเรียงจาก How To Win Campaigns: Communications for Change https://www.routledge.com/How-to-Win-Campaigns-Communications-for-Change/Rose/p/book/9781849711142?srsltid=AfmBOop0UY1g9PdwpLb-cTOTemaNVV0tiudoPDsg5FV6muEWqQdJnENZ เขียนโดย Chris Rose ซึ่งในบทนำ เขาเขียนว่า

…เมื่อครั้งแรกที่ผมบอกเพื่อนร่วมงานในแวดวงอนุรักษ์และวงการวิชาการว่าผมจะไปรับตำแหน่งเป็น “นักรณรงค์” ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 พวกเขาส่ายหน้าช้า ๆ อย่างเศร้าสร้อย ราวกับกำลังกล่าวอำลาคนที่ถูกตัดสินโทษแล้ว นักวิทยาศาสตร์มองเห็นถึงการสูญเสียความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง ส่วนคนอื่น ๆ คิดว่าผมกำลังก้าวเข้าสู่ความล้มเหลวในอาชีพ อาจจะพวกเขาพูดถูกก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดี และน่าแปลกใจที่นับตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2005 การ “รณรงค์” ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่เข้าไปอยู่ในกระแสหลักอย่างเต็มตัว ถึงขั้นที่แทบทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ “สาธารณกิจ” — ตั้งแต่รัฐมนตรีไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ — ต่างก็ใช้เทคนิคเดียวกัน และเรียกมันว่า “แคมเปญ” อย่างภาคภูมิ ทั้งที่ครั้งหนึ่งสิ่งเหล่านี้เคยเป็นเครื่องมือของผู้ไร้อำนาจและกลุ่มชายขอบ

ดังนั้น จึงมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่หันมาทำงานรณรงค์ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 คือการที่ “สื่อใหม่” พัฒนาเต็มรูปแบบเป็น “ออนไลน์” แม้ว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนลำดับและวิธีการดำเนินการรณรงค์ไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนหลักการพื้นฐานของกลยุทธ์การรณรงค์

สอดคล้องกับสองประเด็นข้างต้นคือการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้วิธีรณรงค์ทั้งในรูปแบบการอบรมและแหล่งข้อมูลออนไลน์ และเมื่อการรณรงค์กลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกยิ่งขึ้นก็เริ่มมีหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ การนำจิตวิทยาการสื่อสารมาใช้กับการรณรงค์ — โดยเฉพาะในบริบทของการ “เปลี่ยนพฤติกรรม” เช่น เรื่องคุณค่าแรงจูงใจ กรอบความคิด(framing) และวิธีคิดลัด (heuristics) — ก็เริ่มซึมซับเข้าสู่แนวทางปฏิบัติของการรณรงค์ แม้ว่าองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ส่วนใหญ่จะยังค่อนข้างอนุรักษนิยมและมักล้าหลังภาคเอกชนหรือแม้แต่หน่วยงานรัฐอยู่มาก

สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรมโดยฝ่ายกระแสหลัก วันนี้กลายเป็นสิ่งที่ “น่านับถือ” — และจึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสิ่ง “น่าเบื่อ” เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมแนวทางที่ได้จากการลองผิดลองถูก ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว และผมเองก็ไม่รู้กฎข้อไหนที่บอกได้ว่าอะไรทำให้ใครสักคนเป็นนักรณรงค์ที่ดี ยกเว้นคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ระหว่างการประชุมที่น่าหงุดหงิดกับ NGO ที่มีชื่อเสียงซึ่งกำลังหาคนมารับตำแหน่ง “นักรณรงค์” ว่า “ถ้าใครจะรณรงค์ เขาต้องอยากจะ ‘แหกกฎ’ ด้วยใจจริง”…

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading