ให้ถ่านหินกลายเป็นประวัติศาสตร์

หนึ่งในพัฒนาการที่โดดเด่นที่สุดของสัปดาห์ที่แล้วคือปกหน้าและบทบรรณาธิการในนิตยสารชื่อดังของอังกฤษ The Economist หน้าปกมีชื่อว่า “ให้ถ่านหินกลายเป็นประวัติศาสตร์” อย่างตรงไปตรงมา พร้อมภาพประกอบง่ายๆ ที่แสดงให้เห็นถึงควันที่กำลังจะตายจากพิพิธภัณฑ์จัดแสดงถ่านหินที่มีสไตล์ซึ่งมีอายุการใช้งานที่สิ้นสุดในศตวรรษที่ 21 พาดหัวข่าวของกองบรรณาธิการไปไกลกว่านั้นและมีชื่อว่า“ ถึงเวลาให้ถ่านหินกลายเป็นประวัติศาสตร์ : ถ่านหินเป็นหัวใจที่เป็นพิษของเศรษฐกิจยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล” หากเคยมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่อุทิศตนเพื่ออธิบายจุดเปลี่ยนในการล่มสลายจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สง่างาม ปกของ The Economist จะเป็นตัวเลือกที่ดี ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเพียงไม่กี่คนที่จะจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่นิตยสารกระแสหลักและโปรตลาดอย่าง The Economist จะเป็นผู้สนับสนุนการสิ้นสุดของอุตสาหกรรมถ่านหินทั่วโลก หน้าปกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของถ่านหินในวิกฤตสภาพภูมิอากาศครอบคลุมขอบเขตทางการเมืองในสหราชอาณาจักรและที่อื่น ๆ ว่ามีมากขึ้นเพียงใด เนื่องจากลอนดอนเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเข้าถึงการเงินและการประกันภัยสำหรับ บริษัทเหมืองแร่ทั่วโลก คำประกาศของดิอีโคโนมิสต์ที่ว่าไม่มีบทบาทในระยะยาวสำหรับถ่านหินจะส่งผลกระเพื่อมที่มองไม่เห็นส่วนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างเช่น นายธนาคารและบริษัทประกันของสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยเมื่อนิตยสารกระแสหลักดังกล่าวประกาศอย่างมีประสิทธิภาพว่าการสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมอีกต่อไป จุดยืนที่แข็งแกร่งของดิอีโคโนมิสต์อาจสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ลดลงของกลุ่มเจรจาผลประโยชน์ถ่านหินเนื่องจากการทำเหมืองในประเทศและการผลิตไฟฟ้าได้ลดน้อยลง เป็นการยากที่จะจินตนาการถึงการตีพิมพ์แบบเดียวกันในประเทศที่เสพติดถ่านหิน อย่างออสเตรเลีย โปแลนด์ รัสเซีย แอฟริกาใต้ และสหรัฐอเมริกาที่ทำตามจุดยืนบรรณาธิการของ The Economist ที่มา : https://endcoal.org/2020/12/coalwire-351-december-10-2020/

การเมืองเรื่องโลกร้อน (5) : ชั้นเชิงของผู้มีความสงสัย

ตั้งแต่แรกสุด ประเด็นที่กลุ่มผู้มีความสงสัยใช้เพื่อโต้เถียง คือ เรื่องความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เรื่องที่เป็นแก่นสาระของวิทยาศาสตร์ก๊าซเรือนกระจกนั้นได้มีการยืนยันมานับทศวรรษแล้ว เช่น ความเห็นร่วมในการคาดการณ์ว่า หากความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อุณหภูมิจะเพิ่มเป็นเท่าใด เป็นต้น แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นงานที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย จึงไม่ยากที่จะหยิบเอาจุดอ่อนบางประการในงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมาโจมตี นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ทั้งหลายนั้นมีข้อยกเว้นเสมอ เช่น การที่ธารน้ำแข็งขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่บางแห่งมีอุณหภูมิลดลง เป็นต้น กลุ่มผู้มีความสงสัยจะใช้ความไม่แน่นอนและข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า องค์ความรู้ทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นจะพังครืนไม่เป็นท่าในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ การหยิบเอาประเด็นย่อยมาโต้เถียงเรื่องโลกร้อนนั้น เป็นวิธีการเชิงโวหารอันยอดเยี่ยม ซึ่งเราอาจเห็นได้จากทนายความหรือนักการเมืองที่มีชั้นเชิงสูง นอกเหนือจากประเด็นเล็กๆ น้อยๆ แล้ว กลุ่มผู้มีความสงสัยได้พัฒนาการวิพากษ์วิจารณ์ของตนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเราอาจได้ยินข้อวิพากษ์บางข้อเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น “…บรรยากาศโลกไม่ได้ร้อนขึ้น และถ้ามันร้อนขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากความผันแปรของธรรมชาติ ถ้าเป็นความผันแปรของธรรมชาติ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา มันก็มีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่ถ้ามันมีผลเสีย เราก็มีเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหา และถ้าไม่มีเทคโนโลยีเหล่านั้น เราก็ไม่ควรทำให้เศรษฐกิจล่มจมเพื่อแก้ปัญหาเพราะยังมีความไม่แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์…” ในปี 2001 นักรัฐศาสตร์ชาวเดนมาร์กชื่อ บียอห์น ลอมบอร์ก (Bjorn Lomborg) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำงานให้กับกรีนพีซ ได้ออกหนังสือชื่อ ‘นักสิ่งแวดล้อมช่างสงสัย (The Skeptical Environmentalism)’ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings