แปลเรียบเรียงจาก https://earth.org/data_visualization/too-hot-to-live-in/ เขียนโดย Owen Mulhern สร้างแผนที่โดย Simon Papai บทความชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจาก “Future of the human niche”, published in PNAS by Xu, Chi et al. (2020).

19 ใน 20 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 (ไม่รวมถึงปี 2563 ซึ่งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของปีที่ร้อนที่สุด) การวิจัยพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี (MAT) ที่สูงกว่า 29°C ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ 0.8% ของโลก อาจส่งผลกระทบต่อประชากรโลกมากถึงหนึ่งในสามภายในปี 2613 (จากรายงานวิจัยของ Xu et al, 2020) เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไทยอาจร้อนเกินกว่าที่จะอาศัยอยู่

เป็นเวลาหลายพันปีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์วิวัฒนาการในพื้นที่ที่มีอุณภูมิเฉลี่ยทั้งปี (MATs) ระหว่าง 11°C ถึง 15°C ซึ่งเป็นตัวแทนของภูมิอากาศของโลกที่ค่อนข้างเป็นช่วงแคบๆ อย่างไรก็ตาม เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ที่มีอุณภูมิเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่านี้มาก และต้องรับมือกับอุณหภูมิสูงสุดในฤดูร้อนที่ท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์

สำหรับประเทศไทย ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เราสามารถสัมผัสกับอากาศร้อนที่อาจสูงถึง 40°C โดยในปี 2559 ประเทศไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 65 ปี

ภาพจาก NASA Earth Observatory โดย Jesse Allen โดยใช้ข้อมูลจาก Land Processes Distributed Active Archive Center (LPDAAC) คำบรรยายโดย Kathryn Hansen

ภาพด้านบนจากเครื่องมือบนดาวเทียม Terra ของ NASA แสดงค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิพื้นผิวในไทยและอินเดียในเดือนเมษายน 2559 ดังที่เราเห็น ประเทศไทยประสบกับความร้อนสูงขึ้น 12°C มากกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ส่วนใหญ่ และมีการทำลายสถิติอุณหภูมิรายวันมากกว่า 50 ครั้ง (สูงสุดคือ 44.6°C ที่แม่ฮ่องสอน)

จากการศึกษาเกี่ยวกับคลื่นความร้อนในประเทศไทยในปี 2561 แม้แต่คลื่นความร้อนที่มีกำลังน้อยถึงปานกลางก็สามารถสร้างความเสียหายได้พอสมควร นอกจากนำมาซึ่งความเครียดจากความร้อนโดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางที่เข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศ ยังเพิ่มอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ โรคปอดบวม และโรคติดเชื้ออื่นๆ

ในขณะนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีของประเทศไทยอยู่ที่ 26°C การศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2563 “Future of the human niche” (Xu et al. 2020) คาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีของประเทศไทยจะเท่ากับของทะเลทรายซาฮาราภายในปี 2613 โดยสูงกว่า 29°C คลื่นความร้อนที่เบาที่สุดในช่วงปีดังกล่าวจะเทียบได้กับคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในปัจจุบัน และทำให้ประเทศไทยร้อนเกินกว่าที่จะอาศัยอยู่ได้ตลอดทั้งปี

พื้นที่ที่มีการรวมตัวของการตั้งถิ่นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยทั้งหมดจะต้องเผชิญกับช่วงความร้อนสูงที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจมีมาตรการในรับมือในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากขึ้น คำถามคือ เราจะสร้างเครือข่ายของระบบเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่พอที่จะปกป้องประชากรส่วนใหญ่ได้หรือไม่?

กลุ่มประชากรในไทยที่ต้องเผชิญอากาศร้อนจัดมักเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท หรือมีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงระบบการลดความร้อน (แผนภูมิโดย Simon Papai)

วิกฤตสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตลดลง และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณารแผนการปรับตัวสำหรับอนาคต ถึงแม้ว่า จะมีความชัดเจนถึงทิศทางโดยรวม แต่สิ่งสำคัญคือการลงมือปฏิบัติ มีความท้าทายมากมายในรูปแบบของความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะบ่อนทอนขีดความสามารถในการดำเนินการนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings