โลกเดือดขึ้น ระบบสภาพภูมิอากาศก็ปั่นป่วนยิ่งขึ้น การศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน

งานวิจัยชิ้นใหม่ซึ่งโพสต์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ไปยังฐานข้อมูล preprint arXiv วาดภาพโดยรวมทั่วไปของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อสภาพภูมิอากาศ และผลออกมาไม่ค่อยน่าภิรมย์นัก

แม้ว่าการศึกษาจะไม่ได้นำเสนอการจำลองแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่สมบูรณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นภาพร่างกว้างๆ ของสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไป หากเราไม่ต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยลด ละ เลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตามการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ในภาควิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปอร์โตในโปรตุเกส 

“ผลกระทบของวิกฤติสภาพภูมิอากาศเป็นที่ทราบกันดี (ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ปรากฏการณ์สุดขั้ว ฯลฯ)” Orfeu Bertolami นักวิจัยกล่าวกับ Live Science ในอีเมล “หากระบบโลกเข้าสู่ขอบเขตที่มีพฤติกรรมปั่นป่วน เราจะหมดความหวังในการหาทางออกไม่ว่าจะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง”

การขยับเขยื้อนของระบบสภาพภูมิอากาศ

โลกประสบกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่เป็นระยะๆ จากสภาวะสมดุลที่เสถียรไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลกหรือการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ แต่การวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ซึ่งขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของมนุษย์ ในขณะที่เหล่าคาร์บอนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย(carbon majors) ปล่อยก๊าซคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น เรากำลังสร้างยุคแอนโทรโปซีนใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาของระบบภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกของเราไม่เคยประสบมาก่อน

ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ นักวิจัยจำลองการมาถึงของ Anthropocene ในฐานะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่เฟสใหม่ คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนสถานะของวัสดุ เช่น เมื่อก้อนน้ำแข็งเปลี่ยนจากของแข็งเป็นของเหลว (ละลายเป็นน้ำ) หรือเมื่อน้ำระเหยกลายเป็นก๊าซ แต่การเปลี่ยนเฟสก็เกิดขึ้นในระบบอื่นด้วย ในกรณีนี้คือระบบสภาพภูมิอากาศโลก สภาพภูมิอากาศ(climate)กำหนดให้ฤดูกาลและสภาพอากาศที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ และช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบภูมิอากาศนำไปสู่รูปแบบใหม่ของฤดูกาลและสภาพอากาศ เมื่อสภาพอากาศผ่านช่วงการเปลี่ยนเฟส หมายความว่าโลกกำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างฉับพลันและรวดเร็ว

ปัญหาด้านโลจิสติกส์

หากกิจกรรมของมนุษย์โดยตัวการใหญ่คือเหล่าคาร์บอนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย(carbon majors) ผลักดันให้แบบแผนสภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ นั่นหมายความว่า เรากำลังทำให้โลกพัฒนารูปแบบสภาพอากาศชุดใหม่ รูปแบบเหล่านี้จะมีลักษณะอย่างไรเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศของโลกไปทางไหน? ขึ้นอยู่กับว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า สิ่งที่มนุษย์ทำคืออะไร เช่น การลดการปล่อยคาร์บอนลงอย่างมากโดยกลุ่มผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับไม่ทำอะไรเลย

เพื่อคาดการณ์ถึงทิศทางต่างๆ และทางเลือกที่มนุษย์ต้องไป นักวิจัยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าแผนที่ลอจิสติกส์ แผนที่โลจิสติกนั้นยอดเยี่ยมในการอธิบายสถานการณ์ที่ตัวแปรบางอย่าง เช่น ปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นแต่ถึงขีดจำกัดโดยธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์อาจใช้แผนที่ลอจิสติกส์เพื่ออธิบายประชากรสัตว์ สัตว์ต่างๆ สามารถให้กำเนิดลูก เพิ่มจำนวนได้ แต่จะถึงขีดจำกัดเมื่อพวกมันกินอาหารทั้งหมดในสิ่งแวดล้อม

อิทธิพลของเราที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และยาวนานกว่าศตวรรษ แต่จะถึงขีดจำกัดโดยธรรมชาติ เช่น ประชากรมนุษย์สามารถเพิ่มได้มากขึ้นและกิจกรรมของมนุษย์สามารถปล่อยคาร์บอนได้มากขึ้น มลพิษและก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเพิ่มขึ้นจะทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมในที่สุด ในบางจุดในอนาคต การปล่อยคาร์บอนจะถึงขีดจำกัดสูงสุด และแผนที่โลจิสติกช่วยทำให้เราเห็นแนวทางการเคลื่อนที่ในอนาคตของการปล่อยคาร์บอนได้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างคือความโกลาหล

นักวิจัยได้สำรวจวิธีต่างๆ ที่แผนที่โลจิสติกของมนุษย์สามารถพัฒนาได้ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ประชากรของเรา การแนะนำกลยุทธ์การลดคาร์บอน และเทคโนโลยีที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อพวกเขาพบว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้อย่างไร พวกเขาใช้สิ่งนั้นเพื่อตรวจสอบว่าสภาพภูมิอากาศของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรผ่านการเปลี่ยนสถานะที่ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของมนุษย์

ในกรณีที่ดีที่สุด เมื่อมนุษยชาติถึงขีดจำกัดของการปล่อยคาร์บอน สภาพภูมิอากาศของโลกจะคงที่ที่อุณหภูมิเฉลี่ยใหม่ที่สูงขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ส่งผลเสียต่อมนุษย์โดยรวม เพราะยังคงนำไปสู่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น แต่อย่างน้อยก็มีความเสถียร : ยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ดูเหมือนคล้ายกับสภาพภูมิอากาศในยุคก่อนๆ เพียงแต่ร้อนขึ้น และยังคงมีแบบแผนสภาพอากาศปกติและเกิดซ้ำ

แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด นักวิจัยพบว่าสภาพภูมิอากาศของโลกจะมุ่งไปสู่ความโกลาหล จริงๆ คือความโกลาหลทางคณิตศาสตร์ ในระบบที่วุ่นวาย ไม่มีความสมดุลและไม่มีรูปแบบที่ทำซ้ำได้ สภาพภูมิอากาศที่โกลาหลจะมีฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากทศวรรษสู่ทศวรรษ (หรือแม้แต่ปีต่อปี) บางปีจะประสบกับสภาพอากาศที่รุนแรงฉับพลันในขณะที่บางปีจะเงียบสงบ แม้แต่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็อาจผันผวนอย่างรุนแรง โดยเปลี่ยนจากที่เย็นกว่าเป็นร้อนขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะระบุทิศทางของสภาพภูมิอากาศของโลก

Bertolami กล่าวว่า “พฤติกรรมที่โกลาหลหมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายพฤติกรรมของระบบโลกในอนาคต แม้ว่าเราจะรู้ด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งถึงสถานะปัจจุบันของมันก็ตาม” Bertolami กล่าว “นั่นหมายความว่าความสามารถใดๆ ในการควบคุมและขับเคลื่อนระบบโลกไปสู่สภาวะสมดุลที่เอื้อต่อเงื่อนไขในการอยู่อาศัยได้ของชีวมณฑลจะสูญเสียไป”

นักวิจัยพบว่าเหนือระดับอุณหภูมิวิกฤตสำหรับชั้นบรรยากาศของโลก วงจรป้อนกลับอาจเริ่มขึ้นโดยผลลัพธ์ที่โกลาหลจะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าเราอาจผ่านจุดพลิกผันไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหลีกเลี่ยงหนทางไปสู่หายนะของสภาพภูมิอากาศ

เรียบเรียงจาก https://www.sciencealert.com/physicists-warn-earth-could-feasibly-descend-into-chaos

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading