เรียบเรียงจากงานของ  Kenny Bruno นักเขียน นักเคลื่อนไหว และอาสาสมัครกรีนพีซ

กรีนพีซ สหรัฐฯ กำลังจะต้องขึ้นศาลในรัฐนอร์ทดาโคตา ในศึกที่เป็นเดิมพันชีวิตขององค์กรกับบริษัทน้ำมันที่สร้างท่อส่งน้ำมันฉาวโฉ่ Dakota Access Pipeline (DAPL)

พื้นฐานของคดีฟ้องร้องที่พยายามทำลายกรีนพีซนั้นฟังดูน่าหัวเราะ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก มันเป็นสิ่งที่ไร้สาระ บิดเบือน และอันตราย

บริษัท Energy Transfer (ET) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการท่อส่งน้ำมันกำลังฟ้องกรีนพีซ สหรัฐฯ เป็นเงิน 300 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่ากรีนพีซเป็นผู้วางแผนการลุกฮือประท้วง DAPL ที่ Standing Rock ในรัฐนอร์ทดาโคตา

ข้อกล่าวหานี้อาจฟังดูมีน้ำหนักสำหรับคนที่เสพสื่อฝ่ายขวาสุดโต่งอย่าง Breitbart แต่สำหรับผู้ที่รู้จักกรีนพีซและกลุ่มชนพื้นเมือง ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้ มันก็เหมือนกับการบอกว่า Ringo Starr เป็นผู้วางแผนความสำเร็จของ The Beatles หรือ Otto von Bismarck เป็นคนที่ทำให้นอร์ทดาโคตาตั้งอยู่ทางใต้ของแคนาดา

ในช่วงแรก กรีนพีซเองก็เคยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมุมมองของชนพื้นเมือง โดยเฉพาะเรื่องการล่าสัตว์แบบยังชีพของชุมชนดั้งเดิม เทียบกับการล่าสัตว์เชิงอุตสาหกรรมที่คุกคามการอยู่รอดของสัตว์บางชนิด เรื่องนี้สร้างความตึงเครียดระหว่างกรีนพีซกับกลุ่มชาติพันธุ์ในแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรได้เรียนรู้และปรับความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมชนพื้นเมือง

แต่ไม่ว่าอย่างไร แม้แต่ในจินตนาการที่บิดเบือนที่สุด (เว้นแต่ในมุมมองของผู้บริหาร Energy Transfer) กรีนพีซก็ไม่มีอิทธิพลถึงขั้นสั่งให้ชนพื้นเมืองทำอะไรได้—พอ ๆ กับที่ Travis Kelce จะสั่งให้ Taylor Swift ร้องเพลงอะไร กรีนพีซไม่มีอำนาจ ไม่มีความตั้งใจและไม่เคยพยายามที่จะพูดแทนสิทธิในการปกครองตนเองของชนพื้นเมือง

กรีนพีซทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่เรื่องราวที่ Energy Transfer แต่งขึ้นเกี่ยวกับ “อิทธิพลอันชั่วร้ายของกรีนพีซ” เป็นการดูถูกเผ่า Standing Rock Sioux ซึ่งเป็นชาติอธิปไตย และประชาชนของพวกเขาก็เป็นประชาชนที่มีอธิปไตยของตัวเอง พวกเขามีเหตุผลที่ดีในการคัดค้าน DAPL:

• ท่อส่งน้ำมันนี้เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำดื่มของพวกเขา

• มันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

• มันสามารถถูกออกแบบให้เลี่ยงผ่านพื้นที่ของพวกเขาได้ แต่บริษัทเลือกที่จะไม่ทำ

ชาว Standing Rock Sioux จัดพิธีสวดมนต์ สร้างค่ายจิตวิญญาณ จ้างทนายความ และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก “ผู้พิทักษ์น้ำ” (Water Protectors) ให้มาร่วมยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา และกรีนพีซก็รับฟังคำร้องขอนั้น สมาชิกบางส่วนขององค์กรจึงเดินทางไปสนับสนุนอย่างสันติ

คดีนี้พยายามใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ มันหวังให้คณะลูกขุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจอธิปไตยของชนเผ่า เข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของกรีนพีซ และเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย

ความเจ้าเล่ห์ของ Energy Transfer นั้นเหลือเชื่อจริง ๆ เราต้องหวังว่าคณะลูกขุนจะมองทะลุแผนนี้

เพราะหากพวกเขามองไม่ออก และหากกรีนพีซต้องล้มละลายเพราะคดีที่ไร้สาระนี้ มันจะกลายเป็นต้นแบบให้กับมหาเศรษฐีและบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการกำจัดขบวนการประท้วงและสิทธิในการคัดค้านอย่างสันติ

และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราทุกคนจะต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading