ตั้งแต่แนวชายฝั่งที่ปกคลุมด้วยปะการังของตองกา ไปจนถึงหมู่เกาะปะการังทรายอันห่างไกลของตูวาลู เส้นใยสังเคราะห์ขนาดจิ๋วกำลังแทรกซึมเข้าไปในชนิดพันธุ์และระบบอาหารของภูมิภาคนี้ ข้อมูลที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแปซิฟิกใต้เผยแพร่เมื่อวันพุธระบุว่า ปลาในน่านน้ำของหมู่เกาะแปซิฟิกหนึ่งในสาม—เช่น ปลาจักรพรรดิลายนิ้วหัวแม่มือของฟิจิ หรือปลากูตฟิชลายขีด-จุดของวานูอาตู—ปนเปือนไมโครพลาสติก

งานศึกษานี้หักล้างความเข้าใจผิดที่มักมองว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ถิ่นทุรกันดารอันห่างไกล” ที่ปลอดจากขยะโลก โดยได้จัดทำ “ค่าฐานระดับภูมิภาค” (regional baseline) ครั้งแรกของการกินไมโครพลาสติกในสิ่งมีชีวิตทะเลแปซิฟิก มลพิษรูปแบบนี้คุกคามทั้งระบบนิเวศที่เปราะบาง และประชากรชายฝั่งที่พึ่งพาปลาเป็นแหล่งโปรตีนหลัก

รายงานยังเพิ่มน้ำหนักให้แก่ประเทศและดินแดนหมู่เกาะแปซิฟิก (PICTs) ในการผลักดัน “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” (Global Plastics Treaty) ที่ทะเยอทะยานและมีผลผูกพันทางกฎหมาย ขณะที่การเจรจาจะเริ่มต้นใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์

“ผลลัพธ์ทั้งน่ามีกำลังใจและน่าหนักใจไปพร้อมกัน” จาชา เดห์ม นักวิจัยด้านวิกฤตภูมิอากาศทางทะเลจากมหาวิทยาลัยแปซิฟิกใต้กล่าว “น่ามีกำลังใจเพราะมันชี้ว่าการปนเปื้อนที่ต่ำกว่านี้เป็นไปได้ และน่าหนักใจเพราะมันตอกย้ำว่าไมโครพลาสติกพบได้ทั่วไปมากในสภาพแวดล้อมชายฝั่ง”

นักวิทยาศาสตร์ประเมินอัตราการปนเปื้อนของปลาชายฝั่ง 878 ตัว จาก 138 สายพันธุ์ ที่จับได้ในฟิจิ ตองกา ตูวาลู และวานูอาตู โดยใช้ข้อมูลที่เผยแพร่โดย Global Information Biodiversity Facility ไมโครพลาสติก—อนุภาคขนาด 5 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า—กระจายอยู่ทั่วทุกชั้นของมหาสมุทร ตั้งแต่น้ำผิวหน้าจนถึงก้นทะเลลึก และมักถูกปลากินเข้าไปเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแพลงก์ตอนสัตว์

ในฟิจิ พบว่าปลาเกือบ 75% มีไมโครพลาสติก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 49% อย่างมีนัยสำคัญ แม้ปริมาณพลาสติกในปลาแต่ละตัวจะยังค่อนข้างต่ำ แต่นักวิจัยชี้ว่า PICTs เปราะบางต่อมลพิษนี้เป็นพิเศษ เพราะการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วบนพื้นที่จำกัด ทำให้ความหนาแน่นประชากรสูง และระบบจัดการขยะมีข้อจำกัด

การขาดแคลนโรงบำบัดน้ำในหลายประเทศลักษณะนี้ ทำให้เศษพลาสติกไหลเข้าสู่ระบบนิเวศทางทะเลได้ง่าย อย่างไรก็ดี รายงานพบความแตกต่างภายในภูมิภาคอย่างมาก: ที่วานูอาตูมีปลาปนเปื้อนเพียง 5%

“ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสะท้อนความล้มเหลวของระบบจัดการขยะในปัจจุบัน—หรือการขาดระบบดังกล่าว—ในการปกป้องแม้แต่ระบบนิเวศบนเกาะห่างไกล” เดห์มกล่าว โดยอ้างถึงอัตราของฟิจิที่สูงกว่าวานูอาตูถึง 15 เท่า

นักวิจัยยังพบว่า “ลักษณะเชิงนิเวศ” ของปลา มีผลคล้ายกันต่อระดับการปนเปื้อน โดยชนิดพันธุ์ที่กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง หากินตามพื้นท้องน้ำ หรือใช้กลยุทธ์ซุ่มโจมตีเหยื่อ มีอัตราไมโครพลาสติกสูงที่สุด ส่วนในเชิงพื้นที่ ปลาแนวปะการังมีระดับการกินพลาสติกสูงกว่าปลาในลากูนหรือในทะเลเปิด

แม้งานวิจัยเกี่ยวกับผลจากการบริโภคปลาที่ปนเปื้อนในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกยังมีจำกัด แต่หลายชุมชนชายฝั่งพึ่งพาอาหารทะเลอย่างมากในฐานะแหล่งโปรตีนหลัก

“งานศึกษานี้ส่งคำเตือนที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเปราะบางของระบบอาหารของเรา” รูฟิโน วาเรีย นักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมทางทะเล และผู้อำนวยการเครือข่าย Pacific Islands Climate Action Network กล่าว

เมื่อถูกกินเข้าไป พลาสติกอาจปล่อยสารเติมแต่งที่เป็นอันตราย หรือทำหน้าที่เป็นพาหะพาเชื้อโรคและสารเคมีพิษ “ปลาที่อาศัยแนวปะการังและปลากินตามพื้นท้องน้ำ ซึ่งเป็นปลาที่ชาวประมงยังชีพเข้าถึงได้มากที่สุด กำลังทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งกักเก็บ’ มลพิษสังเคราะห์” วาเรียกล่าว

เส้นใยสังเคราะห์เป็นไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุด—พบในปลา 66% ในฟิจิ ตองกา และตูวาลู และประมาณ 95% ในวานูอาตู “สิ่งนี้บ่งชี้ว่ามีการแทรกซึมอย่างกว้างขวางของสารปนเปื้อนที่มาจากสิ่งทอและอุปกรณ์ ลงไปถึงอาหารในจานของชุมชนเรา” วาเรียกล่าว แนวโน้มนี้น่าจะขับเคลื่อนโดยการใช้เส้นใยสังเคราะห์ในสิ่งทอ เชือก เชือกผูกเรือ และอุปกรณ์ประมงต่าง ๆ

“การมีหลักฐานที่แข็งแรงและผลิตในพื้นที่เองว่าประเทศหมู่เกาะปะการังห่างไกลอย่างตูวาลูเองก็เผชิญมลพิษพลาสติก ยิ่งตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ปัญหาที่ไกลตัวหรือเป็นเพียงสมมติฐาน แต่เป็นปัญหาระดับโลก” อแมนดา ฟอร์ด นักนิเวศวิทยาแนวปะการังและอาจารย์อาวุโสสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแปซิฟิกใต้กล่าว

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading