เมฆเพลิงไฟป่าออสเตรเลีย

January 6, 2020

เมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) เมฆไฟ แฟลมมาเจนิตัส(flammagenitus) เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นคำที่ใช้เรียกมวลเมฆที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่าและควันจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลังจากเกิดมวลเมฆที่กระตุ้นโดยเหเหตุการณ์ไฟป่าหลายๆ ครั้งติดต่อกันในวันที่ 4 มกราคม 2563 และ 29 ธันวาคม 2562 ชาวออสเตรเลียก็ได้คุ้นเคยกับชื่อทั้งหมดนี้

รัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลล์เผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยเป็นมาในรอบทศวรรษ อุณหภูมิที่ร้อนนานหลายเดือน สภาพอากาศที่แห้ง เหตุการณืไฟป่านับร้อยขยายวงกว้างเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 62,259 ตารางกิโลเมตร(หรือราวๆ สามเท่าของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟป่าทำลายบ้านเรือนนับร้อยและหลายสิบคนต้องเสียชีวิต

การก่อตัวของเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(pyrocumulus clouds) จำเป็นต้องมีไฟที่ร้อนเพียงพอที่ทำให้อากาศร้อนยิ่งยวดยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศร้อนยกตัวขึ้นและกระจายออกไป อากาศก็จะเย็นลง กลายเป็นไอ ไอน้ำรวมกันตัวกันและก่อให้เกิดเมฆ ในบางกรณี การยกตัวของอากาศร้อนที่มีพลังสามารถเกิดเมฆที่ยกตัวขึ้นไปหลายกิโลเมตรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพายุฝนเมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนสุดของชั้นบรรยากาศ โทรโปสเฟียร์—เปลี่ยนจากเมฆ pyrocumulus ไปเป็นเมฆ pyrocumulus พายุนี้สร้างความเสี่ยงต่อนักบินและนักดับเพลิงอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนที่ทรงพลังของมัน

เมฆ Pyrcocumulus และ pyrocumulonimbus เป็นเมฆที่เกิดได้ทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ที่ U.S. Naval Research Laboratory (NRL) องค์การนาซาและสถาบันวิจัยต่างๆ ติดตามปรากฏการณ์เมฆดังกล่าวนี้ทุกปี แต่ขนาดและความเข้มข้นของเมฆเพลิงที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุบสถิติ

January 6, 2020

Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาและเพื่อนร่วมงานของเขาที่ NRL นับจำนวนพายุไฟมากกว่า 20 เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมและสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 Fromm กล่าวว่า “จากการวัดของเรา นี่คือการเกิดพายุไฟโรคิวมูโลนิมบัสที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้นในวันต่อๆไป ก็จะอาจจะมีพายุเพลิงนี้มากขึ้นอีก

เมฆไฟได้ยกกลุ่มควันไฟป่าสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดาวเทียม CALIPSO บันทึกควันไฟป่าลอยตัวอยู่สูง 15 ถึง 19 กิโลเมตร (9 ถึง 12 ไมล์) ในวันที่ 6 มกราคม 2563—สูงพอที่จะถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratosphere)

Fromm กล่าวว่า “อาจเร็วเกินไปที่จะเทียบเคียงและจัดลำดับควันไฟนี้เพราะว่ากลุ่มควันไฟแบบนี้ลอยสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ จากหลักฐานเบื้องต้นระบุว่าเหตุการณ์เป็นห้าอันดับต้นของกลุ่มควันไฟทั้งหมดเท่าที่มีการบันทึกมาในอดีตในแง่ของความสูง ปริมาตรควันไฟโดยรวมที่เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตเฟียร์นั้นมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

ภาพดาวเทียมในวันที่ 6 มกราคม(ด้านบน) จากเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ทำให้เราเห็นความสูงของฝุ่นและควันที่บันทึกโดยเครื่องมือ Cloud-Aerosol Lidar with Orthogonal Polarization (CALIOP) บนดาวเทียม CALIPSO ภาพตัดขวางแสดงกลุ่มควันไฟบางและยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นเมฆ(พื้นที่เป็นเฉด เล็กๆ ตรวจพบในระดับที่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตร ภาพสีธรรมชาติ sunglint ที่เกิดจากการสะท้อนของแสงทิ้งพื้นที่สว่างในช่วงต่างๆ ภาพด้านล่างมาจากสถานีอวกาศนานาชาติแสดงกิจกรรรมไฟป่ารุนแรงในวันที่ 4 มกราคม 2563

January 4, 2020

เมื่อควันจากการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มันจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยนักวิทยาศาสตร์เพราะมันสามารถทำให้เห็นการเย็นลงของชั้นบรรยากาศนับเดือนหลังจากนั้น ควันไฟป่ามีส่วนประกอบที่แตกต่าง เช่น มีคาร์บอนดำมากกว่าซัลเฟต ยังไม่มีความเข้าใจมากพอถึงผลต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ควันไฟป่าที่สูงระดับนี้ในชั้นบรรยากาศอาจส่งผลทางเคมีของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratospheric ozone)

โดยทั่วไป ควันที่ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะอยู่ที่นั่นหลายเดือน นับตั้งแต่ การเกิดเมฆเพลิง เครื่องวัดบนดาวเทียมต่างๆ ได้ทำการบันทึกภาพของกลุ่มควันไฟที่ลอยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ที่ NASA Goddard Space Flight Center กล่าวว่า “นาซากำลังติดตามการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าออสเตรเลียโดยใช้เครื่องมือวัดชนิดต่างๆ ควันไฟส่งผลกระทบอย่างมากต่อนิวซีแลนด์ ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงในหลายเมือง และหิมะบนยอดเขากลายเป็นสีดำ พ้นไปจากนิวซีแลนด์ ควันไฟป่าออสเตรเลียเคลื่อนตัวไปไกลกว่าครึ่งโลก ข้ามไปยังอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้หม่น เปลี่ยนสีดวงอาทิตย์ช่วงขึ้นและตก คาดว่า อย่างน้อยที่สุด ควันไฟป่าจะเคลื่อนตัวครบหนึ่งรอบเต็มและกลับวนมาอยู่เหนือท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from the CALIPSO team, and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Adam Voiland.

ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมออสเตรเลียตะวันออกเฉียงใต้

ฤดูกาลไฟที่อันตรายถึงขั้นชีวิตและทุบสถิติเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลียกลายมาเป็นดรามาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 และช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียบอกเล่าผ่านสื่อมวลชนถึงกลางวันที่กลับกลายเป็นกลางคืนจากการที่ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมเต็มท้องฟ้าและไฟป่าที่ทวีความรุนแรงทำให้ผู้คนต้องหนีออกจากบ้านเรือนของตน

ใน Mallacoota เมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง ไฟป่าได้ขวางถนนสายหลัก เพื่อหาที่ปลอดภัย ชาวเมือง นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ดับไฟต้องร่นมาอยู่ตามชายหาดจากการที่ไฟป่าขยายรุกเข้ามา นักดับไฟป่าและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเตือนนักท่องเที่ยวให้ออกจากพื้นที่ชายฝั่งของรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ และมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน 7 วัน นับจากวันที่ 3 มกราคม 2563 การประกาศภาวะฉุกเฉินรวมถึงการบังคับให้ย้ายออกหากคาดการณ์ว่าอันตรายจากไฟป่ามีมากขึ้นในวันต่อๆ ไป

ในวันที่ 1 มกราคม 2563 อุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพสีธรรมชาติของควันไฟป่าหนาทึบที่ปกคลุมออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้ในระหว่างเขตแดนรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพหนึ่งที่ปราศจากเมฆและควันไฟซึ่งบันทึกในวันที่ 24 กรกฏาคม 2562

ภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพบันทึกในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาแสดงเป็นสีแทน ส่วนเมฆจะเป็นสีขาวสว่าง

จากแหล่งข่าวของออสเตรเลียและนานาชาติ มีบ้านเรือนผู้คนอย่างน้อย 1,200 หลังถูกทำลายจากฤดูกาลแห่งไฟซึ่งเริ่มต้นเร็วในช่วงฤดูใบไม้ผลิและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง รายงานข่าวระบุว่ามีอย่างน้อย 18 คนเสียชีวิตจากไฟป่าและมีพื้นที่เผาไหม้ 5.9 ล้านแฮกแตร์ ดัชนีคุณภาพอากาศในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้และไปไกลจนถึงนิวซีแลนด์อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่มีการรายงาน

รายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลียปลายเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ที่วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิอากาศ ความชื้น น้ำฟ้า ลม และปัจจัยอื่นๆ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 ของทั้งประเทศ มากกว่าร้อยละ 60 ของดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ในออสเตรเลียทำสถิติสูง และฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มต้น

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Mike Carlowicz.

พื้นที่เผาไหม้ในปรากวัย โบลิเวียและบราซิล

Natural color
SWIR overlay

นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ดาวเทียมของนาซาจับภาพการเกิดไฟ การเกิดไฟจำนวนมาก ใกล้พรมแดนของโบลิเวีย ปรากวัยและบราซิล (หมายเหตุ – พื้นที่นี้ไม่ใช่บริเวณป่าฝนเขตร้อนแอมะซอน)

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2562 ระบบ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำปรากวัยใกล้ๆ กับ Puerto Busch. ภาพแรกเป็นภาพสีที่อยู่ในช่วงสายตามองเห็น (OLI bands 4-3-2) และอีกภาพหนึ่งเป็นภาพในช่วงคลื่นสั้น-แสงอินฟาเรด (shortwave-infrared light) เพื่อที่จะทำให้เห็นการเกิดขึ้นของไฟอย่างชัดเจน พื้นที่ส่วนที่ถูกเผาไหม้ไปแล้วจะปรากฏเป็นสีดำ

ภาพถ่ายจากระบบ MODIS นี้ระบุว่า การเกิดขึ้นของไฟครั้งแรกอยู่ในเขตปรากวัย และต่อมาลามไปยังโบลิเวียและบราซิลในวันที่ 19 สิงหาคม 2562

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey. Caption by Adam Voiland.

ไฟป่าในแอมะซอนรุนแรงหนักมากในปี พ.ศ.2562

ช่วงกลางฤดูกาลไฟในภูมิภาคแอมะซอน นักวิทยาศาสตร์ใช้ดาวเทียมขององค์การนาซาติดตามการเกิดไฟที่ยืนยันว่าเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและความหนาแน่นในผืนป่าแอมะซอนของบราซิลในปี พ.ศ.2562 เรียกได้ว่าเป็นไฟป่าที่มากที่สุดในภูมิภาคนี้นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เป็นต้นมา

การเกิดไฟในแอมะซอนเปลี่ยนแปลงปีต่อปี และเดือนต่อเดือนอย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ นาย Douglas Morton หัวหน้าห้องปฏิบัติการ the Biospheric Sciences Laboratory ที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า เดือนสิงหาคม 2562 นั้นโดดเด่นสุดเพราะการเกิดไฟที่ขยายวงกว้าง หนาแน่นและยาวนานตามเส้นถนนสายหลักของผืนป่าแอมะซอนตอนกลางเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในอดีตความแห้งแล้งเป็นตัวนำให้เกิดไฟ ช่วงเวลาและตำแหน่งที่มีการตรวจพบการเกิดไฟในช่วงต้นของฤดูแล้งของปี 2562 นี้ สอดคล้องกับการแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรมากกว่าความแห้งแล้ง

Morton กล่าวว่า “ดาวเทียมจะเป็นสิ่งแรกที่ตรวจจับการเกิดไฟในพื้นที่อันห่างไกลของแอมะซอน เครื่องมือหลักๆ ที่ใช้ตรวจจับการเกิดไฟตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 คือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra และ Aqua

ณ ช่วงฤดูกาลเกิดไฟ เครื่องมือ MODIS ได้ตรวจจับจุดเกิดไฟในปี พ.ศ.2562 มากกว่าจุดเกิดไฟทั่วทั้งผืนป่าแอมะซอนของบราซิลนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 รัฐแอมะซอนาสพบจุดเกิดไฟเข้มข้นในปี 2562 นี้

Morton ระบุว่า สถิติการเกิดไฟที่เผยแพร่โดยนาซาและที่เผยแพร่โดย Instituto Nacional de Pesquisas Espaciais (INPE) ของบราซิลนั้นตรงกัน INPE ใช้ข้อมูลจุดเกิดไฟจากเครื่องมือ ตแอมะซอนของบราซิล ผลคือทั้ง นาซาและมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการเกิดไฟจากเครื่องมือวัด ซึ่งสูงกว่าการเกิดไฟในช่วงช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เครื่องมือ MODIS ที่ตรวจจับการเกิดไฟนำไปวิเคราะห์โดยโครงการ Global Fire Emissions Database (GFED) ทีมงานที่นี่ทำการประมวลผลข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาในช่วง 17 ปีที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจที่ดีขึ้นถึงบทบาทของไฟในการเปลี่ยนแปลงระบบโลก การวิเคราะห์ของพวกเขาในพื้นที่แอมะซอนทางตอนใต้รวมถึงบางส่วนของบราซิล เปรูและโบลิเวียนั้นทำให้เห็นแบบแผนของการเกิดไฟระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม ชุดข้อมูลสามามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ https://www.globalfiredata.org/forecast.html

January 1, 2012 – August 21, 2019
January 1, 2012 – August 21, 2019

กราฟเหล่านี้แสดงถึงการตรวจจับจุดเกิดไฟจากเครื่องมือวัด MODIS และ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ในวันที่22 สิงหาคม 2562 ยืนยันให้เห็นว่าปี 2562 มีจุดเกิดไฟสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545(ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เครื่องมือวัด VIIRS) ในรัฐทั้งเจ็ดของภูมิภาคแอมะซอนของบราซิล นอกจากนี้ ไฟป่าที่เกิดขึ้นในปี 2562 นี้ยังเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยใช้การวัดกำลังการแผ่รังสี(fire radiative power)สะสม

January 1, 2012 – August 21, 2019
January 1, 2012 – August 21, 2019

ในวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เครื่องมือ MODIS บนดาวเทียมTerra ของนาซาจับภาพสีจริงตามธรรมชาติ(ภาพบนสุด) แสดงไฟป่าที่กำลังลุกในเขต Novo Progressoในรัฐ Pará ของบราซิล เมืองนี้ตั้งอยู่บนทางหลวงสาย BR-163 เส้นทางตรงในแนวเหนือใต้เชื่อมชุมชนเกษตรในแอมะซอนตอนใต้เข้ากับท่าเรือเดินสมุทรริมฝั่งแม่น้ำแอมะซอนในเมือง Santarém พื้นที่เกษตรและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กระจายตามแนวทางหลวงเส้นทางอย่างเป็นระเบียบ ทางด้านตะวันตก มีถนนลูกรังเชื่อมกับเหมืองแร่ขนาดเล็กที่ขยายเจาะลึกเข้าไปในป่าฝนเขตร้อน

August 15 – 22, 2019

แผนที่ด้านบนแสดงการตรวจจับจุดเกิดไฟในบราซิลโดยเครื่องมือ MODIS ระหว่างวันที่ 15-22 สิงหาคม 2562 พื้นที่เกิดไฟแสดงเป็นสีส้ม และนำมาซ้อนทับกับภาพถ่ายดาวเทียมเวลากลางคืนโดยเครื่องมือ VIIRS จากข้อมูล พื้นที่เมืองปรากฏเป็นสีขาว พื้นที่ป่าเป็นสีดำ พื้นที่ทุ่งหญ้าเขตร้อนและพื้นที่ป่าละเมาะ (เรียกว่า Cerrado ในบราซิล) เป็นสีเทา จะสังเกตเห็นว่า จุดเกิดไฟในรัฐ Pará และ Amazonas จะกระจุกตัวบนทางหลวง BR-163 และ BR-230

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ระบบ MODIS บนดาวเทียม Aqua และ Terra ของนาซาเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของความร้อน (โดยทั่วไปจากการเกิดไฟ) ทั่วโลก แผนที่จุดเกิดไฟนี้มาจากข้อมูลจากระบบ Fire Information for Resource Management System (FIRMS) เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นโดย the University of Maryland และโครงการ Applied Sciences ของ NASA. FIRMS ให้ข้อมูลไฟป่าใกล้เวลาจริงกับคนทำงานวิจัยทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สังเกตว่า แต่ละจุดบนแผนที่อาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการเกิดไฟหนึ่งจุดในพื้นที่จริง จุดเกิดไฟจะแทนศูนย์กลางของพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรโดยมีความร้อนที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติหนึ่งค่าหรือมากกว่า บางครั้งไฟที่เกิดต่อเนื่องกัน 1 ครั้ง จะบันทึกเป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติหลายๆ ครั้ง และถูกจัดเรียงเป็น 1 เส้น แทนเป็นแนวการเกิดไฟ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview, Fire Information for Resource Management System (FIRMS) data from NASA EOSDIS, and data from the Global Fire Emissions Database (GFED). Story by Adam Voiland, with information from Douglas Morton (NASA’s Goddard Space Flight Center).

คลื่นความร้อนปกคลุมยุโรป (ปี พ.ศ.2562)

27 มิถุนายน 2562

เป็นช่วงต้นฤดูร้อนและยุโรปเริ่มรู้สึกถึงความร้อนแล้ว หลายๆ ส่วนของทวีปยุโรปประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีมาสำหรับปี 2562 บางเมืองในยุโรปมีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ

คลื่นความร้อนแสดงชัดเจนจากแผนที่ แสดงถึงอุณหภูมิทั่วทั้งยุโรปในวันที่ 27 มิถุนายน 2562 แผนที่นี้มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และเป็นอุณหภูมิของอากาศที่ความสูงจากพื้น 2 เมตร พื้นที่สีแดงเข้มเป็นบริเวณที่แบบจำลองระบุว่ามีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส

แบบจำลอง GEOS เหมือนกับแบบจำลองสภาพอากาศและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงกระบวนการทางกายภาพ(เช่น การตกของน้ำฟ้าและการเกิดเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะผนวกเข้าไปในแบบจำลองเป็นระยะ เพื่อให้การสร้างแบบจำลองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวันที่ 27 มิถุนายน รายงานการเตือนภัย(Awareness reportจากเครือข่ายของการบริการทางอุตุนิยมวิทยาแห่งยุโรประบุว่าระดับอุณหภูมิอยู่ใน “ระดับที่เป็นอันตรายมาก” การเตือนภัยอยู่ในระดับสูงสุดในบางส่วนของสเปน ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย กรมอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสจัดลำดับเมืองหลายเมืองที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ โดยหลายพื้นที่เคยเกิดคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตในช่วงปี พ.ศ.2546

คลื่นความร้อน พ.ศ.2562 เริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายน เมื่อมวลอากาศร้อนจากภูมิภาคซะฮาราเข้ามายังสเปน และเข้าปกคลุมยุโรปตอนกลาง รายงานข่าวยังอ้างถึงระบบความกดอากาศสูงที่เกี่ยวข้องกับดึงให้มวลอากาศร้อนเข้ามา คาดว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้จะมีไปตลอดทั้งเดือน

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kathryn Hansen.

คลื่นความร้อนในอินเดีย

10 มิถุนายน 2562

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2562 คลื่นความร้อนเข้มข้นสร้างความแห้งผากทางตอนเหนือของอินเดีย บางพื้นที่เผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 45 องศาเซลเซียส(113 องศาฟาเรนไฮต์) ในวันที่ 10 มิถุนายน คือวันที่ร้อนที่สุดของเดือนในกรุงเดลี อุณหภูมิแตะ 48 องศาเซลเซียส (118 องศาฟาเรนไฮต์)

แผนที่ด้านบนแสดงอุณหภูมิในวันที่ 10 มิถุนายน ในอินเดียและปากีสถาน ซึ่งเจอกับสภาพร้อนแล้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แผนที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) โดยเป็นอุณหภูมิอากาศที่ระดับ 2 เมตรจากพื้นผิว แบบจำลอง GEOS-5 เช่นเดียวกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอื่นๆ จะใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของกระบวนการทางกายภาพ (เช่น น้ำฟ้าและกระบวนการเกี่ยวกับเมฆ) เพื่อคำนวณว่าชั้นบรรยากาศจะทำอะไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะนำเข้าสู่แบบจำลองเพื่อทำให้การทำ simulation ใกล้เคียงกับการวัดจริงๆ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยทั่วไป เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมจำนวนเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ปีที่ร้อนที่สุด 15 อันดับแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 6 ของอินเดีย นับตั้งแต่ที่เริ่มบันทึกอุณหภูมิในปี พ.ศ.2444

ในปี พ.ศ.2562 ฝนทิ้งช่วง ก่อนฤดูมรสุมพร้อมกับฤดูมรสุมที่ล่าช้าทำให้คลื่นความร้อนเกินจะทนทาน สภาพอากาศช่วงฤดูมรสุมมาล่าช้า 1 สัปดาห์จากการเคลื่อนตัวทางตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวเบงกอล ฝนฤดูมรสุมมาถึงตอนใต้ของอินเดียในราววันที่ 8 มิถุนายน (ช้ากว่าปกติประมาณ 7 วัน) กรุงเดลีมีอุณหภูมิลดลง อันนื่องมาจากฝนตกในวันที่ 11-12 มิถุนายน และมีพายุฝุ่น แต่ฤดูมรสุมยังไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือและตอนกลางของอินเดียจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่าโดยรวมฤดูมรสุมจะเกิดขึ้นปกติ แต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและปากีสถานจะเกิดความแห้งแล้งกว่าปกติ

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kasha Patel.

วิกฤตอาหารจากดินอันแห้งผาก

April 1 – 30, 2019

ความแห้งแล้งเกิดทั่วทั้งแอฟริกาตะวันตกหลังจากฤดูกาลของฝนในปลายปี พ.ศ.2561 และ 2562 ไม่อาจนำความชุ่มชื้นมาในพื้นที่ การไร้ซึ่งหยาดน้ำฟ้า(precipitation)นำไปสู่ วิกฤตทางอาหาร โดยที่แหล่งอาหารไม่เพียงพอกับคน

ท้ายที่สุด ฝนที่ตกน้อยลงทำให้ความชื้นในดินน้อยลง ความชื้นในดินที่น้อยลงโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกนั้นสามารถทำให้การเพาะปลูกพืชที่พึ่งน้ำฝนล้มเหลวได้ องค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งนี้สามารถตรวจจับได้จากอวกาศ ข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลองพื้นผิวโลกจะช่วยเป็นฐานให้กับระบบติดตามภัยแล้งในภาคเกษตรกรรม ระบบเหล่านี้ใช้ในการเตือนถึงทุกภิกขภัยและลดความเสี่ยงในภูมิภาคที่ไร้ซึ่งความมั่นคงทางอาหาร

แผนที่ด้านบนแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผิดแผกไปของความชื้นในดินในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 แสดงถึงความแห้งแล้งและส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกพืชอย่างไร พื้นที่สีเขียวแสดงถึงปริมาณความชื้นในดินชั้นบนที่มีมากกว่าระดับปกติในเดือนเมษายน ส่วนบริเวณสีแดงแสดงปริมาณความชื้นในดินที่มีน้อยกว่า

ความชื้นในดินที่ต่ำนั้นเกิดขึ้นทั่วทั้งเขตจะงอยแห่งแอฟริกา(the Horn of Africa) หนึ่งในภูมิภาคที่เป็นเป้าหมายของเครือข่ายเตือนภัยด้านทุพภิกขภัย(the Famine Early Warning System Network, FEWS NET) ความแห้งแล้งนั้นมาจากปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติในช่วงฤดูฝน(Gu) สองคาบที่ผ่านมา ข้อมูลจาก FEWS NET ปริมาณฝน Gu ในช่วงเดือนพฤษภาคมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งจากระดับปกติของฤดูฝน (เมษายนถึงมิถุนายน) ตามมาด้วยฤดูแล้ง(Deyr) ช่วงที่มีฝนน้อยมาก(ตุลาคมและพฤศจิกายน)

ในโซมาเลีย การตกของฝนกระจายเป็นจุดๆ มีสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอยู่สองสามแห่งในทางตอนเหนือที่เก็บข้อมูลในเดือนเมษายน รายงานของ FAO มีคนมากกว่า 2 ล้านที่อาจเจอกับความอดหยากหิวโหยขึ้นรุนแรงในช่วงเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2562

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โซมาเลียต้องเจอกับภัยแล้งยาวนาน ฝนทิ้งช่วงและไม่มีน้ำเพียงพอการเพาะปลูกและการปศุสัตว์ ภัยแล้งช่วงปี พ.ศ. 2559-2560 ทำให้ผลผลิตการเกษตรล้มเหลวครั้งใหญ่ ปศุสัตว์ล้มตาย และการอพยพหนีภัยแล้งของคนนับแสน

FEWS NET รายงานว่า โซมาเลียจะไปถึงขั้น “ภัยฉุกเฉิน” ของความไม่มั่นคงทางอาหาร ลำดับที่สี่ของห้าช่วง ตำ่กว่า“ทุพภิกขภัย” ช่วงที่สามคือ “วิกฤต” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเอธิโอเปีย โซมาเลีย เคนยาและยูกันดา

NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using data from the Famine Early Warning Systems Network (FEWS NET) and the U.S. Geological Survey. Story by Kathryn Hansen.