สะตึงเซน(Stung Sen)แห่งโตนเลสาปขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแล้ว

4 พฤศจิกายน 2561

10 เมษายน 2561

ฝนในฤดูกาลแห่งมรสุมทิ้งให้บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีน้ำขัง ภาพแรกแสดงสภาพของพื้นที่ในไทยและกัมพูชาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 หลังจากน้ำไหลบ่าจากแม่น้ำและทะเลสาปและทำให้พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ภาพที่สองถ่ายในวันที่ 10 เมษายน 2561 เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมสีผสมเท็จ(false-color images) ทั้งสองภาพได้มาจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เป็นภาพที่มาจากแสงอินฟาเรดและแสงที่มองเห็นได้ซึ่งทำให้ง่ายต่อการระบุพื้นที่ที่มีน้ำท่วม พื้นที่ที่มีน้ำมีสีฟ้าเข้มไปถึงสีดำ พืชพรรณเป็นสีเขียวสด เมฆเป็นสีฟ้า และพื้นที่โล่งเป็นสีน้ำตาล

ในกัมพูชา ฝนตามฤดูกาลทำให้ระดับน้ำเอ่อท้นแม่น้ำโขงและและแผ่กระจายในที่ราบน้ำท่วมถึง มากบ้างน้อยบ้างในบางปี จากการรายงานข่าว มีปรากฏการณ์ฝนสลับแล้งในช่วงฤดูฝนของปี 2561 ทั่วทั้งกัมพูชา ส่งผลต่อการผลิตทางเกษตรกรรม

น้ำท่วมตามฤดูกาลยังมีความสำคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้ำของโตนเลสาป เหล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ ในเดือนพฤศจิกายน 2561 สะตึงเซน(Stung Sen) พื้นที่ชุ่มน้ำชายขอบโตนเลสาปได้รับการขึ้นทะเบียนในแรมซาร์ไซต์—พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ

พื้นที่น้ำท่วมยังปรากฏให้เห็นใกล้ๆ กรุงเทพฯ ในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทางตอนใต้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร มีนำ้ท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลังจากมีฝนตกหนักในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Kathryn Hansen.

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly

มวลน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในคาบสมุทรแอนตาร์กติก

TabularBerg_pho_2018289_lrg

ปฏิบัติการ Operation IceBridge ของนาซาซึ่งเป็นภารกิจการบินเหนือขั้วโลกทั้งสองประจำปีนับเป็นปีที่ 10 ที่เป็นภารกิจบินเหนือแอนตาร์ติก ในวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา นักวิจัยทำการบินเหนือคาบสมุทรแอนตาร์ติกเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งตามแนวชายฝั่ง

Jeremy Harbeck นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งในทะเลจาก NASA’s Goddard Space Flight Center ถ่ายภาพยอดภูเขาน้ำแข็งรูปทรงสี่เหลื่ยมผืนผ้าที่ลอยอยู่ท่านกลางทะเลน้ำแข็งไม่ห่างจากหิ้งน้ำแข็ง  Larsen C นาซาไอซ์(NASA ICE) เขียนทวิตว่า: “มุมตรงและผิวเรียบของยอดภูเขาน้ำแข็งนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการละลายของหิ้งน้ำแข็งเมื่อไม่นานมานี้”

Screen Shot 2561-10-31 at 08.42.33

ยอดภูเขาน้ำแข็งอยู่ในบริเวณเขตภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่า A-68A  ซึ่งแตกออกจากหิ้งน้ำแข็ง ในเดือนกรกฎาคม 2560 และภูเขาน้ำแข็ง A-68A ก็แตกทะลายอยู่เรื่อยๆ จากการผุดขึ้นของ Bawden ice ซึ่งเป็นหินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งใกล้ๆ กับขอบของหิ้งน้ำแข็ง Larsen C  การชนกันของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่เข้ากับบริเวณที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทำให้มวลน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นรูปทรงเรขาคณิต มวลน้ำแข็งรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้มีความกว้าง 900 เมตร ยาว 1,500 เมตร

แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/92937/a-neat-slice-of-ice-in-antarctica Photograph by NASA/Jeremy Harbeck. Caption by Kathryn Hansen.

อุทกภัยแห่งศตวรรษในอินเดีย

india_mrg_2018230

สายฝนแห่งฤดูมรสุมถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรัฐเคลาราของอินเดียนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) เหตุเริ่มจากปริมาณฝนที่เทลงมาในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 มีผู้คนนับล้านต้องอพยพ อีกหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสีย บ้านเรือนเสียหายราว 50,000 หลัง ถือเป็นการตกของฝนที่มีปริมาณมากที่สุดของรัฐเคลาราในฤดูมรสุมนี้

ภาพบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในรัฐเคราลาเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม และไปถึงระดับสูงผิดปกติระหว่างวันที่ 8 และ 16 สิงหาคม นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้รับการตกของฝนมากกว่าร้อยละ 42เทียบกับปริมาณการตกตามปกติในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง 20 วันแรกของเดือนสิงหาคม รัฐเคราลามีฝนตกมากขึ้นร้อยละ 164 มากกว่าปริมาณการตกของฝนตามปกติ

ฝนยังตกแบบถล่มถลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาคตะวันตกของเมียนมาร์เจอกับฝนที่กระหน่ำลงมาในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมและเดือนสิงหาคม ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คน 150,000 คน ต้องอพยพในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ30 ปี ระดับน้ำในแม่น้ำ Bago และ Sittaung เพิ่มสูงที่สุดในรอบ 50 ปี แม่น้ำ Sittaung มีระดับสูง 7 ฟุต เกินระดับปลอดภัยของพื้นที่

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในเมียนมาเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม

ข้อมูลข้างต้นมาจากเครื่องมือวัด Integrated Multi-Satellite Retrievals (IMERG) ภายใต้ภารกิจ Global Precipitation Measurement (GPM) ดาวเทียม GPM เป็นหัวใจสำคัญของการสังเกตการณ์การตกของฝนรวมถึงเครื่องมือวัดจาก Nasa องค์กรสำรวจอวกาศของญี่ปุ่นและองค์ระดับประเทศและสากลอีก 5 หน่วย การวัดปริมาณการตกของฝนภาคพื้นดินอาจมีระดับที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kasha Patel.

ว่าด้วยละอองลอย(Aerosol)บนโลก

atmosphere_geo5_2018235

asia_geo5_2018235หายใจลึกๆ ถึงแม้ว่าอากาศจะดูแจ่มใส มันเกือบแน่นอนว่าเราได้หายใจเอาอนุภาคของแข็งและละอองของเหลวเข้าไป สสารที่มีอยู่ทั่วไปนี้รู้จักกันในชื่อ “ละอองลอย(aerosols) ซึ่งพบได้ทุกหนทุกแห่งในอากาศเหนือผิวมหาสมุทร ทะเลทราย เขตเทือกเขา ผืนป่า ทุ่งน้ำแข็งและระบบนิเวศทุกๆ แห่งระหว่างนั้น

หากเราเคยเห็นควันที่กระจายปกคลุมจากการเกิดไฟป่า เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟและฝุ่นละอองในสายลม ที่เราเห็นนั่นแหละคือละอองลอย เครื่องมือวัดบนดาวเทียมหลายดวง เช่น  Terra, Aqua, Aura, and Suomi NPP  ก็เห็น (see) ละอองลอยเหล่านี้ด้วย โดยเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงสูงจากพื้นผิวโลกนับร้อยกิโลเมตร แบบจำลองของ Nasa ที่เรียกว่า Goddard Earth Observing System Forward Processing (GEOS FP) ทำให้เราได้ภาพที่ครอบคลุมของละอองลอยที่กระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศโลก

ภาพด้านบนเป็นผลของแบบจำลอง GEOS FP ในวันที่  23 สิงหาคม 2561 ในวันดังกล่าว มีแนวควันขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือและแอฟริกา พายุหมุนเขตร้อนสามลูกเคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และกลุ่มก้อนของฝุ่นขนาดใหญ่ลอยอยู่ในทะเลทรายของแอฟริกาและเอเชีย สามารถมองเห็นพายุได้ชัดในขดขนาดยักษ์ของเกลือทะเล (sea salt aerosol)แสดงเป็นสีฟ้าโดยมีลมยกตัวขึ้นสู่อากาศเป็นส่วนหนึ่งของสเปร์ยทะเล(sea spray) เขม่าดำ(Black carbon) (แสดงเป็นสีแดง)เป็นอนุภาคที่เกิดจากการเปาไหม้ การสันดาปของเครื่องยนต์และการปล่อยจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ส่วนอนุภาคที่แบบจำลองได้จำแนกว่าเป็น “ฝุ่น” นั้นแสดงเป็นสีม่วง ภาพด้านบนยังแสดงถึงชั้นของข้อมูลแสงกลางคืน(night light data) ที่บันทึกโดยเครื่องมือวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองต่างๆ

หมายเหตุ : ละอองลอยในภาพสองภาพด้านบนไม่ได้เป็นตัวแทนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมโดยตรง แบบจำลอง GEOS FP เป็นเช่นเดียวกับแบบจำลองอากาศและสภาพภูมิอากาศทุกแบจำลอง กล่าวคือมีการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่นำเสนอถึงกระบวนการทางกายภาพเพื่อคำนวณว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในชั้นบรรยากาศในวันที่ 23 สิงหาคม การวัดคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ละอองลอย และกระแสลม เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำและป้อนเข้าไปในแบบจำลองเพื่อทำการจำลองสภาพจริงของโลกให้ดีขึ้น

ข้อมูลบางส่วนมาจากการทำงานของดาวเทียม และข้อมูลอื่นๆ มาจากการเก็บรวบรวมโดยเครื่องมือวัดภาคพื้นดิน ข้อมูล Fire radiative power มาจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua และ Terra นั้นเป็นข้อมูลดาวเทียมชุดหนึ่งที่นำมาใช้ในแบบจำลองโดยตรง

เหตุการณ์ที่ปรากฎอยู่ในภาพด้านบนนั้นเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงในภาคพื้นดิน ในวันที่ 23 สิงหาคม ชาวเกาะฮาวายต้องเผชิญกับพายุฝนที่กระหน่ำนำไปสู่น้ำท่วมและดินถล่มเมื่อพายุเฮอริเคนเลน  (Hurricane Lane) เข้าถล่ม ในขณะที่พายุหมุนเขตร้อนสองลูกคือ โซลิก(Soulik) และชิมารอน(Cimaron)พัดเข้าจ่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แนวควันที่ลอยอยู่เหนือแอฟริกาตอนกลางเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล(seasonal occurrence) ส่วนใหญ่เกิดจากการแผ้วถางพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ควันไฟที่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือมาจากไฟป่าขนาดใหญ่ในแคนาดา (Canada) และสหรัฐอเมริกา(the United States).

อ่านเพิ่มเติม :

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using GEOS data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Adam Voiland.

แสงแห่งชวา

ภาพถ่ายกลางคืนแนวเฉียงของหมู่เกาะชวา อินโดนีเซียโดยนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ จากการที่ชายฝั่งเรืองรองไปด้วยแสงของเมือง หมู่เกาะชวาโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของมหาสมุทรอินเดีย เกาะชวาเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ด้วยประชากรกว่า 141 ล้านคน เกาะชวาจึงเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก

ชวาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซุนดาซึ่งเป็นแนวเขตภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่ก่อตัวเป็นแนวหมู่เกาะ ภูเขาไฟเป็นบริเวณที่จำกัดการขยายตัวของพื้นที่ประชากรแน่นหนาและสามารถแยกแยะได้ชัดเจนในช่วงเวลากลางคืนจากขอบดำที่รายรอบไปด้วยแสงของเมือง หมู่เกาะที่มีประชากรหนาแน่นเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปะทุของภูเขาไฟ แผ่นดินไหวและสึนามิอันเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกของแผ่นดินที่ก่อตัวเป็นเกาะแก่ง

เขตเมืองที่ส่องสว่างมากที่สุดในยามค่ำคืนคือสุราบายา เมืองหลวงของชวาตะวันออก ซึ่งเป็นเมืองท่าและเมืองใหญ่เป็นอันดับสองบนเกาะชวา ท่าเรือ Tanjung Perak ที่สุราบายาเป็นท่าเรือที่จอแจมากที่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย เรือเข้าออกท่าโดยขนส่งสินค้า 33 ล้านตันและผู้โดยสาร 9 ล้านคนต่อปี แสงที่เป็นจุดและเป็นกลุ่มๆ รอบๆ เกาะชวาคือแสงของเรือเดินสมุทรและเรือประมง เรือประมงใช้แสงไฟสีต่างๆ เพื่อล่อปลา หมึกและแพลงตอน

หมายเหตุ:ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ(Astronaut photograph ISS056-E-6994) ได้มาในวันที่ 9 มิถุนายน 2561 โดยใช้กล้องดิจิตอล Nikon D5 digital ที่มีเลนส์ 28 มม.

แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/92666/lights-of-java

แม่น้ำกว้างขึ้น The Water is Wider

https://earthobservatory.nasa.gov/images/92432/the-water-is-wider

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องแม่น้ำจะใช้การวัดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำ (discharge) มีการศึกษาไม่มากนัก ถึงแม้ว่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง คือพื้นที่พื้นผิวของแม่น้ำทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจเรื่องคาร์บอนไดออกไซด์(carbon dioxide)เคลื่อนย้ายระหว่างแม่น้ำและบรรยากาศอย่างไร

ในการคำนวณหาพื้นที่แม่น้ำ นักวิทยาศาสตร์ต้องรู้ความยาวและความกว้างของแม่น้ำทั้งหมด จากต้นน้ำแคบๆ ถึงปากแม่น้ำที่มีความกว้างหลายกิโลเมตร ในบางพื้นที่ มันง่ายที่นักอุทกศาสตร์จะลงพื้นที่เพื่อวัดความกว้างของแม่น้ำได้อย่างถูกต้อง แต่แม่น้ำหลายสายโดยเฉพาะในเขตอาร์คติกและผืนป่าเขตร้อนอันห่างไกลนั้นยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง ยังมีปัญหาจากการที่ความกว้างของแม่น้ำหลายสายมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและสภาพอากาศ

George Allenนักภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Texas A&M กล่าวว่า “การใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat ทำให้เราจัดการกับประเด็นนี้ได้” การทำงานร่วมกับ Tamlin Pavelsky ที่มหาวิทยาลัย North Carolina Allen ได้พัฒนาฐานข้อมูลระดับโลกเรื่องความกว้างของแม่น้ำ (global database of river widths)ของแม่น้ำขนาดใหญ่จากภาพถ่ายดาวเทียมราวๆ 7,300 ภาพที่รวบรวมในรอบหลายปีที่ผ่านมา ในการได้มาซึ่งการวัดที่เที่ยงตรงที่สุด ภาพถ่ายดาวเทียมทุกภาพจะบันทึกเมื่อแม่น้ำมีปริมาณการไหลผ่านจุดใดจุดหนึ่งที่เป็นค่าเฉลี่ย ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งนักวิจัยจะรู้จากเครือข่ายสถานีวัดระดับน้ำทั่วโลกที่ติดตามการระบายน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ทั่วโลก

แผนทีด้านบนสุด ความกว้างของเส้นแสดงความกว้างของแม่น้ำ ตามที่ระบุไว้ในแผนที่แม่น้ำ Lena โครงข่ายของแม่น้ำประกอบด้วยสาขาแม่น้ำเล็กๆ ที่เติมน้ำให้กับแม่น้ำสายหลัก ในขณะที่ เทคนิคของ Allen วัดแม่น้ำสายกว้าง(อย่างน้อยที่สุด 90 เมตร)ได้อย่างถูกต้องที่สุด เขายังได้พัฒนาแบบจำลอง(developed a model)ในการประเมินความกว้างของแม่น้ำสายเล็กๆ

มีความพยายามอยู่บ้างในการประมาณความกว้างของแม่น้ำทุกสายในโลก ความพยายามต่างๆ นั้นใช้แบบจำลองและการคาดประมาณมากกว่าการวัดจริงๆ การใช้เทคนิคภาพถ่ายดาวเทียม Landsat เพื่อประมวลว่าพื้นผิวโลกนั้นมีแม่น้ำปกคลุมอยู่เท่าไร Allen และ Pavelsky คิดออกมาด้วยจำนวนที่มหาศาลอย่างน่าประหลาดใจ : 773,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ใหญ่กว่ารัฐเท็กซัส ตัวเลขนี้คิดเป็นราวร้อยละ 0.5 ของพื้นผิวน้ำแข็งที่ปกคลุมโลก หรือเกือบสองเท่าของจำนวนที่มีการคำนวณในการประเมินก่อนหน้านี้ best previous estimate

แผนที่ด้านล่างแสดงพื้นผิวของแม่น้ำในลุ่มน้ำทั่วโลก แม่น้ำพรหมบุตรในอินเดียและบังคลาเทศ แม่น้ำอเมซอนในบราซิล และแม่น้ำเลน่าในรัสเซียเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่กว้างที่สุด และเครือข่ายแม่น้ำครอบคลุมพื้นผิวที่กว้างที่สุด

Allen and Pavelsky ยังพบพื้นผิวแม่น้ำที่มากขึ้นในเขตอาร์กติกเนื่องจากแผนที่ภูมิประเทศของเขตอาร์กติกที่ใช้ในการประเมินก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด พวกเขายังพบพื้นที่แม่น้ำมากขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการพัฒนาและพื้นที่แม่น้ำน้อยลงในพื้นที่ที่มีการพัฒนามากขึ้น โดยระบุว่า “นี่เป็นเพราะการผันน้ำ อย่างเช่นการสร้างเขื่อน การชลประทานและคันกั้นน้ำ จะลดปริมาณน้ำในแม่น้ำ”

คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนและก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เคลื่อนย้ายไปตามธรรมชาติจากแม่น้ำสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำและเขตภูเขาที่มีเกาะแก่งและน้ำตก ความเข้าใจการมีส่วนในการปล่อยมีความสำคัญต่อนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจถึงการหมุนเวียนของคาร์บอนในบรรยากาศ ชุดข้อมูลใหม่มีการใช้โดยหลายภาคส่วน มีการนำไปใช้ในการปรับปรุงแบบจำลองน้ำท่วมและการจำแนกพื้นที่ผิวน้ำของทะเลสาบ คลองและแม่น้ำได้อย่างถูกต้อง Allen ยังคาดว่ามันจะเป็นชุดข้อมูลหลักในการแปลผลข้อมูลจากดาวเทียม Surface Water and Ocean Topography (SWOT) ที่จะมีขึ้นขององค์การนาซาอีกด้วย โดยจะเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงความสูงของแม่น้ำและทะเลสาบทั่วโลก

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from Allen, G. H., & Pavelsky, T. M. (2018). Story by Adam Voiland.