วิวล้านไมล์ของหมอกควันไฟป่าในแคนาดา

May 30, 2019

หมอกควันจากไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่างๆของแคนาดานั้นมีความหนาทึบและแผ่กระจายกว้างออกไปโดยสามารถเห็นได้ชัดเจนในระยะ 1.5 ล้านกิโลเมตร(1 ล้านไมล์) จากผิวโลก ภาพจากกล้อง Earth Polychromatic Imaging Camera (EPIC) บนดาวเทียม DSCOVR ของ NOAA จับภาพนี้ไว้ได้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เมื่อกระแสหมอกควันกระจายออกไปทางตะวันออกทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา รัฐซัสแคตเชวัน และรัฐแมนิโทบา

แหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดของหมอกควันคือไฟป่าที่ Chuckegg Creek ซึ่งเกิดไฟมาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 กระแสลมแรงและสภาวะแห้งแล้งทำให้ไฟป่าขยายตัวในวันที่ 29 พฤษภาคม ทางการแคนาดาต้องออก คำสั่งอพยพ ประชาชนราว 1 หมื่นคน ในวันที่ 31 พฤษภาคม รัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่า ยังไม่สามารถควบคุมไฟป่าอีกเก้าพื้นที่ ไฟป่าใน 5 พื้นที่อยู่ในการควบคุม(ไม่ขยายวงกว้างออกไปจากที่เป็นอยู่) และอีก 10 พื้นที่ สามารถจัดการได้แล้ว

การเกิดไฟที่เข้มข้นทำให้เกิด เมฆ pyrocumulus ซึ่งพาหมอกควันไฟป่ายกตัวลอยขึ้นไปในบรรยากาศระดับสูงที่ซึ่งมีกระแสลมแรงและเคลื่อนย้ายให้หมอกควันกระจายในระยะทางไกล ข้อแนะนำเรื่องคุณภาพอากาศฉบับพิเศษ ของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแคนาดา(Environment Canada) ในวันที่ 31 พฤษภาคม ระบุว่าประชาชนที่อาศัยทางตอนเหนือ ตอนกลางและตอนใต้ของรัฐอัลเบอร์ตาต้องเจอกับอากาศแย่และทัศนวิสัยที่เลวร้าย นำไปสู่อาการเจ็บป่วย เช่น ไอจาม เจ็บคอ ปวดหัว หรือหายใจลำบาก เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ

การที่ฝุ่นละออง มีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ในอากาศที่เต็มไปด้วยหมอกควันไฟป่าในพื้นที่เกือบทั่วทั้งรัฐอัลเบอร์ตา ประชาชนต้องเผชิญกับท้องฟ้าขมุกขมัวเป็นสีแดง Matt Albers จากกรมอุตุนิยมวิทยาแคนาดากล่าวว่า “ที่เมือง Edmonton เหมือนกับว่าเราอยู่บนดาวอังคาร”

NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using data from DSCOVR EPIC Story by Adam Voiland.

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี the Irrawaddy Delta

โดยการใช้เลนส์สั้นเพื่อให้ได้ภาพมุมกว้าง นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ (the International Space Station-ISS) โฟกัสไปยังพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่มีความกว้าง 100 ไมล์ แม่น้ำอิระวดีเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยมีย่างกุ้ง เมืองหลวงเดิมและเมืองท่าหลักตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลบนแม่น้ำสาขาหลัก

พื้นที่ที่สว่างใกล้ๆ กับชายฝั่งคือแสงจากดวงอาทิตย์(sunglint point) ที่สะท้อนผ่านกล้อง นักบินอวกาศใช้เทคนิคตามแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เพื่อเน้นรายละเอียดของชายฝั่งทะเล

แม่น้ำอิระวดีไหลลงทะเลอันดามัน นำพาตะกอนและโคลนปริมาณมหาศาลซึ่งทำให้น้ำเปลี่ยนสีที่บริเวณปากแม่น้ำ

หมู่เกาะอันดามันวางตัวเป็นแนวกับหมู่เกาะนิโคบาร์ (ใต้เมฆด้านซ้ายบนของภาพ) ตามแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก ระหว่างเปลือกโลกอินเดีย(the Indian Plate)และเปลือกโลกพม่า(the Burma Plate) หมู่เกาะอ้นดามันประสบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขนาด 9.0 ในเดือนธันวาคม 2547

ภาพถ่ายของนักบินอวกาศ ISS058-E-25364 บันทึกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ด้วยกล้องดิจิตอล Nikon D5 เลนส์ 24 มม. โดยสมาชิก ลูกเรือ Expedition 58

สถานีอวกาศนานาชาติ ช่วยในเรื่อง ห้องปฏิบัติการทดลอง เพื่อให้นักบินอวกาศถ่ายภาพพื้นผิวโลกที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักวิทยาศาสตร์และสาธารณะชนและภาพถ่ายเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เนตโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เราสามารถเข้าไปดูภาพถ่ายเพิ่มเติมได้ที่  Gateway to Astronaut Photography of Earth

สะตึงเซน(Stung Sen)แห่งโตนเลสาปขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแล้ว

4 พฤศจิกายน 2561

10 เมษายน 2561

ฝนในฤดูกาลแห่งมรสุมทิ้งให้บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีน้ำขัง ภาพแรกแสดงสภาพของพื้นที่ในไทยและกัมพูชาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 หลังจากน้ำไหลบ่าจากแม่น้ำและทะเลสาปและทำให้พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ภาพที่สองถ่ายในวันที่ 10 เมษายน 2561 เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างก่อนฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมสีผสมเท็จ(false-color images) ทั้งสองภาพได้มาจากเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เป็นภาพที่มาจากแสงอินฟาเรดและแสงที่มองเห็นได้ซึ่งทำให้ง่ายต่อการระบุพื้นที่ที่มีน้ำท่วม พื้นที่ที่มีน้ำมีสีฟ้าเข้มไปถึงสีดำ พืชพรรณเป็นสีเขียวสด เมฆเป็นสีฟ้า และพื้นที่โล่งเป็นสีน้ำตาล

ในกัมพูชา ฝนตามฤดูกาลทำให้ระดับน้ำเอ่อท้นแม่น้ำโขงและและแผ่กระจายในที่ราบน้ำท่วมถึง มากบ้างน้อยบ้างในบางปี จากการรายงานข่าว มีปรากฏการณ์ฝนสลับแล้งในช่วงฤดูฝนของปี 2561 ทั่วทั้งกัมพูชา ส่งผลต่อการผลิตทางเกษตรกรรม

น้ำท่วมตามฤดูกาลยังมีความสำคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้ำของโตนเลสาป เหล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ ในเดือนพฤศจิกายน 2561 สะตึงเซน(Stung Sen) พื้นที่ชุ่มน้ำชายขอบโตนเลสาปได้รับการขึ้นทะเบียนในแรมซาร์ไซต์—พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ

พื้นที่น้ำท่วมยังปรากฏให้เห็นใกล้ๆ กรุงเทพฯ ในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทางตอนใต้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร มีนำ้ท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลังจากมีฝนตกหนักในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Kathryn Hansen.

ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลก

อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน

ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์เฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านบนแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000-2008 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า การบันทึกข้อมูลรวบรวมโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน

ดูเพิ่มเติม ดาวน์โหลด หรือวิเคราะห์ข้อมูลจาก NASA Earth Observations (NEO) มากขึ้นได้ที่
Land Surface Temperature Anomaly

มวลน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในคาบสมุทรแอนตาร์กติก

TabularBerg_pho_2018289_lrg

ปฏิบัติการ Operation IceBridge ของนาซาซึ่งเป็นภารกิจการบินเหนือขั้วโลกทั้งสองประจำปีนับเป็นปีที่ 10 ที่เป็นภารกิจบินเหนือแอนตาร์ติก ในวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา นักวิจัยทำการบินเหนือคาบสมุทรแอนตาร์ติกเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งตามแนวชายฝั่ง

Jeremy Harbeck นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งในทะเลจาก NASA’s Goddard Space Flight Center ถ่ายภาพยอดภูเขาน้ำแข็งรูปทรงสี่เหลื่ยมผืนผ้าที่ลอยอยู่ท่านกลางทะเลน้ำแข็งไม่ห่างจากหิ้งน้ำแข็ง  Larsen C นาซาไอซ์(NASA ICE) เขียนทวิตว่า: “มุมตรงและผิวเรียบของยอดภูเขาน้ำแข็งนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการละลายของหิ้งน้ำแข็งเมื่อไม่นานมานี้”

Screen Shot 2561-10-31 at 08.42.33

ยอดภูเขาน้ำแข็งอยู่ในบริเวณเขตภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่า A-68A  ซึ่งแตกออกจากหิ้งน้ำแข็ง ในเดือนกรกฎาคม 2560 และภูเขาน้ำแข็ง A-68A ก็แตกทะลายอยู่เรื่อยๆ จากการผุดขึ้นของ Bawden ice ซึ่งเป็นหินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งใกล้ๆ กับขอบของหิ้งน้ำแข็ง Larsen C  การชนกันของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่เข้ากับบริเวณที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทำให้มวลน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นรูปทรงเรขาคณิต มวลน้ำแข็งรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้มีความกว้าง 900 เมตร ยาว 1,500 เมตร

แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/92937/a-neat-slice-of-ice-in-antarctica Photograph by NASA/Jeremy Harbeck. Caption by Kathryn Hansen.

อุทกภัยแห่งศตวรรษในอินเดีย

india_mrg_2018230

สายฝนแห่งฤดูมรสุมถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรัฐเคลาราของอินเดียนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) เหตุเริ่มจากปริมาณฝนที่เทลงมาในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 มีผู้คนนับล้านต้องอพยพ อีกหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสีย บ้านเรือนเสียหายราว 50,000 หลัง ถือเป็นการตกของฝนที่มีปริมาณมากที่สุดของรัฐเคลาราในฤดูมรสุมนี้

ภาพบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในรัฐเคราลาเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม และไปถึงระดับสูงผิดปกติระหว่างวันที่ 8 และ 16 สิงหาคม นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้รับการตกของฝนมากกว่าร้อยละ 42เทียบกับปริมาณการตกตามปกติในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง 20 วันแรกของเดือนสิงหาคม รัฐเคราลามีฝนตกมากขึ้นร้อยละ 164 มากกว่าปริมาณการตกของฝนตามปกติ

ฝนยังตกแบบถล่มถลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาคตะวันตกของเมียนมาร์เจอกับฝนที่กระหน่ำลงมาในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมและเดือนสิงหาคม ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คน 150,000 คน ต้องอพยพในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ30 ปี ระดับน้ำในแม่น้ำ Bago และ Sittaung เพิ่มสูงที่สุดในรอบ 50 ปี แม่น้ำ Sittaung มีระดับสูง 7 ฟุต เกินระดับปลอดภัยของพื้นที่

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในเมียนมาเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม

ข้อมูลข้างต้นมาจากเครื่องมือวัด Integrated Multi-Satellite Retrievals (IMERG) ภายใต้ภารกิจ Global Precipitation Measurement (GPM) ดาวเทียม GPM เป็นหัวใจสำคัญของการสังเกตการณ์การตกของฝนรวมถึงเครื่องมือวัดจาก Nasa องค์กรสำรวจอวกาศของญี่ปุ่นและองค์ระดับประเทศและสากลอีก 5 หน่วย การวัดปริมาณการตกของฝนภาคพื้นดินอาจมีระดับที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kasha Patel.

ว่าด้วยละอองลอย(Aerosol)บนโลก

atmosphere_geo5_2018235

asia_geo5_2018235หายใจลึกๆ ถึงแม้ว่าอากาศจะดูแจ่มใส มันเกือบแน่นอนว่าเราได้หายใจเอาอนุภาคของแข็งและละอองของเหลวเข้าไป สสารที่มีอยู่ทั่วไปนี้รู้จักกันในชื่อ “ละอองลอย(aerosols) ซึ่งพบได้ทุกหนทุกแห่งในอากาศเหนือผิวมหาสมุทร ทะเลทราย เขตเทือกเขา ผืนป่า ทุ่งน้ำแข็งและระบบนิเวศทุกๆ แห่งระหว่างนั้น

หากเราเคยเห็นควันที่กระจายปกคลุมจากการเกิดไฟป่า เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟและฝุ่นละอองในสายลม ที่เราเห็นนั่นแหละคือละอองลอย เครื่องมือวัดบนดาวเทียมหลายดวง เช่น  Terra, Aqua, Aura, and Suomi NPP  ก็เห็น (see) ละอองลอยเหล่านี้ด้วย โดยเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงสูงจากพื้นผิวโลกนับร้อยกิโลเมตร แบบจำลองของ Nasa ที่เรียกว่า Goddard Earth Observing System Forward Processing (GEOS FP) ทำให้เราได้ภาพที่ครอบคลุมของละอองลอยที่กระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศโลก

ภาพด้านบนเป็นผลของแบบจำลอง GEOS FP ในวันที่  23 สิงหาคม 2561 ในวันดังกล่าว มีแนวควันขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือและแอฟริกา พายุหมุนเขตร้อนสามลูกเคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และกลุ่มก้อนของฝุ่นขนาดใหญ่ลอยอยู่ในทะเลทรายของแอฟริกาและเอเชีย สามารถมองเห็นพายุได้ชัดในขดขนาดยักษ์ของเกลือทะเล (sea salt aerosol)แสดงเป็นสีฟ้าโดยมีลมยกตัวขึ้นสู่อากาศเป็นส่วนหนึ่งของสเปร์ยทะเล(sea spray) เขม่าดำ(Black carbon) (แสดงเป็นสีแดง)เป็นอนุภาคที่เกิดจากการเปาไหม้ การสันดาปของเครื่องยนต์และการปล่อยจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ส่วนอนุภาคที่แบบจำลองได้จำแนกว่าเป็น “ฝุ่น” นั้นแสดงเป็นสีม่วง ภาพด้านบนยังแสดงถึงชั้นของข้อมูลแสงกลางคืน(night light data) ที่บันทึกโดยเครื่องมือวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองต่างๆ

หมายเหตุ : ละอองลอยในภาพสองภาพด้านบนไม่ได้เป็นตัวแทนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมโดยตรง แบบจำลอง GEOS FP เป็นเช่นเดียวกับแบบจำลองอากาศและสภาพภูมิอากาศทุกแบจำลอง กล่าวคือมีการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่นำเสนอถึงกระบวนการทางกายภาพเพื่อคำนวณว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในชั้นบรรยากาศในวันที่ 23 สิงหาคม การวัดคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ละอองลอย และกระแสลม เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำและป้อนเข้าไปในแบบจำลองเพื่อทำการจำลองสภาพจริงของโลกให้ดีขึ้น

ข้อมูลบางส่วนมาจากการทำงานของดาวเทียม และข้อมูลอื่นๆ มาจากการเก็บรวบรวมโดยเครื่องมือวัดภาคพื้นดิน ข้อมูล Fire radiative power มาจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua และ Terra นั้นเป็นข้อมูลดาวเทียมชุดหนึ่งที่นำมาใช้ในแบบจำลองโดยตรง

เหตุการณ์ที่ปรากฎอยู่ในภาพด้านบนนั้นเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงในภาคพื้นดิน ในวันที่ 23 สิงหาคม ชาวเกาะฮาวายต้องเผชิญกับพายุฝนที่กระหน่ำนำไปสู่น้ำท่วมและดินถล่มเมื่อพายุเฮอริเคนเลน  (Hurricane Lane) เข้าถล่ม ในขณะที่พายุหมุนเขตร้อนสองลูกคือ โซลิก(Soulik) และชิมารอน(Cimaron)พัดเข้าจ่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แนวควันที่ลอยอยู่เหนือแอฟริกาตอนกลางเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล(seasonal occurrence) ส่วนใหญ่เกิดจากการแผ้วถางพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ควันไฟที่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือมาจากไฟป่าขนาดใหญ่ในแคนาดา (Canada) และสหรัฐอเมริกา(the United States).

อ่านเพิ่มเติม :

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using GEOS data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Adam Voiland.