สมมูลความเป็นพิษ Toxic Equivalents ของไดออกซิน

แม้ว่าหลายคนจะเกลียดการเรียนวิชาเคมีชั้นมัธยมปลาย ลองอ่านบทความสั้นนี้ อาจพบว่ามีความคุ้นเคยมากขึ้นกับศัพท์เทคนิคที่ดูน่ากลัวอย่าง เช่น 2,3,7,8 – เตตราคลอโรไดเบนโซไดออกซิน (2,3,7,8 – tetrachlorodibenzodioxin)

โมเลกุลพื้นฐานของสารเคมีที่มีลักษณะคล้ายไดออกซิน เรียกว่า เบนซีน (benzene) ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอน 6 อะตอมและไฮโดรเจน 6 อะตอม เชื่อมกันเป็นวงดังแผนภาพที่ 1โดยทั่วไป คาร์บอนและไฮโดรเจนถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ ดังนั้น วงแหวนของเบนซีนจะเป็นดังแผนภาพที่ 2

ไดออกซินและสารเคมีที่คล้ายไดออกซินประกอบด้วยวงแหวนของเบนซีน2วงต่อเข้าด้วยกันในแบบใดแบบหนึ่งในจำนวน3แบบ ดังแผนภาพที่ 3

ถ้ามีการต่อเข้าด้วยกันด้วยวงแหวนที่ครบทั้งหกมุมและมีออกซิเจน2 อะตอม ก็จะเป็นสารเคมีในตระกูลไดเบนโซไดออกซิน (di benzo di oxins) ถ้ามีการต่อเข้าด้วยกันด้วยวงแหวนเบนซีนที่มี5 มุมและมีออกซิเจน1อะตอม จะเรียกว่า ฟิวแรนส์ (di benzo furan) แต่ถ้าต่อเข้าด้วยกันตรง ๆ จะเรียกว่า ไบฟีนิลส์ (bi phynyls) ซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานของโพลีคลอริเนเตดไบฟีนิลส์ (Polychlorinated Biphynyls)หรือ PCBs ไดออกซินและฟิวแรนจะมีวงแหวนเบนซีน 3 วง แต่ไบฟีนิลส์จะมีเพียง 2 วง ดังแผนภาพที่ 3

มาพูดถึงสารประกอบคลอรีน เราสามารถย้ายอะตอมของไฮโดรเจนแต่ละอะตอมในวงแหวนเบนซีนออกได้ และนำเอาอะตอมของคลอรีนไปแทนที่ เพื่อให้รู้ว่าอะตอมของคลอรีนไปอยู่ที่ไหน เราจะกำหนดหมายเลขให้กับแต่ละโมเลกุลดังแผนภาพ ชื่อของโมเลกุลจะบอกตำแหน่งของคลอรีน เป็นต้นว่า 2,3,7,8-เตตราคลอโรไดเบนโซไดออกซินมีคลอรีน 4 ตัวที่ตำแหน่ง 2, 3, 7 และ8 ดังแผนภาพที่ 4

จำนวนของคลอรีน หรือ คลอโร จะระบุโดยคำที่ใช้นำหน้าดังที่อยู่ในตาราง จากตารางแสดงให้เห็นจำนวนของโมเลกุลที่จะมีการเกาะตัวกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนและการจัดเรียงตัวของคลอรีน ตัวอย่างเช่น คลอรีน 2 ตัว หรือเรียกว่าไดคลอโร สามารถจัดเรียงในโมเลกุลไดออกซินได้ 10 วิธี ดังนั้น จึงมีไดคลอโรไดเบนโซไดออกซิน (di chloro di benzo di oxin) 10 ตัวที่แตกต่างกัน รวมกันทั้งหมดแล้ว เราพบว่ามีสารประกอบไดออกซินที่แตกต่างกัน 75 ตัว สารประกอบฟิวแรนที่แตกต่างกัน 135 ตัว และสารประกอบพีซีบีที่แตกต่างกัน 209 ตัว

นิยามต่อไปนี้อาจทำให้เราพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารเคมีที่เกี่ยวข้องหลากหลายชนิดได้

Congener: จำนวนสมาชิกที่เฉพาะเจาะจงของกลุ่มสารประกอบชนิดเดียวกัน คลอริเนเตด ไดเบนโซไดออกซินมี 75 congener ไดเบนโซฟิวแรนมี 135 congener และพีซีบีมี 209 congener

Homologue : กลุ่มของสารประกอบที่คล้ายกันที่มีจำนวนคลอรีนเท่ากัน ไดคลอโรไดเบนโซไดออกซินมี 10 homologueไดคลอโรไดเบนโซฟิวแรนมี 16 homologueและพีซีบีมี 12 homologue

Isomer: เช่น 2,3 ไดคลอโร ไดเบนโซไดออกซินเป็น isomer ของไดคลอโรไดเบนโซไดออกซิน

โบรมีน(Bromine) เป็นสารประกอบที่ใกล้ชิดกับคลอรีน โดยที่ชุดของสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบสามารถแทนที่ด้วยคลอรีน เหตุการณ์ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สารป้องกันการเกิดเพลิงลุกไหม้ที่เรียกว่าโพลีโบรมิเนเตดไบฟีนิล (polybrominated biphenly) หรือ PBB ซึ่งปนเปื้อนในอาหารเลี้ยงสัตว์โดยบังเอิญและส่งผ่านไปยังวัวและนมวัว ทั้งสารเคมีที่มีคลอรีนหรือโบรมีนเป็นองค์ประกอบต่างก็มีความเป็นพิษ แต่สารประกอบคลอรีนเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันมากกว่า

สารเคมีเหล่านี้มิได้มีความเป็นพิษเท่าเทียมกันหมด ในกรณีของไดออกซินมีอยู่ 7 ตัวจากทั้งหมด 75ตัว ฟิวแรนมี 10 ตัวจากทั้งหมด 135 ตัว และพีซีบีมี 11 ตัวจากทั้งหมด209 ตัว ที่มีความเป็นพิษคล้ายกับไดออกซิน ปัจจัยสำคัญในแง่ของความเป็นพิษคือรูปร่างของสารเคมีซึ่งจะกำหนดว่ามีคลอรีนอยู่กี่ตัวและอยู่ที่ไหนในโครงสร้างของโมเลกุล

ความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างกับความเป็นพิษมาจากความจริงที่ว่า รูปร่างจะกำหนดถึงการเข้าไปแทรกซึมในโมเลกุลของโปรตีนตัวรับในเนื้อเยื่อของร่างกายสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่นในกรณีของ รูปร่างของพีซีบีซึ่งมีลักษณะแบนโดยวงแหวนเบนซีนทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกันซึ่งเรียกว่าcoplanar ซึ่งมีความเป็นพิษมากกว่าพีซีบีตัวอื่น ๆ

สมมูลความเป็นพิษ (Toxic Equivalents)

ดิน น้ำ อาหารอาจมีการปนเปื้อนไดออกซินที่อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นพิษไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินความเป็นพิษของสารที่มีลักษณะคล้ายไดออกซินที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นแล้ว การนำตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมมาทดสอบจะเปิดเผยให้เห็นเพียงความเสี่ยงที่เกิดจากไดออกซินในรูปแบบเดียวมากกว่าที่จะเปิดเผยผลกระทบโดยรวมของไดออกซินและสารที่มีลักษณะคล้ายไดออกซินที่ปรากฎอยู่ทั้งหมด องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA)จึงได้พัฒนาขั้นตอน2 ขั้นเพื่อกำหนด “สมมูลความเป็นพิษรวม(Total TEQ)” ที่มีอยู่ในตัวอย่างที่นำมาทดสอบ

ขั้นตอนแรก USEPAใช้สูตรในการแปลงความเป็นพิษของไดออกซินทุกรูปแบบให้เป็นหน่วยสมมูลความเป็นพิษ ขั้นตอนต่อมา นำเอาค่าสมมูลความเป็นพิษรวมเข้าด้วยกันเป็นสมมูลความเป็นพิษรวม

  • สมมูลความเป็นพิษ (TEQ)เท่ากับ (ความเข้มข้นของไดออกซิน) X(ค่าแฟคเตอร์ความเป็นพิษ)
  • สมมูลความเป็นพิษรวม (Total TEQ) เท่ากับ ผลรวมของสมมูลความเป็นพิษที่มีอยู่ในตัวอย่างที่นำมาทดสอบทั้งหมด

จากสูตรที่ใช้ในขั้นตอนแรก ไดออกซินที่มีความเป็นพิษมากที่สุดก็คือ 2,3,7,8-TCDD ซึ่งกำหนดให้มีค่าแฟคเตอร์สมมูลความเป็นพิษ (toxic equivalent factor) เป็น 1 ส่วนไดออกซินและฟิวแรนอีก 17 ตัว เราจะกำหนดให้มีค่าแฟคเตอร์ความเป็นพิษให้สัมพันธ์กับ 2,3,7,8-TCDD เช่น ไดออกซินตัวที่มีความเป็นพิษเป็นครึ่งหนึ่งของ 2,3,7,8-TCDD ก็จะมีสมมูลความเป็นพิษ 0.5 ดังแสดงในตารางที่ 2

เพื่อคำนวณหาสมมูลความเป็นพิษรวม เราจะนำเอาค่าความเข้มข้นของไดออกซินแต่ละตัวที่วัดได้ในตัวอย่างที่เก็บมาคูณด้วยค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษของไดออกซินตัวนั้นๆ ต่อจากนั้น นำเอาสมมูลความเป็นพิษของไดออกซินในแต่ละตัวอย่างมารวมเข้าด้วยกันเป็นความเข้มข้นของไดออกซินที่วัดได้ในหน่วย TEQ

ลองมาคำนวณหาปริมาณไดออกซินในตัวอย่างของเนื้อวัวบดที่เก็บมาทดสอบ เราตรวจพบความเข้มข้นของไดออกซินและฟิวแรน ดังที่ระบุในตารางแถวที่ 2 เราทราบถึงค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษดังที่ระบุในตารางแถวที่ 3 เราก็จะได้ค่าสมมูลความเป็นพิษ (TEQ) ของไดออกซินและฟิวแรนแต่ละตัวดังปรากฎในตารางแถวที่ 4  เมื่อเรารวมค่า TEQ แต่ละตัวเข้าด้วยกันเราจะได้ค่าสมมูลความเป็นพิษรวม (Total TEQ)

ผลจากการคำนวณ เนื้อวัวบดที่เราเก็บมาทดสอบมีค่าสมมูลความเป็นพิษรวม 1.5 ส่วนในล้านล้านส่วนของไดออกซินตัวที่มีความเป็นพิษมากที่สุด

ค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษจะใช้ใน 2 รูปแบบ ค่าเดิมกำหนดขึ้นโดยคณะทำงานเรื่องไดออกซินและสารประกอบที่เกี่ยวข้องขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ(NATO) และ Committee on Challenges of Modern Society(CCMS) ซึ่งเรียกว่า แฟกเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษสากล (International Toxic Equivalent Factor, I-TEF) ซึ่งใช้ในการคำนวณหาสมมูลของความเป็นพิษสากล(International Toxic Equivalent, I-TEQ)

ค่าแฟคเตอร์ของสมมูลความเป็นพิษอีกอันหนึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก และโครงการปลอดภัยทางเคมีนานาชาติ (International Program for Chemical Safety) เป็นการประเมินใหม่ของความเสี่ยงด้านสุขภาพจากไดออกซินในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ชาวเมือง Toledo รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาลงประชามติให้ทะเลสาบอีรี่( Lake Erie) หนึ่งในทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 ในทวีปอเมริกาเหนือมีสิทธิและสถานะบุคคลทางกฎหมาย

แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)
แพลงตอนบูมในทะเลสาบอีรี่ (ที่มา : NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Mike Carlowicz)

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.smithsonianmag.com/smart-news/toledo-ohio-just-granted-lake-erie-same-legal-rights-people-180971603/

ในช่วง 50 ปีท่ีผ่านมา เกิดแพลงตอนบูมเป็นประจำในช่วงฤดูร้อนในทะเลสาบอีรี่ แพลงตอนบูมจะขยายตัวในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเมื่ออุณหภูมิน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลสาบมีลักษณะเป็นชั้น แพลงตอนจะบูมสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน บางครั้งส่งผลกระทบต่อระบบการจ่ายน้ำประปาในเมืองที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

การผ่านประชามติที่มีข้อถกเถียงนี้นำไปสู่บัญญัติสิทธิ(Bill of Rights) สำหรับทะเลสาบอีรี่พื้นที่ 9,940 ตารางไมล์และได้รับสถานะในฐานะบุคคลที่มีสิทธิในการฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ

Sigal Samuel จากสำนักข่าว Vox ระบุว่าประชามตินี้ถือเป็นครั้งแรกของทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับสถานะทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในเมื่อเร็วๆ นี้

ตำนานของเรื่องราวสถานะบุคคลของทะเลสาบอีรี่เริ่มต้นในฤดูร้อนปี ค.ศ.2014 เมื่อเกิดการบูมของสาหร่ายพิษในทะเลสาบอันเกิดมาจากมลพิษทางน้ำจากภาคเกษตรกรรมและมลพิษอื่นๆ มีเหตุเกิดขึ้นนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนกว่าครึ่งล้านขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้เป็นเวลา 3 วัน เหตุดังกล่าวนี้ทำให้เกิดกลุ่ม Toledoans for Safe Water ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อทำความสะอาดและปกป้องแม่น้ำตามการรายงานของ Yessenia Funes ใน Earther

กลุ่มเครือข่ายประชาชนร่วมมือกับองค์กร Community Environmental Legal Defense Fund ผลักดัน Lake Erie Bill of Rights Charter Amendment ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ระบุว่า “ทะเลสาบมีสิทธิในการดำรงอยู่ เติบโตและวิวัฒน์ตามธรรมชาติ” ให้มีการลงประชามติ กระบวนการลงประชามติได้ผ่านกฎหมายนี้ร้อยละ 61 ต้องกล่าวในที่นี้ว่า ประชาชนออกมาลงประชามติน้อยกว่าร้อยละ 9 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน อย่างไรก็ตาม Nicole Javorsky ที่ CityLab ระบุว่าการที่คนไม่ออกมาลงคะแนนเป็นเรื่องปกติในการเลือกตั้งแบบพิเศษ

กฎหมายที่ให้ทะเลสาบมีสิทธิในทางกฏหมายและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้ส่งเสริมสิทธิดังกล่าวเมื่อมีการถูกละเมิด เช่น การฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษ Markie Miller จากกลุ่ม Toledoans for Safe Water กล่าวว่า “เราใช้กฎหมายเดิมมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วเพื่อปกป้องทะเลสาบ แต่ชัดเจนว่ามันไม่ได้ผล ในวันนี้ จากการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ ชาวเมือง Toledo และแนวร่วมของเราภูมิใจกับยุคใหม่ของสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมโดยรับรองถึงสิทธิของทะเลสาบอีรี่

บัญญัติสิทธิแห่งทะเลสาบอีรี่(The Lake Erie Bill of Rights) เป็นหนึ่งในกระบวนการเคลื่อนไหวสิทธิตามกฎหมายของธรรมชาติตามแนวคิดของนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมชื่อ Christopher Stone ที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Southern California Law Review ในปี ค.ศ.1972 แนวคิดนี้วางอยู่บนพื้นฐานของสิทธิในอันที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี(the legal concept of standing) โดยหลักการคือ ก่อนที่จะมีการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น ฝ่ายโจทก์ต้องแสดงว่าให้เห็นว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากกิจกรรมนั้นๆ โดยการให้สิทธิต่อทะเลสาบ ทะเลสาบอีรี่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษได้ (ด้วยความช่วยเหลือจากทนายที่เป็นบุคคล)

ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายนี้มีความก้าวหน้าในส่วนอื่นของโลก เช่น แม่น้ำวังกานูอิที่มีความยาว 200 ไมล์ ของประเทศนิวซีแลนด์มีสิทธิและสถานะทางกฎหมายขเป็นบุคคลในปี ค.ศ. 2017 ในปีเดียวกัน ศาลในอินเดียก็ดำเนินการแบบเดียวกันกับแม่น้ำคงคาและยมมุนา ถึงแม้ว่าศาลสูงจะพลิกข้อเสนอในอีก 2-3 เดือนต่อม

นักกิจกรรมในชิลี กำลังหวังว่าจะสามารถรับรองสถานะทางกฎหมายในฐานะบุคคลให้กับแม่น้ำของตนซึ่งเป็นเป้าหมายของสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ประเทศอื่นๆ เช่นโบลีเวียและเอกวาดอร์ก็มีการรับรองยุทธศาสตร์แบบเดียวกันเพื่อให้ธรรมชาติมีสถานะเป็นบุคคลทางกฎหมาย

ยังไม่ชัดเจนว่าประชามติของชาวเมืองจะผ่านด่านในชั้นศาลของสหรัฐอเมริกาไปได้หรือไม่ เพราะหลังจากการลงประชามติ กลุ่ม the Drewes Farm Partnership ยื่นคัดค้าน ประชามติว่าขัดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ไม่ว่ากฎหมายที่ลงประชามติจะผ่านไปได้หรือไม่ ทนาย Madeline Fleisher จาก ศูนย์ Environmental Law & Policy Center ในเมืองโคลัมบัสบอกกับ Javorsky ของ CityLab ว่า กฎหมายนี้บอกให้รู้ว่าชาวเมือง Toledo ไม่พอใจกับมาตรการปกป้องคุ้มครองทะเลสาบที่เป็นอยู่

เล่นกับไฟ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

แพท คอสเนอร์-สตรีสูงวัยชาวอเมริกันร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรงผู้แนะนำตัวเองว่าเป็น “นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสของกลุ่มกรีนพีซ-องค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก” กำลังอธิบายเรื่อง “มลพิษตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants-POPs) อย่างตั้งใจในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เรื่องสารพิษในประเทศไทยที่จัดขึ้นในปี 2542 นับเป็นครั้งแรกที่พวกเราหลายคนได้ยินคำว่า “มลพิษตกค้างยาวนาน” นอกเหนือไปจากกลุ่มสารเคมีที่รู้จักกันในนาม “สกปรกหนึ่งโหล (Dirty Dozen)” ซึ่งได้มีการรณรงค์มาในช่วงระยะหนึ่งโดยองค์กรผู้บริโภคและเครือข่ายที่ทำงานด้านเกษตรกรรมทางเลือก

ในเวทีสัมมนา มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องแหล่งกำเนิดของมลพิษตกค้างยาวนานและพิษภัยของมันที่มีต่อคนและสิ่งแวดล้อมตลอดจนกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติการเพื่อกำจัดมลพิษดังกล่าวให้หมดไปจากโลก ความสนใจของผมที่มีต่อเรื่องราวใหม่นี้ ยังได้นำไปสู่การรับรู้ชีวิตอีกมุมหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนั้น

ผมพบกับแพท คอสเนอร์อีกครั้งหนึ่งปีถัดมาที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ในการประชุมเพื่อกำหนดบทบาทภาคประชาชนในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในอ่าวซูบิคซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานทัพอเมริกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีการรณรงค์อย่างแข็งขันที่มะนิลาในห้วงเวลานั้นคือการออกกฎหมายอากาศสะอาดที่ส่งผลให้มีการห้ามก่อสร้างโรงงานเผาขยะ ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายการจัดการของเสียเชิงนิเวศ

เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมรู้จักเจ้าสารเคมีอีกกลุ่มหนึ่ง-ไดออกซิน-ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์มันคือสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จัก มันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดใหญ่ของมันคือกระบวนการเผาไหม้ที่มีคลอรีนเข้าไปเกี่ยวข้อง

เรื่องราวของมลพิษจากกระบวนการเผาไหม้นี้แหละคือชีวิตด้านหนึ่งของแพท คอสเนอร์

แพทเกิดและเติบโตที่อาร์คันซอส์ หลังจบมหาวิทยาลัย เธอเข้าทำงานเป็นนักเคมีอุตสาหกรรม เคยทำงานเป็นนักวิจัยด้านเคมีให้กับบริษัท Syntex ในโคโรลาโดและบริษัทน้ำมันเชลล์ในเท็กซัส แพทกลับมาที่อาร์คันซอส์อีกครั้งหนึ่ง ผันตัวเองทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยอิสระที่ยูเรกาสปริงส์

เธอมีบทบาทสำคัญในการเป็นประจักษ์พยานและนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการยุติโครงการก่อสร้างโรงเผากากของเสียอันตรายหลายโครงการ เธอวิพากษ์เทคโนโลยีเผาขยะด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเธอ และการรณรงค์ยุติเทคโนโลยีเผาขยะนี้เองที่ทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเสียผลประโยชน์ เธอทำงานหนุนช่วยภาคประชาชนยุติโครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะของบริษัท Ensco ในอาร์คันซอว์ โครงการของบริษัท MRK ที่จะนำเอาอาวุธเคมีและชีวภาพที่ปนเปื้อนไดออกซินไปเผาในบริเวณชุมชนแจ๊คสันวิลล์ อาร์คันซอว์ รวมถึงโรงงานเผาขยะของบริษัท Waste-Tech ในพื้นที่สงวนของอเมริกันอินเดียนเผ่า Kaw ในโอคลาโฮมา ฯลฯ…

แพทใช้เวลาเกือบห้าปีเขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์ชื่อ “เล่นกับไฟ(Playing With Fire)” ซึ่งนำเสนอข้อมูลทางเทคนิคเพื่อวิพากษ์การเผากากของเสียอันตราย และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสกปรกนี้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารเคมีอันตรายไปสู่ดินและอากาศอย่างไร

ก่อนรายงานเล่มนี้จะเผยแพร่สู่สาธารณะชน บ้านที่แพทอาศัยและใช้เป็นสำนักงานก็ถูกเผา

ในจดหมายข่าวราเชล คาร์สันซึ่งเป็นจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริการายงานว่า

“บ้านและสำนักงานของแพท คอสเนอร์ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ถูกเผามอดไหม้ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 2534 ตำรวจยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากการมีคนวางเพลิง ผู้วางเพลิงใช้น้ำมันราดไว้ทั่วบ้านก่อนจุดไฟเผา แพท คอสเนอร์ไม่ได้อยู่บ้านในขณะนั้นและไม่มีใครได้รับอันตรายจากไฟไหม้ เพลิงไหม้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง บ้านชั้นเดียวที่ยูเรกาสปริงส์เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านกองอยู่กับพื้น กว่า 30 ปี ของการทำงานในฐานะนักเคมีและนักสิ่งแวดล้อม ห้องสมุดของแพท คอสเนอร์ที่มีหนังสือ รายงานและแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อ้างอิงมาจากเอกสารทางวิทยาศาสตร์พร้อมๆ กับข้าวของเครื่องใช้ของเธอได้ถูกทำลายไปกับเปลวไฟ แพท คอสเนอร์ซึ่งอายุ 50 ปีและลูกของเธออีก 3 คน ช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นด้วยตัวเองตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา”

คนรู้จักแพท คอสเนอร์ จากงานเขียนเรื่อง “We All Live Downstream” เธอเขียนขึ้นในขณะที่เป็นผู้อำนวยการร่วมของศูนย์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ยูเรกาสปริงส์ ต่อมาเธอเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโครงการรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกา นอกจากการเป็น ”นักกิจกรรมรณรงค์ด้านสารพิษ” ผู้คนรู้จักเธอว่าเป็นผู้มีอารมณ์ขันและใจดี โดดเด่นไม่แพ้วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเธอในเรื่องการลดการใช้สารพิษ แพท คอสเนอร์ยังดำรงไว้ซึ่งเชาว์ปัญญาที่ต่อกรกับพวกนักวิทยาศาสตร์ขี้ฉ้อและคอยทิ่มแทงบริษัทอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษแก่ชุมชนยากจน

บิล วอช อดีตผู้อำนวยการรณรงค์ของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกาบอกผมว่า “แพท คอสเนอร์เป็นผู้นำทางความคิดในการรณรงค์ด้านสารพิษในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงยุค 70 และ 80 ผมได้ยินจากเธอเป็นคนแรกว่าการปล่อยทิ้งของเสียและสารพิษต้องเป็นศูนย์ (zero discharge) เธอทำงานสนับสนุนการเคลื่อนไหวในระดับชุมชนในดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันมิให้เกิดมลพิษ แพท คอสเนอร์มีกัลยาณมิตรมากมายในขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอน เธอย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกธุรกิจอุตสาหกรรมที่เสียผลประโยชน์”

รายงานการสืบสวนการวางเพลิงสรุปว่า มีการราดน้ำมันเชื้อเพลิงเผาบ้านของเธอ โดยทั่วไป บ้านที่โดนเพลิงไหม้จะมีอุณหภูมิไม่เกิน 300-500 องศาฟาเรนท์ไฮต์ในบริเวณพื้นบ้าน และประมาณ 1800 องศาฟาเรนท์ไฮต์ที่ระดับเพดาน ในกรณีของแพท วัสดุที่เป็นโลหะในบ้านถูกหลอมละลายซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิการเผาไหม้อย่างน้อยที่สุดคือ 2700 องศาฟาเรนท์ไฮต์ การวิเคราะห์ยังพบร่องรอยของน้ำมันเชื้อเพลิงในเถ้า และพบซากถังน้ำมันกระจายอยู่ในห้องนั่งเล่น แพทบอกว่า “พวกเขาไม่เพียงแต่เผาบ้าน แต่ยังทิ้งข้อความไว้ว่าพวกเขาทำอะไรลงไปด้วย”

เพื่อนบ้านของเธอในยูเรกาสปริงส์ องค์กรชุมชนและองค์กรชนพื้นเมืองอินเดียนแดงระดมเงินช่วยเหลือเธอได้หลายพันเหรียญเพื่อช่วยสร้างบ้านใหม่ เพื่อนร่วมงานในกรีนพีซร่วมบริจาคอีกมากกว่าหมื่นเหรียญ บ้านที่เธอสร้างขึ้นมีมูลค่าประมาณ 25,000 เหรียญ ส่วนห้องสมุดในบ้านที่รวบรวมหนังสือ รายงาน และบันทึกข้อมูลทางเทคนิคของกรีนพีซที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือที่รวบรวมไว้หลายสิบปีนั้นประมาณค่ามิได้

รายงานเรื่อง “เล่นกับไฟ” ออกเผยแพร่สู่สาธารณะชนอีก 2 เดือนหลังจากบ้านของแพทถูกเผา

การเจรจาระหว่างรัฐบาลเพื่อหามาตรการและกลไกทางกฎหมายระดับโลกเพื่อกำจัดมลพิษตกค้างที่ดำเนินไปกว่าทศวรรษนับจากการประชุมสุดยอกสิ่งแวดล้อมโลกที่ริโอ เดอ จาเนโร ในที่สุดออกดอกออกผลเป็น “อนุสัญญาสต็อกโฮล์มเพื่อกำจัดมลพิษตกค้าง(Stockholm Convention)” และมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายหลังจากมากกว่า 50 ทั่วโลกให้สัตยาบัน การกำจัดสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อคนและสิ่งแวดล้อมให้หมดไปคือภารกิจสำคัญของรัฐบาลทั่วโลก

วันนี้แพท คอสเนอร์ ในวัยเกือบเกษียณได้อำลากรีนพีซแล้ว เธอยังคงทำงานในฐานะ “นักวิทยาศาสตร์อาวุโส” ให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วโลก เธอบอกผมว่าอนาคตที่ปลอดมลพิษเป็นอนาคตที่ท้าทายและหนทางยังอีกยาวไกล…