เล่นกับไฟ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

แพท คอสเนอร์-สตรีสูงวัยชาวอเมริกันร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรงผู้แนะนำตัวเองว่าเป็น “นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสของกลุ่มกรีนพีซ-องค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก” กำลังอธิบายเรื่อง “มลพิษตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants-POPs) อย่างตั้งใจในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เรื่องสารพิษในประเทศไทยที่จัดขึ้นในปี 2542 นับเป็นครั้งแรกที่พวกเราหลายคนได้ยินคำว่า “มลพิษตกค้างยาวนาน” นอกเหนือไปจากกลุ่มสารเคมีที่รู้จักกันในนาม “สกปรกหนึ่งโหล (Dirty Dozen)” ซึ่งได้มีการรณรงค์มาในช่วงระยะหนึ่งโดยองค์กรผู้บริโภคและเครือข่ายที่ทำงานด้านเกษตรกรรมทางเลือก

ในเวทีสัมมนา มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องแหล่งกำเนิดของมลพิษตกค้างยาวนานและพิษภัยของมันที่มีต่อคนและสิ่งแวดล้อมตลอดจนกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติการเพื่อกำจัดมลพิษดังกล่าวให้หมดไปจากโลก ความสนใจของผมที่มีต่อเรื่องราวใหม่นี้ ยังได้นำไปสู่การรับรู้ชีวิตอีกมุมหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนั้น

ผมพบกับแพท คอสเนอร์อีกครั้งหนึ่งปีถัดมาที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ในการประชุมเพื่อกำหนดบทบาทภาคประชาชนในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในอ่าวซูบิคซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานทัพอเมริกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีการรณรงค์อย่างแข็งขันที่มะนิลาในห้วงเวลานั้นคือการออกกฎหมายอากาศสะอาดที่ส่งผลให้มีการห้ามก่อสร้างโรงงานเผาขยะ ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายการจัดการของเสียเชิงนิเวศ

เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมรู้จักเจ้าสารเคมีอีกกลุ่มหนึ่ง-ไดออกซิน-ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์มันคือสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จัก มันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดใหญ่ของมันคือกระบวนการเผาไหม้ที่มีคลอรีนเข้าไปเกี่ยวข้อง

เรื่องราวของมลพิษจากกระบวนการเผาไหม้นี้แหละคือชีวิตด้านหนึ่งของแพท คอสเนอร์

แพทเกิดและเติบโตที่อาร์คันซอส์ หลังจบมหาวิทยาลัย เธอเข้าทำงานเป็นนักเคมีอุตสาหกรรม เคยทำงานเป็นนักวิจัยด้านเคมีให้กับบริษัท Syntex ในโคโรลาโดและบริษัทน้ำมันเชลล์ในเท็กซัส แพทกลับมาที่อาร์คันซอส์อีกครั้งหนึ่ง ผันตัวเองทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยอิสระที่ยูเรกาสปริงส์

เธอมีบทบาทสำคัญในการเป็นประจักษ์พยานและนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการยุติโครงการก่อสร้างโรงเผากากของเสียอันตรายหลายโครงการ เธอวิพากษ์เทคโนโลยีเผาขยะด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเธอ และการรณรงค์ยุติเทคโนโลยีเผาขยะนี้เองที่ทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเสียผลประโยชน์ เธอทำงานหนุนช่วยภาคประชาชนยุติโครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะของบริษัท Ensco ในอาร์คันซอว์ โครงการของบริษัท MRK ที่จะนำเอาอาวุธเคมีและชีวภาพที่ปนเปื้อนไดออกซินไปเผาในบริเวณชุมชนแจ๊คสันวิลล์ อาร์คันซอว์ รวมถึงโรงงานเผาขยะของบริษัท Waste-Tech ในพื้นที่สงวนของอเมริกันอินเดียนเผ่า Kaw ในโอคลาโฮมา ฯลฯ…

แพทใช้เวลาเกือบห้าปีเขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์ชื่อ “เล่นกับไฟ(Playing With Fire)” ซึ่งนำเสนอข้อมูลทางเทคนิคเพื่อวิพากษ์การเผากากของเสียอันตราย และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสกปรกนี้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารเคมีอันตรายไปสู่ดินและอากาศอย่างไร

ก่อนรายงานเล่มนี้จะเผยแพร่สู่สาธารณะชน บ้านที่แพทอาศัยและใช้เป็นสำนักงานก็ถูกเผา

ในจดหมายข่าวราเชล คาร์สันซึ่งเป็นจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริการายงานว่า

“บ้านและสำนักงานของแพท คอสเนอร์ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ถูกเผามอดไหม้ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 2534 ตำรวจยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากการมีคนวางเพลิง ผู้วางเพลิงใช้น้ำมันราดไว้ทั่วบ้านก่อนจุดไฟเผา แพท คอสเนอร์ไม่ได้อยู่บ้านในขณะนั้นและไม่มีใครได้รับอันตรายจากไฟไหม้ เพลิงไหม้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง บ้านชั้นเดียวที่ยูเรกาสปริงส์เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านกองอยู่กับพื้น กว่า 30 ปี ของการทำงานในฐานะนักเคมีและนักสิ่งแวดล้อม ห้องสมุดของแพท คอสเนอร์ที่มีหนังสือ รายงานและแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อ้างอิงมาจากเอกสารทางวิทยาศาสตร์พร้อมๆ กับข้าวของเครื่องใช้ของเธอได้ถูกทำลายไปกับเปลวไฟ แพท คอสเนอร์ซึ่งอายุ 50 ปีและลูกของเธออีก 3 คน ช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นด้วยตัวเองตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา”

คนรู้จักแพท คอสเนอร์ จากงานเขียนเรื่อง “We All Live Downstream” เธอเขียนขึ้นในขณะที่เป็นผู้อำนวยการร่วมของศูนย์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ยูเรกาสปริงส์ ต่อมาเธอเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโครงการรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกา นอกจากการเป็น ”นักกิจกรรมรณรงค์ด้านสารพิษ” ผู้คนรู้จักเธอว่าเป็นผู้มีอารมณ์ขันและใจดี โดดเด่นไม่แพ้วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเธอในเรื่องการลดการใช้สารพิษ แพท คอสเนอร์ยังดำรงไว้ซึ่งเชาว์ปัญญาที่ต่อกรกับพวกนักวิทยาศาสตร์ขี้ฉ้อและคอยทิ่มแทงบริษัทอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษแก่ชุมชนยากจน

บิล วอช อดีตผู้อำนวยการรณรงค์ของกรีนพีซในสหรัฐอเมริกาบอกผมว่า “แพท คอสเนอร์เป็นผู้นำทางความคิดในการรณรงค์ด้านสารพิษในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงยุค 70 และ 80 ผมได้ยินจากเธอเป็นคนแรกว่าการปล่อยทิ้งของเสียและสารพิษต้องเป็นศูนย์ (zero discharge) เธอทำงานสนับสนุนการเคลื่อนไหวในระดับชุมชนในดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันมิให้เกิดมลพิษ แพท คอสเนอร์มีกัลยาณมิตรมากมายในขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอน เธอย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกธุรกิจอุตสาหกรรมที่เสียผลประโยชน์”

รายงานการสืบสวนการวางเพลิงสรุปว่า มีการราดน้ำมันเชื้อเพลิงเผาบ้านของเธอ โดยทั่วไป บ้านที่โดนเพลิงไหม้จะมีอุณหภูมิไม่เกิน 300-500 องศาฟาเรนท์ไฮต์ในบริเวณพื้นบ้าน และประมาณ 1800 องศาฟาเรนท์ไฮต์ที่ระดับเพดาน ในกรณีของแพท วัสดุที่เป็นโลหะในบ้านถูกหลอมละลายซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิการเผาไหม้อย่างน้อยที่สุดคือ 2700 องศาฟาเรนท์ไฮต์ การวิเคราะห์ยังพบร่องรอยของน้ำมันเชื้อเพลิงในเถ้า และพบซากถังน้ำมันกระจายอยู่ในห้องนั่งเล่น แพทบอกว่า “พวกเขาไม่เพียงแต่เผาบ้าน แต่ยังทิ้งข้อความไว้ว่าพวกเขาทำอะไรลงไปด้วย”

เพื่อนบ้านของเธอในยูเรกาสปริงส์ องค์กรชุมชนและองค์กรชนพื้นเมืองอินเดียนแดงระดมเงินช่วยเหลือเธอได้หลายพันเหรียญเพื่อช่วยสร้างบ้านใหม่ เพื่อนร่วมงานในกรีนพีซร่วมบริจาคอีกมากกว่าหมื่นเหรียญ บ้านที่เธอสร้างขึ้นมีมูลค่าประมาณ 25,000 เหรียญ ส่วนห้องสมุดในบ้านที่รวบรวมหนังสือ รายงาน และบันทึกข้อมูลทางเทคนิคของกรีนพีซที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือที่รวบรวมไว้หลายสิบปีนั้นประมาณค่ามิได้

รายงานเรื่อง “เล่นกับไฟ” ออกเผยแพร่สู่สาธารณะชนอีก 2 เดือนหลังจากบ้านของแพทถูกเผา

การเจรจาระหว่างรัฐบาลเพื่อหามาตรการและกลไกทางกฎหมายระดับโลกเพื่อกำจัดมลพิษตกค้างที่ดำเนินไปกว่าทศวรรษนับจากการประชุมสุดยอกสิ่งแวดล้อมโลกที่ริโอ เดอ จาเนโร ในที่สุดออกดอกออกผลเป็น “อนุสัญญาสต็อกโฮล์มเพื่อกำจัดมลพิษตกค้าง(Stockholm Convention)” และมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายหลังจากมากกว่า 50 ทั่วโลกให้สัตยาบัน การกำจัดสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อคนและสิ่งแวดล้อมให้หมดไปคือภารกิจสำคัญของรัฐบาลทั่วโลก

วันนี้แพท คอสเนอร์ ในวัยเกือบเกษียณได้อำลากรีนพีซแล้ว เธอยังคงทำงานในฐานะ “นักวิทยาศาสตร์อาวุโส” ให้กับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วโลก เธอบอกผมว่าอนาคตที่ปลอดมลพิษเป็นอนาคตที่ท้าทายและหนทางยังอีกยาวไกล…

“สำเนา ศรีสงคราม”

ธารา บัวคำศรี จากการนำเสนอในการเสวนาเรื่อง “องค์กรประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง” ณ โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น วันที่ 4 ตุลาคม 2546

my3rdbook

กราบคารวะดวงวิญญาณของคุณสำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง สวัสดี ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่าน และขอขอบคุณผู้จัดงานสำหรับการแลกเปลี่ยนที่มีความหมายยิ่งต่อการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนในวันนี้

เวลาได้ยินคำว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม แรกๆ เราจะรู้สึกดี มีความหวัง เหมือนกับคำว่า “ประชาธิปไตย” แต่หลายครั้งหลายครา คำนี้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมเชิงสถาบันและสถานะที่ดำรงอยู่ของโครงสร้างอำนาจ เราคิดกันแค่ว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วก็จบ ดูตัวอย่างจากคนกรุงเทพเลือกผู้ว่าฯ ปรากฏว่าไปๆ มาๆ ผู้ว่าคนนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไร วันๆ ก็ “ชิมไปบ่นไป” วันดีคืนดีก็พาเทศกิจ พาตำรวจมาช่วยคนของรัฐบาลทักษิณรื้อเต็นท์สมัชชาคนจนหน้าทำเนียบ เร็วๆ นี้ก็บอกว่าจะเก็บสนามหลวงไว้รับการประชุมเอเปค ไม่ใช่พื้นที่เพื่อรำลึกเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองภาคประชาชน

ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกช่วงชิง อาจจะตั้งแต่เราแปลมาจากคำว่า People Participation แล้วก็ได้…แต่สุดท้ายกลับหัวเป็นหาง ดังจะเห็นว่า การปกป้องระบบนิเวศลำน้ำพองของชุมชนต้องจบลงด้วยความตายของคุณสำเนาทั้งในฐานะผู้นำชุมชนและหัวหน้าครอบครัว

การมีส่วนร่วมของประชาชนขณะนี้เหลืออยู่มิติเดียว คือการเป็นตราประทับให้กับคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเต็มไปหมดโดยหน่วยงานของรัฐ การทำประชาพิจารณ์ก็เป็นกระบวนการที่มีแต่บทเรียนแห่งความเจ็บปวดอย่างที่เราทราบกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณสำเนาและผู้นำชุมชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา คือปรากฏการณ์สากล เกิดขึ้นทั่วโลก

การสังหารคุณสำเนา ศรีสงคราม คือปฏิกิริยาโต้กลับเพื่อที่จะสลาย/ทำลายหรือทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเองอ่อนกำลังลง ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-แปซิฟิค คล้ายกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าโอโกนีในลุ่มน้ำไนเจอร์ ประเทศไนจีเรียที่โดนรัฐบาลเผด็จการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกจับไปทรมาน และผู้นำกลุ่มคนสำคัญถูกจับไปแขวนคอประจานโทษฐานที่ไปต่อต้านบริษัทน้ำมันข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่กระทำต่อชนเผ่าในบราซิลที่พยายามปกป้องระบบนิเวศของผืนป่าอะเมซอน เป็นต้น การเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมคือการต่อสู้จนถึงชีวิต

มีผู้ศึกษาแบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วโลกอยู่เหมือนกัน โดยวิเคราะห์เจาะลึกผ่านเหตุการณ์ต่างๆ แล้วมีข้อเสนอที่น่าสนใจทีเดียว

แต่มันไม่ง่ายนัก ประการแรกคือว่า สำหรับตัวขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมเอง มันมีความหลากหลายเป็นแถบซ้อนกันอยู่ ถ้าเราจะนิยามขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอย่างกว้าง ก็อาจหมายถึงขบวนการซึ่งใครสักคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง – จากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจนถึงคนชายขอบ/คนรากหญ้า – ออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประการที่สองคือการนิยามคำว่า “การโต้กลับเพื่อทำลาย/สลายให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมอ่อนกำลังลง(GreenBacklash)” ยิ่งเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง

แต่ถ้าเราใช้สามัญสำนึกพิจารณา คำว่า GreenBacklash ก็คือขบวนการที่ใครสักคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างแข็งขันเพื่อทำลาย/สลายกลุ่มที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อมนั่นเอง วันทนา ศิวะ นักกิจกรรมทางสังคมชาวอินเดียบอกว่า “เมื่อการทำงานของเรามีประสิทธิภาพ การโต้กลับก็จะเกิดขึ้น การโต้กลับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

ในกรณีประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐอเมริกา แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเด่นชัดมากดังนี้

  • มันเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัด พวกนี้พยายามทำให้การอภิปรายถกเถียงทางสิ่งแวดล้อมพร่าเลือนกระจัดกระจายและห่างไกลออกไปจากการร่วมกันหาทางออก และมีการเผชิญหน้าโดยตรงมากขึ้น ใช้ความรุนแรงมากขึ้น
  • การให้เงินสนับสนุนกลุ่มต่อต้าน/ทำลายนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม และการผ่อนคลาย/ยกเว้นกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินมหาศาลในการทุ่มประชาสัมพันธ์เพื่อพยายามลดทอนพละกำลังของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม กลยุทธที่มีการนำไปใช้ทั่วโลก เช่น
  • ทุนนิยมอุตสาหกรรมได้เข้ายึดกุมและประดิษฐคำต่างๆ ขึ้นเพื่อสนับสนุน “กิจกรรมที่ดำเนินไปตามปกติ” ของตน ไม่ว่าจะเป็นคำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน วิทยาศาสตร์ที่เข้าท่า เศรษฐกิจที่สมเหตุสมผล ความสมดุลทางสิ่งแวดล้อม ดูแลด้วยความรับผิดชอบ
  • หาวิธีการทำให้นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมถูกมองว่าเป็นพวกนิยมความรุนแรง สุดขั้ว และชอบก่อเรื่องเพื่อตัดกำลังขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมแบบสันติวิธี
  • ตั้งชื่อกลุ่มให้ดูดี เช่น กลุ่มแนวร่วมเพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม(Alliance for Environmental Resources) มูลนิธิสิ่งแวดล้อมอเมริกัน(American Environmental Foundation) แนวร่วมนักสิ่งแวดล้อมที่รับผิดชอบ (Coalition of Responsible Environmentalist) กลุ่มป่าตลอดกาล(Forest Forever) สมาคมแผ่นดินของเรา(Our Land Society) เป็นต้น
  • เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการพูดว่า “เราอยู่ภายใต้สงครามทางจิตวิญญาณในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน สงครามระหว่างผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าส่งเรามาบนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าคือธรรมชาติ”
  • ป้ายสีนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น กล่าวหาว่าเหมือนแตงโม “ข้างนอกสีเขียว ข้างในสีแดง” หรือเปรียบเทียบขบวนการสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น
  • เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าพวกนาซี
  • เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นพวกชนชั้นนำ
  • สร้างภาพให้เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีวาระซ่อนเร้น
  • ลดทอนภาพนักสิ่งแวดล้อมให้เห็นว่าเป็นพวกสุดขั้ว
  • บอกว่านักสิ่งแวดล้อมออกมาเพื่อทำลายเศรษฐกิจ การจ้างงาน ทำลายอารยธรรมและระบบทุนนิยม
  • บอกว่านักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์
  • บอกว่านักสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง

การที่เราสูญเสียคุณสำเนา ศรีสงครามและนักต่อสู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกหลายท่าน สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนการโต้กลับเพื่อสลายขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยหรือไม่? อย่างไร? เป็นคำถามที่ผมอยากตั้งเอาไว้เพื่อการถกเถียง พูดคุยและแลกเปลี่ยนในโอกาสต่อไป

คุณสำเนา ศรีสงครามถูกสังหารเพราะว่าเขามีบทบาทสูงในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบบนิเวศลำน้ำพองซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อทุนนิยมของบรรษัทที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐ (โรงงานเยื่อและกระดาษของบริษัทฟินิกซ์พัลแอนด์เพเพอร์) และอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับมัน เพื่อมิให้การจากไปของเขาสูญเปล่า เราจำเป็นต้องสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเพื่อแก้ข้อกล่าวหาจากปฏิกิริยาโต้กลับข้างต้น แต่เราต้องยืนยันในความชอบธรรมของการเมืองภาคประชาชน ยืนยันในสิทธิชุมชน สิทธิในการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สิทธิของพลเมืองที่จะดื้อแพ่งต่อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เรายังต้องมองโลกในแง่ดี ทำงานสร้างสรรค์ แบ่งปัน สร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้กว้างขวางออกไปพร้อม ๆ กับการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุขในสังคม

มินามาตะถึงหละปูน

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

เสียงร้องคร่ำครวญ ทุกข์ทรมาน – ได้ยินไหม ?

แขนขาที่บิดเบี้ยวโค้งงอ – เห็นไหม

ฝันร้ายที่ฝังลึกในความทรงจำ

ข้าวที่ถูกปรอทย้อมเป็นสีชมพู

ปลาตัวโตสีเทามันปลาบอาบสารพิษจากทะเลอันศักดิ์สิทธิ์

คืออาหารที่เรากิน

สมาชิกครอบครัวของเรา

แม่แห่งมินามาตะ ( ญี่ปุ่น )

พ่อแห่งคีโนรา ( แคนาดา )

ลูกชายแห่งอะลาโมกอร์โด ( สหรัฐอเมริกา )

ลูกสาวแห่งอิรัก

อาการคลุ้มคลั่ง โรคร้ายของพวกเรา

เป็นภาพ เป็นข่าว สาแก่ใจ

ลืมเสียเถอะ คำเตือนมรณะ

จนกว่าหายนะจะมาถึงคุณ

ถ้อยคำเขียนเตือนมิให้หลงลืมโรคพิษปรอทที่เกิดกับคนทั่วโลกและโรคมินามาตะ-โศกนาฏกรรมของการพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทันตแพทย์อุทัยวรรณ กาญจนกามล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2539 เล่าเรื่องสารพิษและความตายที่ลำพูนในการประชุมสภาสิ่งแวดล้อมแห่งญี่ปุ่น(JEC)ที่เมืองคูมาโมโตะ และมีโอกาสไปเยี่ยมเมืองมินามาตะ

“มลพิษที่ลำพูนเพิ่ง 5-6 ปี ในประเทศไทยก็ไม่เกิน 30 ปี แต่ที่มินามาตะ บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อ Nihon Chisso เข้าไปตั้งโรงงานเคมีเมื่อ 46 ปีที่แล้ว พบโรคมินามาตะจริงๆ เมื่อราว 28 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยฟ้องศาล กว่าโรงงานจะยอมรับผิดและจ่ายเงินชดเชย 10 กว่าปีที่แล้วนี่เอง” ทพ. อุทัยวรรณบอกเป็นนัยว่าชัยชนะของประชาชนต้องใช้เวลาและความจัดเจน

สำหรับญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นพิษคือประวัติศาสตร์ของการทำลายซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมยักษ์ทำกับประชาชนผู้ไม่มีอำนาจอะไรเลย ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โรคจากงานอุตสาหกรรม และสุขภาพผู้บริโภคนั้นก่อให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ทรงพลังมากกว่าภัยพิบัติทางสังคมรูปแบบอื่นนับตั้งแต่ญี่ปุ่นก้าวสู่ยุคทันสมัย

บทกวีชื่อ Kukai jodo เขียนโดยมิชิโกะ อิชิมูเระ พรรณาความงามของเมืองมินามาตะและความทุกข์ทรมานจากโรคด้วยภาษาที่มีพลังและรุ่มรวย บทกวีของเธอได้รับรางวัลแมกไซไซ

ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พานักศึกษาออกภาคสนามที่ลำพูนหลายครั้ง นักศึกษาไม่คุ้นเคยกับโลกนอกห้องเรียน โลกที่ถูกแต่งหน้าทาปากด้วยสารพิษและเงิน อาจารย์บอกว่า “เรากำลังบันทึกประวัติศาสตร์มลพิษของไทย”

มีอุบัติการณ์ของโรคเรื้อรังจากงานอุตสาหกรรมหลายกรณี แม้ไม่รุนแรงเฉียบพลันเท่ากรณีก๊าซพิษรั่วจากโรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ที่โภปาล(อินเดีย) หรือโศกเศร้าเท่ากับมินามาตะ(ญี่ปุ่น) แต่ด้านอัปลักษณ์ของอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนาพอจะเรียกว่าเป็น Slow Motion Bhopal สารเคมีระเบิดที่คลองเตยคือหลักไมล์คอยเตือนใจให้กับเรา

โรคมินามาตะกับโรคลึกลับที่ลำพูนเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่สะท้อนให้เห็นสังคมเสี่ยงภัยไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ศาลญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีมินามาตะ ส่วนกฎหมายไทยล้าหลังกว่าสถานการณ์มลพิษ ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ จึงกลายเป็นว่าเพราะชะตากรรมหรือโชคร้ายคนงานจึงป่วยและตาย

ค่ำคืนหนึ่ง ผมเลือกภาพถ่ายสองภาพ ชาวมินามาตะกับชาวลำพูนที่ซึ่งหายนะได้มาถึงพวกเขาแล้ว

คดีสารพิษ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

1

หญิงชายกลุ่มหนึ่งเดินอย่างรีบร้อน ฝ่าแดดระอุยามบ่ายเข้าไปในบริเวณศาลแรงงานกลางกรุงเทพฯ ริมถนนพระราม 4 จุดหมายคือห้องพิจารณาคดีบนชั้นสามของอาคาร เวลา 13.30 นาฬิกา คดีผู้ป่วยพิษอลูมินาจากงานอุตสาหกรรมเริ่มต้นขึ้น

พวกเขาเป็นชาวญี่ปุ่น มีทั้งอาสาสมัคร นักศึกษา และนักเขียนอิสระที่สนใจติดตามคดีผู้ป่วยจากสารพิษอลูมินาซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องศาลแรงงานโดยมีสำนักงานประกันสังคม โรงงานและกรรมการบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเป็นจำเลยในข้อหาการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม 2535

ศาลเบิกตัวพยานโจทก์คนที่ 2 และ 3 คือแพทย์หญิงชิดสุภางค์ ดัชนีกุล และนายแพทย์จรัส พิมพิไลแห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค เชียงใหม่ ตลอดการพิจารณาคดี กลุ่มชาวญี่ปุ่นพยายามจดบันทึก

(ทนายโจทก์ถาม) “พยานใช้วิธีการรักษาโจทก์อย่างไรบ้าง”

(พยานโจทก์คนที่ 2 ตอบ) “โจทก์เข้าโรงพยาบาลแมคคอร์มิคตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2536 หลังจากนั้นโจทก์ก็ออกจากโรงพยาบาลแต่การตรวจอาการยังไม่เสร็จทั้งหมด ข้าพเจ้าให้โจทก์กินยาขับปัสสาวะเป็นเวลา 2 เดือน แต่อาการของโจทก์ไม่ดีขึ้น ต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบประวัติการทำงานของโจทก์ คือโจทก์ทำงานเป็นเวลา 4 ปี ในแผนกปัดฝุ่นทำความสะอาดชิ้นส่วนที่เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทำงานได้ 1 หมื่นชิ้นต่อวันโดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันมาโดยตลอด ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการรักษาอาการป่วย ในที่สุดได้ลงความเห็นว่าอาการของโจทก์คือ ความผิดปกติที่เกิดจากสารอลูมิเนียมตกค้างในร่างกายซึ่งมีผลให้เกิดอาการชัก ไตวาย สมองเสื่อม ความเห็นเรื่องนี้มาจากการอ้างถึงข้อมูลจากรายงานการแพทย์ที่ศึกษาในต่างประเทศ”

(ทนายโจทก์ถาม) “พยานมีวิธีตรวจอลูมิเนียมในเลือดของโจทย์หรือไม่”

(พยานโจทย์คนที่ 2 ตอบ) “การตรวจสารที่ตกค้างในร่างกาย ในเมืองไทยมีที่ เรดิโออิมมูน โนแอสเสย์ เซนเตอร์ (RIA) แต่ข้าพเจ้าได้รับคำตอบจาก RIA ว่าไม่สามารถตรวจอลูมิเนียมในเลือดได้”

การถามตอบระหว่างทนายโจทก์และพยานโจทก์คนที่ 2 ดำเนินไปช้า ๆ ศาลหยุดเพื่อบันทึกเทปเป็นช่วง…

(ทนายโจทก์ถาม) “นอกจากโจทก์ มีผู้ป่วยอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกันหรือไม่”

(ทนายโจทย์คนที่ 2) “มีนางสาววงเดือน เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เกิดอาการช่องลมปิดและชักแรงต่อเนื่องกัน ได้ใช้ยา 4 ชนิดรักษาแต่อาการไม่ดีขึ้น ลงความเห็นว่าเธอเป็นโรคบวมน้ำในสมอง หลังจากมีอาการรุนแรงได้ 2 สัปดาห์ นางสาววงเดือนก็เสียชีวิต”

(ทนายโจทก์ถาม) “ระหว่างอาการของโจทก์และนางสาววงเดือนมีจุดที่คล้ายกันหรือไม่”

(พยานโจทก์ตอบ) “ผู้ป่วยบางรายที่มีสารอลูมิเนียมตกค้างจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการขณะที่บางรายมีจำนวนไม่มากอาจแสดงอาการชัดออกมา ขึ้นอยู่กับความไวต่อสารของคนแต่ละคน กรณีนางสาววงเดือน เมื่อโรงพยาบาลรับเธอมา เธอมีอาการเข้าขั้นโคม่าอยู่แล้วไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้และชักตลอดเวลา กรณีโจทก์มีอาการชัดคือปวดหัวอย่างรุนแรงเพราะความดันในสมองสูงเกินกว่าระดับปกติ”

2

หมู่บ้านวังทอง ลำพูน มยุรีย์ เตวิยะ-โจทก์ในคดีสารพิษอลูมินา- เพิ่งหมดภาระงานบ้าน วันนี้มยุรีย์ควรจะอยู่ที่ศาล แต่เธอไม่มีค่าเดินทาง อากาศร้อนอ้าวในยามบ่ายทำให้เธอเหนื่อย สุขภาพก็ยิ่งทรุดลง

คดีสารพิษของเธอเป็นคดีแรกในลำพูนที่ฟ้องหน่วยงานรัฐบาลและนายจ้างชาวญี่ปุ่น องค์กรด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และสตรีหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากแวะเวียนมาเยี่ยมให้กำลังใจจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร โดยเฉพาะกลุ่มชาวญี่ปุ่น เหตุที่พวกเขาสนใจมากอาจเป็นเพราะตัวอย่างคดีโรคมินามาตะที่ต่อสู้ด้วยขบวนการทางสังคมและในชั้นศาลมาหลายทศวรรษ

มยุรีย์ขึ้นศาลโดยความช่วยเหลือจากสภาทนายความ และมีพญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุลเป็นพยานคนสำคัญ เธอได้รับกำลังใจจากกลุ่มผู้ป่วยโรคสารพิษ ทุกครั้งที่เธอเดินทางกลับจากศาล กลับมาสู่ชีวิตครอบครัว สามี ลูกชาย แม่และพ่อ เพื่อนบ้าน กิจการหอพักคนงาน และปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า เธอคิดเสมอว่า แพ้ชนะไม่เป็นไร ถ้าสู้ถึงที่สุดแล้ว

3

ห้องพิจารณาคดี ศาลแรงงานกลาง ทนายโจทก์กำลังตั้งคำถามกับพยานโจทก์คนที่ 3

(ทนายโจทก์ถาม) “ความเห็นของพยาน อาการป่วยของโจทก์มีสาเหตุมาจากอะไร

(พยานโจทก์คนที่ 3 ตอบ) “มีสารโลหะหนักในร่างกายเนื่องมาจากการทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ สำหรับโรงพยาบาลแมคคอร์มิคสรุปลงความเห็นเช่นนี้โดยผ่านที่ประชุมแพทย์ร่วมกับแพทย์หญิงชิดสุภางค์ซึ่งเป็นผู้รักษาโจทก์”

(ทนายโจทก์ถาม) “อาการป่วยของครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่เกิดขึ้นในปี 2534 หรือไม่”

(พยานโจทก์คนที่ 3 ตอบ) “ไม่เกี่ยวข้อง ขณะนั้นมีแต่อาการปวดหัว การตรวจเอ็กเรย์คอมพิวเตอร์ไม่พบความผิดปกติในสมองของโจทย์”

(ทนายโจทก์ถาม) “หลังจากแพทย์ลงความเห็นวินิจฉัยอาการป่วยของโจทก์ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจากกลุ่มภายนอกที่ไม่เห็นด้วย พยานคิดอย่างไรเก็บเรื่องนี้”

(พยานโจทก์คนที่ 3 ตอบ) “สำหรับแพทย์ เราสิ้นสุดลงด้วยการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้วและถือผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เราจึงไม่สนใจคำวิจารณ์หรือการบีบบังคับจากคนข้างนอก”

4

ห้าโมงเย็น คนงานที่ไม่ทำโอทีออกจากโรงงานกลับที่พัก ตลาดสดในหมู่บ้านเริ่มคลาคล่ำไปด้วยเด็กสาวในชุดยูนิฟอร์มสีต่างๆ มยุรีย์ถือตระกร้าเดินเลือกซึ้ออาหารมื้อเย็นสำหรับครอบครัว ทั้งคนงานและชาวบ้านต่างอาศัยตลาดที่เกิดขึ้นใหม่ในหมู่บ้าน แม่ค้าส่วนใหญ่มาจากต่างถิ่น นอกจากเพื่อนบ้านจึงไม่มีใครในตลาดรู้จักมยุรีย์ คดีสารพิษของเธอที่แพร่สะพัดในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เลือนหายไปพร้อมกับคลื่นระลอกใหม่ของแรงงาน

แม่อุ๊ยคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก เล่าถึงข่าวคนงานนิคมฯ ลูกสาวบ้านโน้นป่วยหนัก พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นสารพิษแต่ไม่รู้จะไปรักษาที่ไหนดี ตลาดสดเป็นแหล่งข่าว มยุรีย์มักจะได้ยินเรื่องคนงานป่วย อุบัติเหตุ ข่าวคาวตามหอพักคนงานและการทะเลาะตบตีแย่งผู้หญิงผู้ชาย คิดไปคิดมาแทบไม่เชื่อว่า หมู่บ้านที่เคยมีสวนลำไยร่มรื่นจะกลายเป็นชุมชนแออัดที่มีทุกสิ่งทุกอย่างไว้บริการคนงานและมีปัญหาสังคมสารพัด เธอใจหาย เมื่อนึกถึงลูกชายที่ต้องเติบใหญ่ขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้

5

พญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุลหอบแฟ้มเอกสารพะรุงพะรังเข้าไปในห้องพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง กรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นัดสืบพยานโจทก์คนสำคัญ ผู้ยึดกุมข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคพิษอลูมินา มีคนสนใจเข้าฟังเต็มห้อง คนญี่ปุ่นหลายคนเตรียมกระดาษปากกาบันทึก ทนายโจทก์เริ่มถามประวัติการศึกษาและการทำงานของพยานโจทก์ ต่อด้วยคำถามถึงการรักษาอาการป่วยของโจทก์ ข้อมูลทางการแพทย์ทยอยออกมาจากคำตอบของพยานโจทก์อย่างต่อเนื่องเป็นชุดยาวเหยียด บันทึกของคนญี่ปุ่นขาดเป็นช่วง…

“โจทก์มาพบหมอด้วยอาการสำคัญคือปวดศรีษะเรื้อรัง เวียนหัว แน่นหน้าอก หายใจน้อยลง อ่อนเพลีย อ่อนแรง ชา ปวดข้อ ทรงตัวไม่ดี คิดช้า หงุดหงิด จากการตรวจพบว่า โจทก์เสียการทรงตัว เสียงหายใจเบาลง ตรวจพบความจำเสื่อม พูดทวนเลขถอยหลังได้ 2-3 ตัว หายใจเข้าออกเต็มที่มีช่วงต่างกัน 2 เซนติเมตรแสดงว่ามีสภาวะปอดจำกัด ตรวจกล้ามเนื้อพบว่ากล้ามเนื้ออ่อนแรงเล็กน้อย การส่งตรวจพิเศษพบว่ามีเอนไซม์ในเลือดต่อเม็ดเลือดแดง 1 ซีซี ตรวจพบอลูมิเนียมในน้ำเหลืองที่ 500 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์ (ค่าที่ยอมรับไม่ควรเกิน 20) อลูมิเนียมในปัสสาวะพบ 113 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์ ตะกั่วในปัสสาวะ 106 ไมโครกรัมต่อลิตร ผลตรวจสมรรถภาพปอด ค่า FPC 71 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ ผลการเอ็กซเรย์ปอดตามมาตรฐาน ILO …คลื่นหัวใจผิดปกติ เส้นประสาทหัวใจด้านขวามีการปิดกั้นกระแสนำประสาท…”

6

ไม่ว่าคดีสารพิษอลูมินาจะจบลงเช่นไร ลำพูนกลายเป็นตัวอย่างของเมืองระดับภูมิภาคที่เวียนว่ายตายเกิดในวงจรการพัฒนา ความเจริญกระจายออกจากกรุงเทพฯ สร้างนิคมอุตสาหกรรม คนต่างชาติเข้ามาสร้างโรงงาน เศรษฐกิจเฟื่องฟู มาตรการสิ่งแวดล้อมหย่อนยาน เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะสารพิษและกากอุตสาหกรรม การกล่าวหากลุ่มรณรงค์สิ่ง

แวดล้อมว่าทำลายบรรยากาศการลงทุน และจบลงที่คดีสารพิษ…

7

วันที่ ??? ห้องพิจารณาคดี ศาลแรงงานกลาง กรุงเทพฯ ศาลอ่านคำพิพากษา “………………”

อาณานิคมสุดท้าย

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

“…ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 (ราวปี พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา มีเขตอุตสาหกรรมส่งออกมากกว่า 60 แห่ง ในประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 50 ประเทศ จ้างแรงงานมากกว่า 1 ล้านคน ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์คือชาวเอเชียและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เธอและเขาวาดหวังร่วมกันเพื่อมีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์ ต้องทนอยู่หน้าสายพานลำเลียง กล้องไมโครสโคป เครื่องจักร วันแล้ววันเล่า ออกมาเป็นสินค้าป้อนประเทศพัฒนาแล้ว ชีวิตประจำวันของเรากับชีวิตกรรมกรหญิงในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และไทย เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน…”

ยาโยริ มัตสุอิ เจ้าของวาทะ “ผู้หญิง อาณานิคมสุดท้าย” จบบทความบนหนึ่งของเธอใน “ผู้หญิงเอเชีย” โดยสมบูรณ์

อุตสาหกรรมยุคใหม่ ผู้จัดการ วิศวกร หัวหน้าแผนก ช่างเทคนิค ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และพนักงานระดับล่างแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง เพศและเชื้อชาติเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรในโรงงาน

ตัวอย่างคลาสสิคเกี่ยวกับเชื้อชาติของกรรมกรหญิงต้องย้อนกลับไปดูที่สหรัฐอเมริกา โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่หุบเขาซิลิกอนจ้างผู้หญิงชาวเม็กซิกัน อเมริกันอินเดียน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น จีน เวียตนาม ลาว กัมพูชา เกาหลี อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน อิหร่าน เอธิโอเปีย ไฮติ คิวบา เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว กัวเตมาลา เวเนซุเอลา โปรตุเกส กรีซ และอื่น ๆ ที่หลั่งไหลมายังแคลิฟอร์เนีย เข้าทำงานเป็นพนักงานฝ่ายผลิต บริษัทที่ทำธุรกิจรับช่วงประกอบชิ้นส่วนบางแห่งจ้างคนงานหญิงอพยพทั้งหมด นอกจากค่าจ้างต่ำ สุขภาพจากการทำงานและการเรียกร้องสิทธิแรงงานคือปัญหาของพวกเธอ

ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันหนึ่งคือ คนงานหญิงในเขตอุตสาหกรรมชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก หรือ มาควิลาโดรา ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2508 วัตถุดิบและชิ้นส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ดอกไม้ประดิษฐ์ จากบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา ส่งมาเย็บ เชื่อม และประกอบที่เขตส่งออกพรมแดนเม็กซิโก การลงทุนต่างชาติไหลเพิ่มมาขึ้นจนกระทั่งพื้นที่เดิมซึ่งยาว 12.5 ไมล์ ขยายไปตลอดแนวพรมแดน

จนถึงปี 2517 แรงงานในเขตมาควิลาโดรามี 80,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนงานหญิง อายุ 16-25 ปี อพยพจากเมืองมาสู่พรมแดนเพื่อหางานทำ ช่วงนั้น พวกเธอทำงานเฉลี่ย 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 455 เปโซ ( 77 เซ็นต์ต่อชั่วโมง) ผู้ประกอบการยุคแรกในมาควิลาโดราบอกว่า คนงานหญิงที่นี่เชื่อฟังและอยู่ในโอวาทของผู้ชาย พวกเธอทำตามคำสั่งโดยไม่ขัดขืน ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ค่อยเรียกร้องอะไร

คนงานหญิงของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในเขตมาควิลาโดราต้องทำงานสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ ส่วนโรงงานทอผ้า คนงานหญิงมักจะเป็นโรคปวดหลังรื้อรัง หืดหอบ ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบ และ โรคปอด จากการทำงานที่กดดันมาก คนงานหญิงจึงเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคนอนไม่หลับและประจำเดือนผิดปกติ รวมถึงปัญหากระเพาะปัสสาวะเนื่องจากเธอไม่สะดวกที่จะใช้ห้องน้ำหรือดื่มน้ำ

คนงานหญิงปกครองง่าย มีความอดทนสูง ทำงานละเอียดกว่าคนงานชาย นั่นหมายถึง ทุกหนทุกแห่งที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ผู้หญิงคือแรงงานราคาถูก การจ้างแรงงานหญิงบวกกับความสามารถของเธอ ผลลัพธ์คือกำไรสูงสุดของผู้ประกอบการ

นโยบายส่งเสริมการลงทุนรัฐบาลมาเลเซียนิยาม “ผู้หญิงตะวันออก” ในเอกสารโฆษณาระบุว่า “มือที่ละเอียดอ่อนประณีตของผู้หญิงตะวันออกนั้นเป็นที่รู้กันทั่วโลก ฝ่ามือเรียวเล็ก ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและทำงานรวดเร็ว… ใครที่ไหนเล่า จะมีคุณสมบัติสืบทอดโดยธรรมชาติที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในสายพานการผลิตได้ดีไปกว่าผู้หญิงตะวันออก”

สกู๊ปข่าวเรื่องการโจรกรรมไอซีของบริษัทไทยโอกิของญี่ปุ่นที่ลงทุนตั้งโรงงานผลิตไอซีในนิคมอุสาหกรรมโรจนะ จังหวัดอยุธยาในปี 2538 ระบุว่า บริษัทไทยโอกิจ้างคนงานหญิงเกือบทั้งหมด และก่อนจะมาตั้งโรงงาน บริษัทได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของคนอยุธยาพบว่า ผู้หญิงในจังหวัดนี้มีความสามารถในการใช้นิ้วมือและชำนาญด้านศิลปหัตถกรรม

การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือก็ไม่น้อยหน้า เอกสารชิ้นหนึ่งระบุชัดเจน “คนในภาคเหนือของประเทศไทยมีชื่อเสียงในงานฝีมือ โอบอ้อมอารีเป็นมิตร กระตือรือล้นที่จะเรียนรู้ อันเป็นบุคลิกโดดเด่นกว่าพื้นที่แห่งอื่น ๆ ในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะคนงานหญิง พวกเธอมีความสามารถปรับตัวและมีทักษะที่ละเอียดอ่อนในงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์”

ปี 2538 นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีแรงงานรวม 18,900 คน อยู่ในเขตส่งออก 15,426 คน เป็นกรรมกรหญิง 11,706 คน ส่วนเขตอุตสาหกรรมทั่วไปมี 3,474 คน เป็นกรรมการหญิง 1,560 คน

จากปากน้ำโพจรดแม่สาย มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมราว 80,000 คน เมื่อบวกลบคูณหารแล้ว แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ลำพูนจึงกลายเป็น “แหล่งดูดซับแรงงาน” จากหลายที่หลายทาง แม่ทา บ้านโฮ่ง ป่าชาง บ้านธิ ทุ่งหัวช้าง ลี้ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย พิจิตร ครั้งหนึ่งผมไปเยี่ยมเพื่อนที่ขุนยวน-แม่ฮ่องสอน เพื่อนเล่าว่าเด็กสาวทุกคนในตัวอำเภอบ่ายหน้าสู่เชียงใหม่และหางานทำในนิคมฯ ลำพูน โรงงานบางแห่งจ้างคนงานหญิงจากอิสานเกือบทั้งหมด

ขณะที่ชาวญี่ปุ่นและยุโรปโดยสารเครื่องบินมาตั้งโรงงานที่ลำพูน และเด็กสาวกลุ่มหนึ่งเดินทางบนถนนสายอุตสาหกรรม กะเหรี่ยง ลาหู่ ลีซู มัง เย้า อะข่า ฯลฯ พากันลงดอยมาทำงานรับจ้าง กะเหรี่ยงกอซูเล คะยา ฉาน ว้า คะฉิ่น และกอลาซู เล็ดรอดพรมแดนทางการเมืองมาถึงเชียงใหม่ ระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่แปลกที่ชาวกระเหรี่ยงกอซูเลดีกรีปริญญาตรีบางคนทำงานจนมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของโรงงานสมัยใหม่และคุมแรงงานหญิงนับร้อยคนที่ลำพูน

ความรู้เป็นด่านแรกของการทำงานในโรงงานสมัยใหม่ ระบบการศึกษาคือแขนขาของอุตสาหกรรม โรงเรียนประถมในหมู่บ้านขยายโอกาสการศึกษาภาคบังคับต่ออีก 3 ปี และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนคือเครื่องมือผลิตคนป้อนโรงงาน เด็กหญิงคนหนึ่งในลำพูน เธอได้เรียนต่อชั้น ม.1 เขียนเรียงความว่า “ถ้าฉันเรียนจบ ฉันคงจะได้ทำงานที่โรงงานอุตสาหกรรม ได้อยู่ในห้องแอร์เย็นสบาย ไม่ต้องทำงานตากแดดเหมือนคนงานก่อสร้าง” เพื่อนของเธอคนหนึ่งเขียนคล้าย กัน “คุณครูบอกว่า ถ้าออกจากโรงเรียนฉันจะได้ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม”

ยูริโกะ ไซโต อาสาสมัครญี่ปุ่นที่มาสังเกตการณ์ปัญหาลำพูน กลางปี 2538 เล่าว่า “เรามีโอกาสไปดูการสมัครงานของเด็กสาว 2-3 คนที่โรงงาน พวกเธอมีใบสมัครหลายใบ หากมีงานที่ไหนก็ทำนั่น ฝ่ายบริษัทก็ไม่มีพนักงานรับสมัครแต่อย่างใด มีแต่ยามรับสมัครแทน คนที่อยากทำงานกับฝ่ายโรงงานไม่ค่อยสนใจกัน ดูแรงงานไทยเหมือนน้ำประปา แค่เปิดก๊อกก็ไหลออกมา”

ในยุคที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่หันมาใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลต่อภาวะการจ้างงาน แต่กระบวนการผลิตหลายขั้นตอนยังต้องใช้ฝีมือคน คำว่า เลเบอร์-อินเทนซีฟ ที่หมายถึงการใช้แรงงานเข้มข้น แม้จะทำให้คนมีงานทำและมีเงินใช้มากขึ้น แต่งานเหล่านั้นทำให้คนงานเป็นเครื่องจักร

แอน เด็กสาวอายุ 17 ปี จากลำปาง บอกผมว่า เธอเปลี่ยนงานถึง 6 ครั้งในช่วงเวลา 2 ปี โรงงานแรกเธอทำหน้าที่ตรวจความเสียหายของตัวเก็บประจุ อีกโรงงานหนึ่งทำหน้าที่พิมพ์ลายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ก่อนส่งเข้าเตาอบ อีกโรงงานหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบคอยล์โดยใช้คีมตัดขาตัวคอยล์แล้วนำไปเสียบที่เครื่องวัด อีกโรงงานหนึ่ง ทำหน้าที่ส่องกล้องไมโครสโคปตรวจความสะอาดผิวเลนส์ โรงงานสุดท้ายทำหน้าที่ทากาวติดชิ้นส่วนอุปกรณ์สร้างภาพบนจอทีวี “งานน่าเบื่อ ต้องยืนทั้งวัน ส่องกล้องทั้งวัน” แอนบอก

ท่ามกลางชีวิตไฮเทค อุตสาหกรรมทันสมัย ข่าวสารข้อมูลและการติดต่อไร้สาย ผมย้อนระลึกถึงชีวิตของสาวโรงงานหลายคนที่ลำพูน พวกเธอคืออาณานิคมสุดท้ายอย่างแท้จริง

ไม่สะอาดและไม่ปลอดภัย

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ชายหนุ่มอายุ 22 ปี คนหนึ่ง บ้านเดิมอยู่มะเขือแจ้ ฟากตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ต่อมาได้เป็นเขยบ้านศรีบัวบาน เขาขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อจริง ผมจึงเรียกเขาว่า น้อยอ้าย (หมายถึง ลูกคนโตที่เคยบวชสามเณร) ด้วยวุฒิการศึกษา ม.6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลำพูน เขาสมัครทำงานบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเขตส่งออกของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม 2533 จากลูกหลานชาวนา น้อยอ้ายแปรสภาพเป็นแรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มาแรง “อิเล็กทรอนิกส์”

เขาทำงานในแผนกวัตถุดิบ ขั้นตอนเริ่มต้นการผลิตอลูมินาเซรามิคส์ให้เป็นฐานของแผ่นวงจรไฟฟ้า ส่งต่อให้โรงงานอื่นๆ ในนิคมฯ และส่งออกตามออเดอร์ของบริษัทญี่ปุ่น งานที่น้อยอ้ายทำอยู่เบื้องหลังป้ายชื่อ “เมดอินแจแปน”

ค่าจ้างวันละ 136 บาท ทำงานกะกลางวัน 10 วัน สลับกับงานกะกลางคืน 10 วัน หมุนเวียนกันไปโดยหยุด 1 วันทำโอทีสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 3 ชั่วโมง คือจังหวะชีวิตของน้อยอ้ายและเพื่อนคนงานอีก 5 คน ในแผนกเดียวกัน

นอกจากตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรทุกๆ 2 ชั่วโมง น้อยอ้ายต้องผสมสารต่างๆ คือ ผงอลูมินา กลีเซอรีน เซรามิซอล เซลูน่า น้ำบริสุทธิ์และแผ่นอลูนาเซรามิคส์(ที่เสียและนำมาบด) ลงในเครื่องผสม ส่วนผสมจะผ่านเครื่องอัดรีดเป็นแผ่น ผ่านตู้อบอุณหภูมิสูง เข้าเครื่องตัดและเครื่องม้วนก่อนส่งให้แผนกอื่นในโรงงาน เขาอธิบายสภาพการทำงาน “ทุกครั้งที่มีการผสม บรรยากาศในห้องทำงานจะมีฝุ่นเต็มไปหมด เครื่องจักรก็มีเสียงดังตลอดเวลา ถึงแม้โรงงานจะแจกผ้าปิดจมูกและอุดหู ก็เอาไม่อยู่”

น้อยอ้ายเล่าต่อว่าต้นปี 2538 เป็นต้นมา เครื่องผสมวัตถุดิบไม่ทำงาน จึงใช้พนักงานผสมเอง ตามเนื้อตามตัวจึงเต็มไปด้วยฝุ่นและรู้สึกระคายตามผิวหนัง ทว่า การเจ็บป่วยของเขาเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2537 แล้ว น้อยอ้ายมีอาการปวดหัว ปวดตามแขนขา บางครั้งชาตามปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง เป็นๆ หายๆ และกินแต่ยาพาราเซตามอล เคยไปหาหมอที่คลินิกในเมืองหลายครั้ง แต่อาการยังเหมือนเดิม เขาพูดเปรยกับผม “สารพิษมีจริง อยากลาออก แต่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี”

เด็กสาวอายุ 21 ปี คนหนึ่ง อยู่บ้านศรีบัวบาน ตั้งอยู่ด้านใต้ของนิคมอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทเดียวกับน้อยอ้าย พูดถึงสภาพการทำงานในแผนกพั๊นชิ่งและชินเนอริ่ง เธอบอกว่า เริ่มงานแปดโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น ทำโอทีต่อ 5 ชั่วโมง ถ้างานมาก บริษัทจะให้ทำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ได้กลับบ้านตอนตีหนึ่ง แผนกพั๊นชิ่งมีหน้าที่นำชิ้นงานที่เรียกว่ากรีนชีท มาปัดฝุ่น มือซ้ายถือชิ้นงาน มือขวาปัดฝุ่น แต่ละวันจะมีฝุ่นเกาะตามแขนขาเสื้อผ้า ส่วนแผนกชินนาริ่ง เธอทำงานที่เรียกว่า Red Check โดยนำแผ่นกรีนชีท ที่เผาแล้วมาตรวจรอยร้าวด้วยการแช่ลงในน้ำยาสีแดงที่มีส่วนผสมของโซดาไฟ ฟินอฟทาลีน และน้ำ

“น้ำยาร้อนมากและมีกลิ่นฉุน ถึงจะสวมถุงมือยาง มือก็ยังลอกแตก เวลาสูดกลิ่นน้ำยาเข้าไปมากๆ จะปวดหัว” เธอบอก เช่นเดียวกับน้อยอ้าย เธอทำงานได้ 1 ปี เริ่มมีอาการปวดหัวและอ่อนเพลียมือไม่มีแรง อาการปวดหัวรุนแรงมากต้องไปหาหมอในเมืองลำพูน หมอฉีดยาและให้ยามากิน แต่ไม่แจ้งว่าอาการป่วยเกิดจากอะไร จนกระทั่งน้อยอ้ายและเธอเดินทางไปตรวจร่างกายที่กรุงเทพฯ

“ทั้งสองคนเป็นโรคพิษอลูมินาเรื้อรังจากการทำงาน มีประวัติการสัมผัสอลูมิเนียมในงานผลิตและตรวจพบอลูมิเนียมในร่างกายเกินกว่าค่าที่ยอมรับได้” พญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุล แห่งโรงพยาบาลราชวิถี ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของคนทั้งสองให้คำตอบที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อผมพยายามสืบเสาะเรื่องราว

คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยุคนี้คืออุตสาหกรรมไฮเทค เกี่ยวข้องกับสารเคมีและปิโตรเคมี การเกิดโรคจะเร็วกว่าอุตสาหกรรมยุคก่อน โรคจากฝุ่นใช้เวลา 10 ปี แต่โลหะหนัก สัมผัสเพียง 2-3 ปี ก็เกิดโรคแล้ว ยิ่งสัมผัสมากยิ่งมีอาการเร็วมาก อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ หลอกคนงานให้เข้าใจว่าสะอาด ให้ทำงานติดต่อกันนานๆ ให้มีความรับผิดชอบสูง ทำโอที คนงานอิเล็กทรอนิกส์ทำงานเบา ดังนั้น ช่วงแรกๆ บางคนทำถึงสองกะ จึงสัมผัสสารเคมีและตายเร็ว

การศึกษาในปี 2522 และ 2524 ในสหรัฐอเมริกา พบอาการหอบหืดในกลุ่มคนงานอิเล็กทรอนิกส์ สารที่ทำให้เกิดอาการนี้คือ โคโลโฟนี (Colophony) เป็นยางชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเชื่อมโลหะ

คุณหมอสมชาย วงศ์เจริญยง แห่งโรงพยาบาลปาดังเบซาร์ เคยเขียนไว้ว่า ความสะอาดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นภาพพจน์ภายนอก ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากให้มีเพราะเห็นว่าไม่ส่งกลิ่นเหม็นและเข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก มีแก๊สหลายชนิด โลหะหนักกว่า 40 ชนิด กรด-ต่าง เรซินและอีพอกซี สารจำพวกโพลิเมอร์และสารทำละลายมากกว่า 50 ชนิด สารเหล่านี้ บ้างเป็นสารก่อมะเร็ง บ้างทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แท้งลูก บ้างเป็นสารที่มีความรุนแรงในการทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกสูงมาก บ้างเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ

ข้อมูลจากสถิติกองทุนเงินทดแทนของคนงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2523 – 2527 ย้ำสถานการณ์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนงานในอุตสาหกรรมเซมิคคอนดักเตอร์มีอุบัติการณ์ความเจ็บป่วยโดยเฉพาะจากสารพิษสูงมากกว่าอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง เหล็ก ปิโตรเคมี และอัตราความเจ็บป่วยเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ

อุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ไม่สะอาดและปลอดภัยเหมือนภาพพจน์ที่ประชาสัมพันธ์ไว้ โรบิน เบกเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการอาชีวอนามัยแรงงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ เธอเติบโตที่ซิลิกอนวัลเลย์ รับเชิญมาบรรยายในการประชุมว่าด้วยสุขภาพและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองปิตาลิงจายา มาเลเชีย เมื่อเดือนธันวาคม 2535 “จากการทำงานกับกลุ่มคนท้องถิ่น กลุ่มรณรงค์และสหภาพแรงงานในซิลิกอนวัลเล่ย์ เราพบว่า ในห้องคลีนรูมของโรงงานซึ่งมีระดับฝุ่นน้อยกว่า 100 เท่าของระดับฝุ่นในโรงพยาบาลทันสมัย ถูกออกแบบไว้เพื่อป้องกันความเสียหายของไมโครชิป โรงงานไม่เห็นความจำเป็นที่ป้องกันคนงานการสัมผัสสารเคมีนานาชนิดในกระบวนการผลิตเอาเสียเลย”

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีจำนวน 16 โรงงาน ทั้งหมดเป็นของบรรษัทข้ามชาติในเขตส่งออกซึ่งมีเนื้อที่รวม 808 ไร่ ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ภายใต้กระบวนการผลิตและขั้นตอนต่างๆ เช่น ดีเลย์-ไลน์ ฐานแผ่นวงจรไฟฟ้า ตัวกรองสัญญานความถี่ ตัวกำเนิดสัญญานเสียง ตัวต้านทางไฟฟ้าปรับค่าได้ ตัวเก็บประจุแบบเซรามิค ผลึกควอทช์ประกอบตัวไอซี เป็นต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคำถามถึงความปลอดภัยและการเจ็บป่วยล้มตายของคนงาน แต่ไร้คำตอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการผลิตและวัตถุดิบถูกปกปิดเป็นความลับเนื่องจากการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การวิจัยด้านอาชีวอนามัยมีน้อย

ผมได้ยินมาว่า ในมาเลเซียซึ่งอุตสาหกรรมนี้เริ่มมาก่อนไทยตั้งแต่ปี 2510 คณะทำงานด้านแรงงานยังยอมรับว่า จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยสุขภาพและความปลอดภัยที่เป็นอิสระทั้งหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรอื่นๆ ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาในโรงงาน

เช่นเดียวกับไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางยกระดับสุขภาพพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือในเดือนพฤษภาคม 2537 กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานไม่ยินยอมให้คณะทำงานทีมที่ศึกษาข้อมูลการป่วย – ตายและสาเหตุย้อนหลัง 3 ปี เข้าตรวจสอบ โดยอ้างว่าคณะทำงานไม่มีความเป็นกลาง

ฝุ่นควันสีขาวคลี่คลุมบรรยากาศเหนือโรงงาน ควันสีดำจากเตาเผาขยะลอยเป็นสาย “สาธารณชนต้องตรวจสอบเทคโนโลยี” ผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่เราจะเริ่มต้อนจากที่ไหนดี

อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียน ”คลื่นลูกที่สาม” มองโลกในศตวรรษที่ 21 ในแง่ดีว่าจะไม่มีภาพของกรรมกรถูกดขี่และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย “…โรงงาน โรงงานจงเจริญ ทุกวันนี้ แม้จะยังมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ กันต่อไป แต่อารยธรรมที่ทำให้โรงงานเป็นพระเจ้านั้นกำลังดับสลาย มีหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางผ่านความมืดแห่งรัตติกาลเข้าสู่อารยธรรมคลื่นลูกที่สามที่เกิดใหม่ นับแต่นี้ไป…”

หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ทอฟเลอร์พูดถึงนั้นคงจะไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่ขายแรงงานให้กับบรรษัทข้ามชาติในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อย่างแน่นอน

เบื้องหลังไมโครชิป

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

Silicon Valley – ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

Silicon Island – เกาะคิวชู ญี่ปุ่น

Silicon Fen – รอบเมืองเคมบริดช์ อังกฤษ

Silicon Glen – ภาคกลางของสก็อตแลนด์

จากตัวเมืองเชียงใหม่ลงไปทางใต้สองข้างซุปเปอร์ไฮเวย์หมายเลข 11 กิโลเมตรที่ 25 คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เนื้อที่ 1,700 กว่าไร่ เต็มไปด้วยโรงงานผลิตประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของชาวต่างชาติ ที่นี่คือ “สายพานการผลิตปลายทางของหุบเขาซิลิกอน”

ดิ เอเชียนวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานจากเกาะบอร์เนียว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ว่า รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเต็มตัว ศูนย์รวมเทคโนโลยีอยู่ที่ปีนังหรือ “ซิลิกอนวัลเลย์” ของมาเลเซียใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้านการลงทุน หลายบริษัทเตรียมย้ายฐานไปเปิดโรงงานผลิตวงจรรวมและโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่เมืองกูจิงซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป่าบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโคแมกอิงค์ บริษัทฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของมาเลเซียเรียกที่นี่ว่า “มินิซิลิกอนวัลเลย์”

ซิลิกอนคือธาตุพื้นฐานอยู่ในรูปสารประกอบหินควอทซ์หรือทรายที่เรารู้จักกัน คุณสมบัติที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้บางส่วน ซิลิกอนจึงถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไมโครชิป (นอกจากแกลเลียมอาร์เซไนด์) ด้วยเหตุนี้ เขตซานตาคลารา ดินแดนอบอุ่น เต็มไปด้วยสวนพลัมของแคลิฟอร์เนียจึงกลายมาเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทผลิตไมโครชิปและวงจรรวม ( IC ) กล่าวได้ว่า ที่นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เคยเดินทางมายังซิลิกอนวัลเลย์เพื่อหาแบบจำลองการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศตนเอง พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูสะอาดสดใสและนักบริหารหนุ่มผู้ปราดเปรียวที่บอกว่าเขาสร้างความร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืน

ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ไมโครชิปกล่าวว่า ซิลิกอนวัลเลย์คือกุญแจแห่งอาณาจักร สื่อมวลชนญี่ปุ่นขนานนามไมโครชิปและวงจรรวมว่าเป็นข้าวแห่งอุตสาหกรรม ส่วนนักอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่า สมัยก่อน เหล็กคือกระดูกสันหลังของชาติ สมัยนี้ต้องเปลี่ยนจากเหล็กเป็นซิลิกอน

ไมโครชิปคือหัวใจของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ส่วนกรรมกรในสายพานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก จากหุบเขาซานตาคลาราถึงหุบเขาเชียงใหม่-ลำพูน นั้นเป็นเพียงต้นทุนการผลิตและเครื่องจักรที่เดินได้ พวกเขาตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่แตกต่าง

ฤดูหนาวปี 2524 สารเคมีอันตรายของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ 11 แห่งในซิลิกอนวัลเลย์รั่วไหลปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะ ผู้คนในเขตซานตาคลาราตื่นตระหนกเพราะคาดไม่ถึงว่าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและปลอดมลพิษเหล่านี้จะมีปัญหาเกิดขึ้น ประชาชนยื่นข้อเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการขยายโรงงาน วอลแลค สแตกเนอร์ นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์เข้าร่วมรณรงค์คัดค้านการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัดของอุตสาหกรรมนี้

ปี 2526 ซิลิกอนวัลเลย์มีโรงงาน 800 แห่ง คนงานในสายพานประกอบชิ้นส่วนรวมกันประมาณ 150,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นหญิงนิโกร แคริเบียน ซามัว เม็กซิกัน เวียตนาม และผู้ลี้ภัยชาวเอเชีย พวกเขาพักอาศัยในบ้านเช่าทางฟากตะวันออกของเมืองซานโจส์

ความเครียดจากการทำงานให้พวกเธอต้องใช้ยา วันแล้ววันเล่ากับงานบัดกรีเชื่อมชิปเข้ากับแผงวงจร แมรี่ เจน เอสปราซา จากศูนย์บำบัดผู้ติดยาแห่งซานโจส์บอกว่า “คนงานเริ่มใช้ยาเพราะงานมันน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร เมื่อกินยาม้าเข้าไปจะรู้สึกกระปรี้ประเปร่า ทำงานมากเป็นสองเท่า หัวหน้าแผนกจะเร่งให้ทำงาน เธอต้องทำให้ถึง 100 ชิ้นคืนนี้”

การทำงานสัมผัสกับสารเคมีที่มีโครงสร้างซับซ้อนเป็นเหตุให้คนงานหญิงเจ็บป่วย มีปัญหาประจำเดือนและภาวะเจริญพันธุ์ ไตวาย มะเร็งและภูมิแพ้ หน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่เคยกำหนดค่ามาตรฐานของสารเคมีหลายตัวที่ใช้ในโรงงาน กระบวนการผลิตยังส่งผลให้เกิดความเค้นทางสายตาและความเครียดทางจิตใจ

นอกจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งสำคัญในเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เกาะคิวชูถูกขนานนามว่า เกาะซิลิกอน เพราะเต็มไปด้วยโรงงานผลิตไอซี ตอนกลางของเกาะเป็นเขตภูเขาไฟ หินภูเขาไฟคือตัวกรองชั้นเยี่ยมเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำสะอาดที่สะสมใต้ดินถูกนำมาใช้ในโรงงาน

กระบวนการผลิตไมโครชิปต้องใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มาก วัตถุดิบสำคัญนอกจากซิลิกอนก็มีโลหะหายากจำพวก ทอง แพลทตินัม เงิน แคดเมียม การสร้างวงจรรวมขนาดใหญ่มาก (VLSIC) ต้องใช้แคลเซียม อาร์เซนิค สารละลายปิโตรเคมีหลายชนิดและก๊าซพิษ

เขตอะซูมิโน ตอนกลางเกาะฮอนชู แหล่งปลูกพืชผักนานาชนิด วาซาบิเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ชอบเจริญเติบโตบริเวณแหล่งน้ำซับ เมื่อมีการสร้างโรงงานผลิตสารกึ่งตัวนำ เกษตรกรผู้ปลูกวาซาบิกังวลใจเรื่องโลหะหนักและสารเคมีจะปนเปื้อนลงน้ำใต้ดิน ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นหลายแห่งเพราะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มักตั้งอยู่ในเขตภูเขาซึ่งมีแหล่งน้ำใต้ดินที่สะอาด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง เพื่อลดต้นทุน ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศกำลังพัฒนา ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีโรงงานผลิตประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายในเขตอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล

ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ มีรายงานปัญหาสุขภาพของคนงานในอุตสาหกรรมนี้ เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยล้มตายของคนงานซีเกทและนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือของไทย เบื้องหลังไมโครชิปคืออีกด้านหนึ่งของความปวดร้าว จากไมโครชิป การประกอบวงจรและอุปกรณ์ การประกอบชิ้นส่วนสุดท้าย เป็นคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ หมายถึงปัญหาสุขภาพ และการถูกกดขี่ขูดรีด แรงงานยุคใหม่ของคนงานในสายพานการผลิต

เราพูดกันว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและไมโครอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยและเกิดการจ้างงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม มันนำไปสู่การสะสมทุน ความรู้และอำนาจอย่างมหาศาลในประเทศมหาอำนาจและบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่ง

ข้อความตอนหนึ่งของไมเคิล แชลิส ผู้เขียน The Silicon Idol ซึ่งแปลภาษาไทยชื่อวิพากษ์คอมพิวเตอร์ เทวรูป แห่งยุคสมัยโดยพระไพศาล วิสาโล และสมควร ใฝ่งามดี อธิบายถึงคำวิพากษ์ที่มีต่อเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “…ความก้าวหน้าไม่ควรมีนัยอัตโนมัติว่าของใหม่มาแทนที่ของเก่า หากว่าของเก่านั้นเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจแล้ว การวิจารณ์ของใหม่ก็มิได้หมายความว่า ผู้วิจารณ์ต้องการย้อนกลับไปหาอดีต แท้ที่จริง หมายความว่าของใหม่นั้นมิได้เป็นไปตามคาดหวัง…”