ไม่สะอาดและไม่ปลอดภัย

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ชายหนุ่มอายุ 22 ปี คนหนึ่ง บ้านเดิมอยู่มะเขือแจ้ ฟากตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ต่อมาได้เป็นเขยบ้านศรีบัวบาน เขาขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อจริง ผมจึงเรียกเขาว่า น้อยอ้าย (หมายถึง ลูกคนโตที่เคยบวชสามเณร) ด้วยวุฒิการศึกษา ม.6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลำพูน เขาสมัครทำงานบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเขตส่งออกของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม 2533 จากลูกหลานชาวนา น้อยอ้ายแปรสภาพเป็นแรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มาแรง “อิเล็กทรอนิกส์”

เขาทำงานในแผนกวัตถุดิบ ขั้นตอนเริ่มต้นการผลิตอลูมินาเซรามิคส์ให้เป็นฐานของแผ่นวงจรไฟฟ้า ส่งต่อให้โรงงานอื่นๆ ในนิคมฯ และส่งออกตามออเดอร์ของบริษัทญี่ปุ่น งานที่น้อยอ้ายทำอยู่เบื้องหลังป้ายชื่อ “เมดอินแจแปน”

ค่าจ้างวันละ 136 บาท ทำงานกะกลางวัน 10 วัน สลับกับงานกะกลางคืน 10 วัน หมุนเวียนกันไปโดยหยุด 1 วันทำโอทีสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 3 ชั่วโมง คือจังหวะชีวิตของน้อยอ้ายและเพื่อนคนงานอีก 5 คน ในแผนกเดียวกัน

นอกจากตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรทุกๆ 2 ชั่วโมง น้อยอ้ายต้องผสมสารต่างๆ คือ ผงอลูมินา กลีเซอรีน เซรามิซอล เซลูน่า น้ำบริสุทธิ์และแผ่นอลูนาเซรามิคส์(ที่เสียและนำมาบด) ลงในเครื่องผสม ส่วนผสมจะผ่านเครื่องอัดรีดเป็นแผ่น ผ่านตู้อบอุณหภูมิสูง เข้าเครื่องตัดและเครื่องม้วนก่อนส่งให้แผนกอื่นในโรงงาน เขาอธิบายสภาพการทำงาน “ทุกครั้งที่มีการผสม บรรยากาศในห้องทำงานจะมีฝุ่นเต็มไปหมด เครื่องจักรก็มีเสียงดังตลอดเวลา ถึงแม้โรงงานจะแจกผ้าปิดจมูกและอุดหู ก็เอาไม่อยู่”

น้อยอ้ายเล่าต่อว่าต้นปี 2538 เป็นต้นมา เครื่องผสมวัตถุดิบไม่ทำงาน จึงใช้พนักงานผสมเอง ตามเนื้อตามตัวจึงเต็มไปด้วยฝุ่นและรู้สึกระคายตามผิวหนัง ทว่า การเจ็บป่วยของเขาเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2537 แล้ว น้อยอ้ายมีอาการปวดหัว ปวดตามแขนขา บางครั้งชาตามปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง เป็นๆ หายๆ และกินแต่ยาพาราเซตามอล เคยไปหาหมอที่คลินิกในเมืองหลายครั้ง แต่อาการยังเหมือนเดิม เขาพูดเปรยกับผม “สารพิษมีจริง อยากลาออก แต่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี”

เด็กสาวอายุ 21 ปี คนหนึ่ง อยู่บ้านศรีบัวบาน ตั้งอยู่ด้านใต้ของนิคมอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทเดียวกับน้อยอ้าย พูดถึงสภาพการทำงานในแผนกพั๊นชิ่งและชินเนอริ่ง เธอบอกว่า เริ่มงานแปดโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น ทำโอทีต่อ 5 ชั่วโมง ถ้างานมาก บริษัทจะให้ทำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ได้กลับบ้านตอนตีหนึ่ง แผนกพั๊นชิ่งมีหน้าที่นำชิ้นงานที่เรียกว่ากรีนชีท มาปัดฝุ่น มือซ้ายถือชิ้นงาน มือขวาปัดฝุ่น แต่ละวันจะมีฝุ่นเกาะตามแขนขาเสื้อผ้า ส่วนแผนกชินนาริ่ง เธอทำงานที่เรียกว่า Red Check โดยนำแผ่นกรีนชีท ที่เผาแล้วมาตรวจรอยร้าวด้วยการแช่ลงในน้ำยาสีแดงที่มีส่วนผสมของโซดาไฟ ฟินอฟทาลีน และน้ำ

“น้ำยาร้อนมากและมีกลิ่นฉุน ถึงจะสวมถุงมือยาง มือก็ยังลอกแตก เวลาสูดกลิ่นน้ำยาเข้าไปมากๆ จะปวดหัว” เธอบอก เช่นเดียวกับน้อยอ้าย เธอทำงานได้ 1 ปี เริ่มมีอาการปวดหัวและอ่อนเพลียมือไม่มีแรง อาการปวดหัวรุนแรงมากต้องไปหาหมอในเมืองลำพูน หมอฉีดยาและให้ยามากิน แต่ไม่แจ้งว่าอาการป่วยเกิดจากอะไร จนกระทั่งน้อยอ้ายและเธอเดินทางไปตรวจร่างกายที่กรุงเทพฯ

“ทั้งสองคนเป็นโรคพิษอลูมินาเรื้อรังจากการทำงาน มีประวัติการสัมผัสอลูมิเนียมในงานผลิตและตรวจพบอลูมิเนียมในร่างกายเกินกว่าค่าที่ยอมรับได้” พญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุล แห่งโรงพยาบาลราชวิถี ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของคนทั้งสองให้คำตอบที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อผมพยายามสืบเสาะเรื่องราว

คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยุคนี้คืออุตสาหกรรมไฮเทค เกี่ยวข้องกับสารเคมีและปิโตรเคมี การเกิดโรคจะเร็วกว่าอุตสาหกรรมยุคก่อน โรคจากฝุ่นใช้เวลา 10 ปี แต่โลหะหนัก สัมผัสเพียง 2-3 ปี ก็เกิดโรคแล้ว ยิ่งสัมผัสมากยิ่งมีอาการเร็วมาก อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ หลอกคนงานให้เข้าใจว่าสะอาด ให้ทำงานติดต่อกันนานๆ ให้มีความรับผิดชอบสูง ทำโอที คนงานอิเล็กทรอนิกส์ทำงานเบา ดังนั้น ช่วงแรกๆ บางคนทำถึงสองกะ จึงสัมผัสสารเคมีและตายเร็ว

การศึกษาในปี 2522 และ 2524 ในสหรัฐอเมริกา พบอาการหอบหืดในกลุ่มคนงานอิเล็กทรอนิกส์ สารที่ทำให้เกิดอาการนี้คือ โคโลโฟนี (Colophony) เป็นยางชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเชื่อมโลหะ

คุณหมอสมชาย วงศ์เจริญยง แห่งโรงพยาบาลปาดังเบซาร์ เคยเขียนไว้ว่า ความสะอาดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นภาพพจน์ภายนอก ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากให้มีเพราะเห็นว่าไม่ส่งกลิ่นเหม็นและเข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก มีแก๊สหลายชนิด โลหะหนักกว่า 40 ชนิด กรด-ต่าง เรซินและอีพอกซี สารจำพวกโพลิเมอร์และสารทำละลายมากกว่า 50 ชนิด สารเหล่านี้ บ้างเป็นสารก่อมะเร็ง บ้างทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แท้งลูก บ้างเป็นสารที่มีความรุนแรงในการทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกสูงมาก บ้างเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ

ข้อมูลจากสถิติกองทุนเงินทดแทนของคนงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2523 – 2527 ย้ำสถานการณ์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนงานในอุตสาหกรรมเซมิคคอนดักเตอร์มีอุบัติการณ์ความเจ็บป่วยโดยเฉพาะจากสารพิษสูงมากกว่าอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง เหล็ก ปิโตรเคมี และอัตราความเจ็บป่วยเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ

อุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ไม่สะอาดและปลอดภัยเหมือนภาพพจน์ที่ประชาสัมพันธ์ไว้ โรบิน เบกเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการอาชีวอนามัยแรงงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ เธอเติบโตที่ซิลิกอนวัลเลย์ รับเชิญมาบรรยายในการประชุมว่าด้วยสุขภาพและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองปิตาลิงจายา มาเลเชีย เมื่อเดือนธันวาคม 2535 “จากการทำงานกับกลุ่มคนท้องถิ่น กลุ่มรณรงค์และสหภาพแรงงานในซิลิกอนวัลเล่ย์ เราพบว่า ในห้องคลีนรูมของโรงงานซึ่งมีระดับฝุ่นน้อยกว่า 100 เท่าของระดับฝุ่นในโรงพยาบาลทันสมัย ถูกออกแบบไว้เพื่อป้องกันความเสียหายของไมโครชิป โรงงานไม่เห็นความจำเป็นที่ป้องกันคนงานการสัมผัสสารเคมีนานาชนิดในกระบวนการผลิตเอาเสียเลย”

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีจำนวน 16 โรงงาน ทั้งหมดเป็นของบรรษัทข้ามชาติในเขตส่งออกซึ่งมีเนื้อที่รวม 808 ไร่ ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ภายใต้กระบวนการผลิตและขั้นตอนต่างๆ เช่น ดีเลย์-ไลน์ ฐานแผ่นวงจรไฟฟ้า ตัวกรองสัญญานความถี่ ตัวกำเนิดสัญญานเสียง ตัวต้านทางไฟฟ้าปรับค่าได้ ตัวเก็บประจุแบบเซรามิค ผลึกควอทช์ประกอบตัวไอซี เป็นต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคำถามถึงความปลอดภัยและการเจ็บป่วยล้มตายของคนงาน แต่ไร้คำตอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการผลิตและวัตถุดิบถูกปกปิดเป็นความลับเนื่องจากการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การวิจัยด้านอาชีวอนามัยมีน้อย

ผมได้ยินมาว่า ในมาเลเซียซึ่งอุตสาหกรรมนี้เริ่มมาก่อนไทยตั้งแต่ปี 2510 คณะทำงานด้านแรงงานยังยอมรับว่า จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยสุขภาพและความปลอดภัยที่เป็นอิสระทั้งหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรอื่นๆ ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาในโรงงาน

เช่นเดียวกับไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางยกระดับสุขภาพพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือในเดือนพฤษภาคม 2537 กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานไม่ยินยอมให้คณะทำงานทีมที่ศึกษาข้อมูลการป่วย – ตายและสาเหตุย้อนหลัง 3 ปี เข้าตรวจสอบ โดยอ้างว่าคณะทำงานไม่มีความเป็นกลาง

ฝุ่นควันสีขาวคลี่คลุมบรรยากาศเหนือโรงงาน ควันสีดำจากเตาเผาขยะลอยเป็นสาย “สาธารณชนต้องตรวจสอบเทคโนโลยี” ผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่เราจะเริ่มต้อนจากที่ไหนดี

อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียน ”คลื่นลูกที่สาม” มองโลกในศตวรรษที่ 21 ในแง่ดีว่าจะไม่มีภาพของกรรมกรถูกดขี่และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย “…โรงงาน โรงงานจงเจริญ ทุกวันนี้ แม้จะยังมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ กันต่อไป แต่อารยธรรมที่ทำให้โรงงานเป็นพระเจ้านั้นกำลังดับสลาย มีหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางผ่านความมืดแห่งรัตติกาลเข้าสู่อารยธรรมคลื่นลูกที่สามที่เกิดใหม่ นับแต่นี้ไป…”

หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ทอฟเลอร์พูดถึงนั้นคงจะไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่ขายแรงงานให้กับบรรษัทข้ามชาติในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อย่างแน่นอน

เบื้องหลังไมโครชิป

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

Silicon Valley – ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

Silicon Island – เกาะคิวชู ญี่ปุ่น

Silicon Fen – รอบเมืองเคมบริดช์ อังกฤษ

Silicon Glen – ภาคกลางของสก็อตแลนด์

จากตัวเมืองเชียงใหม่ลงไปทางใต้สองข้างซุปเปอร์ไฮเวย์หมายเลข 11 กิโลเมตรที่ 25 คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เนื้อที่ 1,700 กว่าไร่ เต็มไปด้วยโรงงานผลิตประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของชาวต่างชาติ ที่นี่คือ “สายพานการผลิตปลายทางของหุบเขาซิลิกอน”

ดิ เอเชียนวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานจากเกาะบอร์เนียว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ว่า รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเต็มตัว ศูนย์รวมเทคโนโลยีอยู่ที่ปีนังหรือ “ซิลิกอนวัลเลย์” ของมาเลเซียใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้านการลงทุน หลายบริษัทเตรียมย้ายฐานไปเปิดโรงงานผลิตวงจรรวมและโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่เมืองกูจิงซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป่าบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโคแมกอิงค์ บริษัทฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของมาเลเซียเรียกที่นี่ว่า “มินิซิลิกอนวัลเลย์”

ซิลิกอนคือธาตุพื้นฐานอยู่ในรูปสารประกอบหินควอทซ์หรือทรายที่เรารู้จักกัน คุณสมบัติที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้บางส่วน ซิลิกอนจึงถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไมโครชิป (นอกจากแกลเลียมอาร์เซไนด์) ด้วยเหตุนี้ เขตซานตาคลารา ดินแดนอบอุ่น เต็มไปด้วยสวนพลัมของแคลิฟอร์เนียจึงกลายมาเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทผลิตไมโครชิปและวงจรรวม ( IC ) กล่าวได้ว่า ที่นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เคยเดินทางมายังซิลิกอนวัลเลย์เพื่อหาแบบจำลองการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศตนเอง พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูสะอาดสดใสและนักบริหารหนุ่มผู้ปราดเปรียวที่บอกว่าเขาสร้างความร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืน

ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ไมโครชิปกล่าวว่า ซิลิกอนวัลเลย์คือกุญแจแห่งอาณาจักร สื่อมวลชนญี่ปุ่นขนานนามไมโครชิปและวงจรรวมว่าเป็นข้าวแห่งอุตสาหกรรม ส่วนนักอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่า สมัยก่อน เหล็กคือกระดูกสันหลังของชาติ สมัยนี้ต้องเปลี่ยนจากเหล็กเป็นซิลิกอน

ไมโครชิปคือหัวใจของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ส่วนกรรมกรในสายพานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก จากหุบเขาซานตาคลาราถึงหุบเขาเชียงใหม่-ลำพูน นั้นเป็นเพียงต้นทุนการผลิตและเครื่องจักรที่เดินได้ พวกเขาตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่แตกต่าง

ฤดูหนาวปี 2524 สารเคมีอันตรายของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ 11 แห่งในซิลิกอนวัลเลย์รั่วไหลปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะ ผู้คนในเขตซานตาคลาราตื่นตระหนกเพราะคาดไม่ถึงว่าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและปลอดมลพิษเหล่านี้จะมีปัญหาเกิดขึ้น ประชาชนยื่นข้อเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการขยายโรงงาน วอลแลค สแตกเนอร์ นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์เข้าร่วมรณรงค์คัดค้านการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัดของอุตสาหกรรมนี้

ปี 2526 ซิลิกอนวัลเลย์มีโรงงาน 800 แห่ง คนงานในสายพานประกอบชิ้นส่วนรวมกันประมาณ 150,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นหญิงนิโกร แคริเบียน ซามัว เม็กซิกัน เวียตนาม และผู้ลี้ภัยชาวเอเชีย พวกเขาพักอาศัยในบ้านเช่าทางฟากตะวันออกของเมืองซานโจส์

ความเครียดจากการทำงานให้พวกเธอต้องใช้ยา วันแล้ววันเล่ากับงานบัดกรีเชื่อมชิปเข้ากับแผงวงจร แมรี่ เจน เอสปราซา จากศูนย์บำบัดผู้ติดยาแห่งซานโจส์บอกว่า “คนงานเริ่มใช้ยาเพราะงานมันน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร เมื่อกินยาม้าเข้าไปจะรู้สึกกระปรี้ประเปร่า ทำงานมากเป็นสองเท่า หัวหน้าแผนกจะเร่งให้ทำงาน เธอต้องทำให้ถึง 100 ชิ้นคืนนี้”

การทำงานสัมผัสกับสารเคมีที่มีโครงสร้างซับซ้อนเป็นเหตุให้คนงานหญิงเจ็บป่วย มีปัญหาประจำเดือนและภาวะเจริญพันธุ์ ไตวาย มะเร็งและภูมิแพ้ หน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่เคยกำหนดค่ามาตรฐานของสารเคมีหลายตัวที่ใช้ในโรงงาน กระบวนการผลิตยังส่งผลให้เกิดความเค้นทางสายตาและความเครียดทางจิตใจ

นอกจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งสำคัญในเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เกาะคิวชูถูกขนานนามว่า เกาะซิลิกอน เพราะเต็มไปด้วยโรงงานผลิตไอซี ตอนกลางของเกาะเป็นเขตภูเขาไฟ หินภูเขาไฟคือตัวกรองชั้นเยี่ยมเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำสะอาดที่สะสมใต้ดินถูกนำมาใช้ในโรงงาน

กระบวนการผลิตไมโครชิปต้องใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มาก วัตถุดิบสำคัญนอกจากซิลิกอนก็มีโลหะหายากจำพวก ทอง แพลทตินัม เงิน แคดเมียม การสร้างวงจรรวมขนาดใหญ่มาก (VLSIC) ต้องใช้แคลเซียม อาร์เซนิค สารละลายปิโตรเคมีหลายชนิดและก๊าซพิษ

เขตอะซูมิโน ตอนกลางเกาะฮอนชู แหล่งปลูกพืชผักนานาชนิด วาซาบิเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ชอบเจริญเติบโตบริเวณแหล่งน้ำซับ เมื่อมีการสร้างโรงงานผลิตสารกึ่งตัวนำ เกษตรกรผู้ปลูกวาซาบิกังวลใจเรื่องโลหะหนักและสารเคมีจะปนเปื้อนลงน้ำใต้ดิน ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นหลายแห่งเพราะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มักตั้งอยู่ในเขตภูเขาซึ่งมีแหล่งน้ำใต้ดินที่สะอาด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง เพื่อลดต้นทุน ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศกำลังพัฒนา ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีโรงงานผลิตประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายในเขตอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล

ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ มีรายงานปัญหาสุขภาพของคนงานในอุตสาหกรรมนี้ เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยล้มตายของคนงานซีเกทและนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือของไทย เบื้องหลังไมโครชิปคืออีกด้านหนึ่งของความปวดร้าว จากไมโครชิป การประกอบวงจรและอุปกรณ์ การประกอบชิ้นส่วนสุดท้าย เป็นคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ หมายถึงปัญหาสุขภาพ และการถูกกดขี่ขูดรีด แรงงานยุคใหม่ของคนงานในสายพานการผลิต

เราพูดกันว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและไมโครอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยและเกิดการจ้างงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม มันนำไปสู่การสะสมทุน ความรู้และอำนาจอย่างมหาศาลในประเทศมหาอำนาจและบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่ง

ข้อความตอนหนึ่งของไมเคิล แชลิส ผู้เขียน The Silicon Idol ซึ่งแปลภาษาไทยชื่อวิพากษ์คอมพิวเตอร์ เทวรูป แห่งยุคสมัยโดยพระไพศาล วิสาโล และสมควร ใฝ่งามดี อธิบายถึงคำวิพากษ์ที่มีต่อเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “…ความก้าวหน้าไม่ควรมีนัยอัตโนมัติว่าของใหม่มาแทนที่ของเก่า หากว่าของเก่านั้นเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจแล้ว การวิจารณ์ของใหม่ก็มิได้หมายความว่า ผู้วิจารณ์ต้องการย้อนกลับไปหาอดีต แท้ที่จริง หมายความว่าของใหม่นั้นมิได้เป็นไปตามคาดหวัง…”

โรคลึกลับ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

เวลาเทียงคืน ภายในโรงงานแห่งหนึ่ง คนงานหญิงกำลังประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เล็กจิ๋ว ในความเงียบ มีแต่เสียงกระหึ่มของเครื่องจักร

ทันใด เสียงกรีดร้องดังขึ้น “ผี…มีผีอยู่ในห้องน้ำ” คนงานหญิงคนหนึ่งเกิดชักดิ้นชักงอ ล้มตัวลงบนพื้น เพื่อนคนงานพากันแตกตื่น บางคนเข้ามาจับร่างที่สั่นเทา แขนขาของเธอปัดป้องไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ หลายคนเข้ามาช่วยกันปลอบจนอาการดีขึ้นและนำตัวเธอออกไป หลังเที่ยงคืน ภายในโรงงานแห่งนั้น เงียบลงอีกครั้งหนึ่ง

ฟาติมะ ดาอุด อาจารย์ด้านมานุษยวิทยาสังคมของมหาวิทยาลัยแห่งมาเลย์ มีส่วนรับรู้เหตุการณ์นี้ เธอสมัครเข้าทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่เขตอุตสาหกรรมส่งออกซูไกเวย์ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นเวลา 6 เดือน เมื่อปี 2520 โดยเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

คนงานหญิงผู้นั้นอายุ 20 ปี ทำงานได้หนึ่งปีกว่า เธอกับเพื่อนไปหาหมอเพราะรู้สึกเครียดและอ่อนเพลีย หมอแนะนำให้เธอพัก 2-3 สัปดาห์ แต่ผู้จัดการโรงงานอนุญาตให้พักเพียง 2 วัน ตกเย็น ที่หอพักคนงาน เธอร่ำไห้ “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากทำงานในโรงงานอีกแล้ว ฉันอยากกลับบ้าน” คืนต่อมาเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก ทำให้เธออิดโรย วันที่สาม เธอเข้าทำงานด้วยสีหน้าซีดเซียว ขณะที่อยู่ในห้องน้ำ เธอเกิดอาการคลุ้มคลั่ง

คือฉากแรกของบทความเรื่อง คนงานหญิงในโรงงานสมัยใหม่ – ผลกระทบของระบบจัดการโรงงานแบบญี่ปุ่นในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดย ยาโยริ มัตสุอิ นักข่าวหญิงแห่งอาซาฮีชิมบุน เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ผู้หญิงเอเชีย ตีพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษในปี 2534 เหตุการณ์เกิดมาเนิ่นนานแล้ว แต่สะท้อนให้เห็นภาพมืดมนของการพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงปัจจุบัน

แมสฮิสทีเรียถูกนำใช้ในความหมายที่ผิด ภาวะเจ็บป่วยและกดดันในการทำงานของคนงานจึงถูกมองข้าม แท้ที่จริง แมสฮิสทีเรียเป็นอาการของโรคจากการทำงาน เกิดขึ้นภายใต้สายพานการผลิตทางอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ

แมสฮิสทีเรียเคยเกิดขึ้นในอังกฤษในช่วงก่อตัวของระบบทุนนิยมเมื่อศตวรรษที่ 19 คนงานหญิงประสบกับอาการดังกล่าวซึ่งบางทีเรียกว่า อาการบ้าชั่วคราว ร่วมกับโรคอีนีเมียซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ เนื่องจากสถานที่ทำงานไม่มีระบบการถ่ายเทอากาศที่ดีและคนงานตกอยู่ในภาวะกดดัน ปัญหาการทำงานและสุขภาพที่เคยเกิดขึ้นในอังกฤษยังปรากฏให้เห็นเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่น

ราวปี 2524 ในโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งภาคตะวันตกตอนกลางของสหรัฐอเมริกา คนงานหญิงมีอาการคล้ายกับคนงานในอังกฤษ โรงงานใช้กาวชุดใหม่เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต คนงานหญิงสี่คนมีอาการหน้ามืดเป็นลม ต้องหยุดทำงาน วันต่อมา คนงานจำนวนมากมีอาการปวดหัว อาเจียน ตาพร่าเลือน ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอก ได้มีการระบายอากาศออกนอกโรงงาน แต่ไอระเหยของสารเคมีอันตรายกระจายสู่กลุ่มคนงานที่ยืนอยู่บริเวณลานจอดรถ คนงานมากกว่า 48 คนล้มป่วยลง เจ้าหน้าที่จากองค์กรสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานเข้าตรวจสอบโรงงานแต่ไม่พบร่องรอยสารพิษ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น 20 ครั้ง ที่โรงงานแห่งอื่นในช่วงเวลานั้น

นักอนามัยอุตสาหกรรมเชื่อว่า คนงานหลายคนมีสัมผัสที่ไวต่อสารเคมีในปริมาณน้อย ระดับของมันต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยองค์กรสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานมาก นักจิตวิทยา เชื่อว่า อาการนี้มาจากหลายสาเหตุ สภาพทางกายภาพและความเครียด ระบบระบายอากาศไม่ดี แสงสว่างไม่เพียงพอ ไอระเหยของสารเคมี การทำงานซ้ำซากจำเจ และความกดดันจากงานในสายพานการผลิต รวมถึงความรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้น สารเคมี หรือ อันตรายทางกายภาพมีส่วนทำให้เกิดอาการบ้าชั่วคราวแพร่หลายในหมู่คนงาน

อาการบ้าชั่วคราวเคยเกิดขึ้นกับคนงานหญิงมุสลิมในปีนัง มาเลเซีย คนงานจะมองเห็นวิญญานลึกลับขณะที่ส่องกล้องไมโครสโคป เธอจะล้มลงพื้น กรีดร้องว่าผีเข้าและมีอาการคลุ้มคลั่ง จากนั้นแมสฮิสทีเรียก็กระจายไปยังคนอื่นๆ บางครั้งโรงงานต้องปิดหลายวันเพื่อทำพิธีขับไล่วิญญานชั่วร้าย

คนงานหญิงส่วนใหญ่มาจากชนบท ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย รายงานของผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรแรงงานสากลบอกว่า ที่ทำงานหรือที่พักผ่อนในโรงงานไม่มีบรรยากาศส่วนตัว แม้แต่ห้องน้ำผู้หญิงก็ไม่มีประตู สำหรับผู้หญิงมุสลิม เธอต้องมีพื้นที่ที่จัดไว้เป็นสัดส่วนในการทำละหมาด เมื่อมาอยู่รวมกันก็ไม่สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ ภาวะกดดันจึงเกิดขึ้น

ช่วงที่มาเลเซียและสิงคโปร์กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีรายงานการเกิดแมสฮิสทีเรียในหมู่คนงานหญิงชาวมาเลย์ในโรงงานสมัยใหม่ของบรรษัทข้ามชาติจากตะวันตกและญี่ปุ่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ช่วงที่ฟาติมะ ดาอุด ทำการศึกษาวิจัย เธอพบว่า คนงานในโรงงาน 20 แห่ง เกิดอาการแมสฮิสทีเรีย

เหตุการณ์ที่โด่งดังเกิดขึ้นที่สิงคโปร์ช่วงปี 2517-2518 บริษัทเยเนอรัลอิเลกตริกต้องปิดโรงงาน 3 วัน เพราะคนงานย้ายถิ่นจากมาเลเซียเกิดอาการแมสฮิสทีเรีย บริษัทได้นำหมอผีมาขับไล่วิญญานออกไปจากโรงงาน

ฝ่ายโรงงานเห็นว่าคนงานบางคนอาจมีปัญหาส่วนตัวและการปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองจึงเกิดอาการขึ้นแต่ฟาติมะวิเคราะห์ว่า คนงานหญิงรู้สึกตัวเองเหมือนหุ่นยนต์ วันแล้ววันเล่ากับงานที่ซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย นายจ้างสอดส่องดูการทำงานอยู่ตลอดเวลา ความอ่อนเพลียจากการทำงานเป็นเวลานานและงานกะกลางคืน กฎเกณฑ์อันเข้มงวด ไม่มีวันหยุด-วันลาป่วยพอเพียง สภาพที่พักอาศัยไม่ดี และรู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีใครให้คำปรึกษา ภาวะเหล่านี้สะสมจนระเบิดออกเป็นแมสฮีสทีเรีย สะท้อนความแปลกแยกของคนงานในระบบสายพานการผลิต พวกเขาคือเป้าหมายของการกดขี่ขูดรีด การตั้งสหภาพแรงงานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงไม่มีหนทางอื่นใดให้พวกเขาได้บอกเล่าความทุกข์ยาก

ถ้าแมสฮิสทีเรียเกิดจากการเร่งหรือบีบบังคับให้เชื่อฟังคำสั่งในโรงงาน และคือการต่อต้านการขูดรีดแรงงานในยุคทันสมัยในมาเลเซีย การเจ็บป่วยล้มตายของคนงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้นล้วนเกิดจากสาเหตุที่ไม่แตกต่างกัน

วันนี้นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีอายุกว่าหนึ่งทศวรรษ เป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคเหนือตอนบน หมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบนิคมอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยหอพักคนงาน มีตลาด ร้านอาหาร ร้านค้า ร้านเหล้า ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เมืองเล็กๆ เงียบสงบยังมีดิสโกเธค คาราโอเกะหล่อเลี้ยงชีวิตคนงานยามค่ำคืน คนงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า กรรมกรเสรี

แมสฮิสทีเรียไม่เกิดขึ้นที่ลำพูนเหมือนกรณีคนงานหญิงมุสลิมในมาเลเซีย เพราะเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน กรรมกรที่ลำพูนมีช่องทางระบายความกดดันจากการทำงาน คนที่อยู่ได้ก็อยู่ไป คนที่ป่วยในที่สุดก็ต้องออกจากงาน คนที่ตายไปก็ตายไปอย่างเงียบๆ นี่คือโรคลึกลับที่ลำพูน

โรคลึกลับที่ลำพูนคือร่างกายที่ทรุดโทรมและไร้ชีวิตของคนงาน คือองคาพยพของแม่น้ำ อากาศ และแผ่นดินที่สังเวยให้กับบรรยากาศการลงทุน คือชีวิตทั้งมวลของเหล่ากรรมกรในสายพานการผลิตที่เสี่ยงอันตรายโดยมีค่าจ้างรายวัน เงินล่วงเวลา เบี้ยขยัน เป็นสิ่งตอบแทน

คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านยางส้ม แถบอำเภอบ้านโฮ่ง ลำพูน พูดเรื่องนี้กับผมว่า “เด็กพวกนี้จบชั้น ป.6 หรือ ม.3 ทำงานนิคมได้เงินเดือนละ 6,000 – 7,000 บาท สารพิษในโรงงานมีจริง แต่เด็กไม่กลัวเพราะมัวเมาเงิน”

เงินทองหาง่าย เพียงแค่กรอกใบสมัครของโรงงานที่ประกาศรับพนักงานฝ่ายผลิต เพศหญิง อายุไม่เกิน 25 ปี จบชั้นมัธยม 3 และเธอผู้นั้นเข้าไปเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งของโรงงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนพอที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น แต่เงินและชีวิตที่ดีต้องแลกกับสัญญานร้าย

คุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านรอบนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือทุกครั้ง พวกเขาจะรู้สึกวิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ บางคนพูดชัดเจนว่า หอพักหลายแห่งเป็นแหล่งมั่วสุมทางเพศ คนงานหญิงชายหลายคู่อยู่ด้วยกันโดยพ่อแม่ไม่รู้

โรคลึกลับที่ลำพูนคืออาการป่วยไข้ภายใต้วิถีชีวิตที่ขึ้นต่ออุตสาหกรรม ไม่มีใครปฏิเสธว่า การแพร่ระบาดของโรคเอดส์เป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วในภาคเหนือและคนงานภาคอุตสาหกรรมอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้ ทว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกลับมองข้ามโรคจากงานอุตสาหกรรมซึ่งมีปัญหาเฉพาะที่ต้องดูแลเอาใจใส่และยอมรับถึงปัญหา

โรคลึกลับที่ลำพูนเกี่ยวข้องกับมายาภาพที่ว่าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของบรรษัทข้ามชาตินั้นสะอาดและปลอดภัย ความจริงแล้ว “หุบเขาซิลิกอน” จุดกำเนิดการปฏิวัติอิเล็กทรอนิกส์เองก็ยังคงมีปัญหาสุขภาพของคนงานและสิ่งแวดล้อม

ดอกไม้

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ใครบางคนที่ชัดเซพเนจรมาถึงแอ่งที่ราบเชียงใหม่–ลำพูน เสียงเพรียกอันลึกลับของชะตากรรมกระซิบอยู่ในหัวใจว้าเหว่ของเขา “ผู้ลอดถ้ำขุนตาลมาแล้ว ยากที่จะกลับไป”

รถไฟพาผมลอดถ้ำขุนตาลมาสู่ลำพูนครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เมืองเล็กเงียบสงบท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำ คู่กับคนเมืองผู้ใจบุญสุนทาน เมื่อมาถึงผืนดินงดงามแห่งนี้ ยากที่จะกลับไปดังคำที่ลิขิตไว้

คนหละปูนให้ข้าวและน้ำแก่คนผ่านทางเสมอ ยามนั้น โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมผุดขึ้นทีละโรงสองโรง สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ย่างกรายมาถึง

ใครจะคิดว่า ลำพูนต้องตกอยู่ในบรรยากาศ “เฮือนเย็น” คำพื้นบ้านที่บอกเล่าบรรยากาศเยือกเย็นเมื่อมีผู้คนล้มตายลง หมู่บ้านตกอยู่ในความวังเวง หลายคนทุกข์เศร้าเมื่อลูกหลานของพวกเขากลายเป็นเครื่องจักรชิ้นหนึ่งของโรงงาน และลูกสาวของหมู่บ้านหมดลมหายใจ

หลายปีก่อน แม่คนหนึ่ง รอคอยลูกสาวคนสุดท้อง มัธยา แสนสม กลับจากโรงงาน แต่เธอไม่กลับมาให้แม่เห็นหน้าตลอดกาล

วงเดือน โนโชติ เหลือแต่รูปแขวนไว้ฝาบ้าน เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ เวลาแห่งการจากพรากผ่านไปเนิ่นนานแล้ว แม่ยังมีรอยยิ้มหม่นเศร้า

ยุพิน นาคมูล อยู่ในความทรงจำของแม่ แม่ของยุพินเข้มแข็ง แต่คราใดที่แม่คิดถึงเธอ หยาดน้ำตาของแม่ไหลอาบแก้ม

ในบรรยากาศ “เฮือนเย็น” ที่ห่มคลุมเหนือหุบเขาเชียงใหม่ – ลำพูน คนหนุ่มสาวมุ่งหน้าสู่โรงงาน เสียงกระหึ่มของจักรกลและวิถีอุตสาหกรรมยึดกุมชะตากรรมของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ในโมงยามเหล่านั้น แม่อีกหลายคนรอคอยลูกสาวกลับบ้าน

ผมมุ่งหน้าไปตามถนนลาดยางจากเขตเทศบาลเมืองลำพูนผ่านหมู่บ้านศรีบุญยืนข้ามแม่น้ำกวง ถนนสายนี้คือเส้นทางหลักที่คนงานใช้สัญจรไปมาด้วยรถมอเตอร์ไซด์ในยามเช้าและยามเย็น ตัดผ่านซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ระหว่างกิโลเมตรที่ 28-29 นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือขนาบอยู่สองฟากของไฮเวย์

ฝูงรถมอเตอร์ไซด์คือชีพจรของถนนสายนี้ เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเข็มนาฬิกาที่เครื่องตอกบัตรลงเวลาในโรงงาน เวลาถูกแบ่งเป็นส่วนตามแผนการผลิตและความต้องการของตลาด ไม่มีฤดูกาลแห่งโลก ไม่มีเวลาที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับชีพจรหัวใจของคนหละปูนอีกต่อไป ที่นี่คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ขุมทองของนักลงทุน เขตการค้าเสรีของบรรษัทข้ามชาติ

ใครที่ผ่านไปมาแถวนั้น อาจเห็น “ตุงสีแดง” เครื่องหมายแห่งความตายที่ชาวบ้านนำมาปักไว้บริเวณที่แยก “ตุงสีแดง” คือ ชีวิตของดอกไม้หลายดอกจากโรงงานอุตสาหกรรมต้องสังเวยให้กับอุบัติเหตุ

กลางปี 2538 มีเด็กสาวสองคน อายุ 17-18 ปี จากหมู่บ้านทาสบเส้า เป็นคนงานบริษัทอิเลกทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในนิคมอุตสาหกรรม ออกจากงานกะกลางคืนเวลาตีสี่กว่า ชวนเพื่อนอีกสามคนเข้าร้านเหล้าติดหมู่บ้านสันฝ้าย ไม่ห่างจากโรงงาน ฟังเพลงเมาเหล้าจนได้ที่ แล้วขับมอเตอร์ไซค์ข้ามถนนกลับบ้าน เพื่อนทั้งสามข้ามพ้น แต่เด็กสาวทั้งสองโชคร้าย รถบรรทุกบนซุปเปอร์ไฮเวย์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนทั้งคนทั้งรถแหลกละเอียด จบชีวิตวัยแรกแย้มอย่างน่าอนาถ

ก่อนที่สี่แยกนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจะมีสัญญานไฟจราจร คนงานและชาวบ้านชาวเมืองเอาชีวิตมาทิ้งหลายคน ผู้ประกอบการโรงงานลงขันรวมเงินเพื่อสร้างสะพานลอย เป็นคำพูดบอกต่อกันมาจนเงียบหายไป แม้ว่าติดตั้งสัญญานไฟจราจรแล้ว คนเดินทางไปมายังมีโอกาสตายเหมือนเดิม

จากสี่แยก ถนนเลียบผ่านหมู่บ้านสันป่าฝ้ายและนิคมอุตสาหกรรม ถึงบ้านแจ่มแล้วโค้งขึ้นทิศเหนือ ขนานกับเทือกเขาผีปันน้ำตะวันตก ผมบ่ายหน้าสู่ดอยขะม้อ ม่อนดอยที่มีภูมิสัณฐานรูปฝาชีเด่นตา ยอดดอยมีน้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นมุรธาภิเษกสรงพระบรมธาตุหริภุญไชยและใช้เป็นยารักษาโรค ผู้คนต่างร่ำลือว่า พระอาจารย์สงวนแห่งสำนักสงฆ์ดอยขะม้อมีสมุนไพรรักษาอาการป่วยของคนงานนิคมอุตสาหกรรม

“มีคนงานจากนิคมฯ มาที่นี่เยอะ เพราะไปหาหมอตามคลินิก ตามโรงพยาบาลแล้วไม่ดีขึ้น จึงพากันมา ส่วนใหญ่มีอาการปวดหัว ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการปวดม้วนในมดลูก บางคนเป็นภูมิแพ้ เนื่องจากสภาพทำงาน กินอาหารไม่ถูกส่วน สารพิษขับออกมาไม่ได้ สมุนไพรที่อาตมามีอยู่ กล้าพูดได้เลยว่ากินแล้วอาการเหล่านี้จะหาย” บางบทตอนของการสนทนากับพระภิกษุ ผมจึงได้รับรู้เรื่องของดอกไม้ที่ลอยมากับกระแสลมฤดูร้อน

ดอกไม้ เด็กสาวผมสั้น ท่าทางแก่นแก้ว เชื้อสายไตยองแห่งตำบลมะเขือแจ้ ลำพูน พ่อแม่เป็นชาวนายากจน เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 6 เธอเข้าไปเป็นกลจักรของโรงงานผลิตคอยล์สัญชาติญี่ปุ่น 5 ปี และจบชีวิตลงเมื่ออายุได้ 23 ปี

ร่อยรอยของดอกไม้เหลือไว้แต่ภาพถ่ายที่แม่ของเธอเก็บไว้ดูต่างหน้า แม่เปล่งเสียงเป็นถ้อยคำเศร้า “เสียใจนะ ถ้าลูกตายเพราะสารพิษ แม่เคยขอให้ออกจากโรงงานแต่ดอกไม้ไม่ยอมลาออก แม่ไม่รู้หรอกว่าลูกไม่สบายกี่ครั้ง ดอกไม้ขยันทำงาน ไม่เคยบ่น”

ดอกไม้ล้มป่วยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 เธอเตรียมจะทำงานกะกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนบ่ายแล้วเป็นลม ชาตามแขนและขา พ่อแม่พาส่งโรงพยาบาลหริภุญชัยเมมโมเรียล นอนพัก 4 วัน ดอกไม้มีอาการเพ้อ หมอแนะนำให้ไปโรงพยาบาลประสาท (เชียงใหม่) หมอที่โรงพยาบาลประสาทบอกให้ไปโรงพยาบาลสวนปรุงที่รักษาผู้ป่วยโรคจิต แต่แม่เชื่อว่า เธออาจถูกผีเข้า จึงพาลูกสาวคนสุดท้องกลับบ้านเพื่อรักษากับหมอเมือง

แวบหนึ่ง ผมหวนนึกถึงคำพูดจากการสนทนากับพระอาจารย์สงวน “ถ้าเด็กคนนี้ไม่กินยาสมุนไพรของอาตมาภายใน 14 – 15 วัน ไม่รอดแน่” แม่พาดอกไม้มาถึงดอยขะม้อ พระไม่อยากรักษาเพราะเห็นอาการร่อแร่ของเธอ ด้วยเมตตาธรรมของสงฆ์ ดอกไม้จึงได้อยู่ที่สำนักสงฆ์ 3 วัน เธอไม่ได้กินยาสมุนไพรและอาการป่วยยังคงเดิม

“ดอกไม้รู้ตัวว่าชักจะเรียกแม่ให้เอาไม้มาขัดไว้ที่ปาก เพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง เวลากินข้าวแม่ต้องป้อนให้ คิดช้ากว่าจะจำอะไรได้” แม่เล่าอาการของป่วยดอกไม้ ความทรงจำของผมผุดพรายขึ้นมา ดอกไม้มีอาการป่วยคล้ายกับ กมลชนก บัวศักดิ์ เด็กสาวจากจังหวัดพิจิตร อดีตคนงานนิคมอุตสาหกรรมผู้รอดชีวิตจากการสัมผัสสารเคมีชื่อ ไตรคลอโรเอธีลีน ซึ่งใช้เป็นตัวทำละลายในสายพานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เธอคลุ้มคลั่ง กัดลิ้นตัวเอง และความจำเสื่อม

เจ้าอาวาสวัดพันแหวน ประตูเชียงใหม่ รดน้ำมนต์ให้กมลชนกเพราะแม่ของเธอเชื่อว่าผีเข้า พระแนะนำให้ไปโรงพยาบาล วันที่ 22 กรกฎาคม 2537 กมลชนกถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเป็นตายเท่ากัน จากการวินิจฉัยและเยียวยาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลราชวิถีซึ่งเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ในเวลานั้น เธอจึงรอดตาย แต่สภาพร่างกายและจิตใจบอบช้ำ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพตลอดอายุขัย

คล้ายกับกมลชนก ดอกไม้ได้รับการเยียวยาจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ คนในหมู่บ้านบอกว่าถ้าดอกไม้รับเป็นคนทรงเจ้า(ม้าขี่) ภายใน 3-7 วัน อาการป่วยจะหาย แม่นำเธอกลับบ้าน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 เธอมีอาการชักเกร็งรุนแรงและหมดลมหายใจ

ในภายถ่าย เธอนอนหลับตา เลือดสีคล้ำออกจมูกและปาก มีผ้าห่มคลุมลำตัว แม่กับพ่ออยู่ข้างศพ ที่ฝาบ้านมีพวงหรีดแขวนไว้หนึ่งอัน พ่อแม่ทิ้งร่างไร้ชีวิตของเธอไว้ 2 วัน โดยไม่ยอมใส่ในโลงรอเธอฟื้นขึ้นมา แต่เธอไม่มีชีวิตอีกแล้ว

จากปากต่อปากในหมู่บ้าน บอกว่าเธอตายจากสารพิษในโรงงาน แต่ร่างของดอกไม้เป็นฝุ่นธุลี ใครเล่าจะพิสูจน์สาเหตุการตาย แม่ของเธอไม่รู้ว่าลูกสาวทำงานอะไรบ้างในโรงงาน เพื่อนร่วมงานของเธอรู้แต่ไม่มีใครพูดเพราะหมายถึงการทุบหม้อข้าวตัวเอง โรงพยาบาลหลายแห่งไม่รับรักษา หมอไม่ได้เขียนใบรับรองแพทย์ นายจ้างรับผิดชอบการตายของดอกไม้-ลูกจ้างรุ่นแรกที่ขยันขันแข็ง โดยจ่ายเงินค่าทำศพสามหมื่นบาทและประกันสังคมจ่ายให้อีกสองหมื่นบาท ก่อนตาย ดอกไม้ผ่อนรถมอเตอร์ไซค์จนหมด เหลือแต่เครื่องเสียงที่ทิ้งให้เป็นภาระของแม่

เทือกเขาผีปันน้ำตะวันตกเหยียดยาวอยู่เบื้องหลังเมื่อผมออกมาจากหมู่บ้าน ยอดดอยขะม้อโดดเด่นท่ามกลางหมู่ขุนเขา ผมปรารถนาให้น้ำศักดิ์สิทธิ์บนยอดดอยมีปาฏิหาริย์ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนงานที่ป่วยจากสารพิษ แต่วันเวลานั้นกำลังผ่านพ้น เพราะสารพิษได้ขโมยอนาคตของพวกเขาไปแล้ว

ดินแดนที่เต็มไปด้วยมลพิษ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ปกสีแดงซีดเป็นรูปวาดนักรบบูชิโดชุดดำถือปืนกลมือท่าทางขึงขัง หัวเรื่องเขียนว่า ”ภัยเหลือง ภาค 3 กำจัดจักรวรรดินิยมล้มระบบผูกขาด” หนังสือเล่มนี้มีอายุหลายทศวรรษแล้ว เมื่อครั้งคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการและคุณนิวัติ กองเพียรเป็นฝ่ายศิลป์ นี่คือบันทึกสำคัญของสังคมไทยในห้วงหนึ่งของการต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมจากบรรดาจักรวรรดินิยมทุกชาติ (โดยเฉพาะญี่ปุ่น)

ผมเปิดอ่านทุกหน้าด้วยใจระทึกจนถึงประโยคที่ร้อยเรียงซุกซ่อนอยู่ในบทวิเคราะห์อันยาวเหยียดเรื่อง “เหตุที่ญี่ปุ่นต้องเป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ”

เมื่อปี 2516 นายฮิโรชิ อิโบะ ประธานคณะกรรมการวางแผนปัญหาปรอทเป็นพิษในญี่ปุ่นได้กล่าวถึงท่าทีและความต้องการของนายทุนญี่ปุ่นในการตั้งโรงงานนอกประเทศ เพื่อลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายป้องกันมลพิษและความเสี่ยงต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมอันเข้มงวดว่า “การผลิตโซดาไฟในญี่ปุ่นหาที่ทำลำบาก วิธีต่อไปต้องไปสร้างนอกประเทศละกระมัง”

จากนั้นมาจนบัดนี้ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ ก็ยาตราทัพสู่ประเทศไทย…

บทความวรรณกรรมของสิงห์สนามหลวงเมื่อไม่นานมานี้ตอบคำถามเรื่องนักวิชาการบ้านเราชอบตามก้นฝรั่ง ก้นญี่ปุ่น ผู้ตอบสะท้อนปรากฏการณ์ของยุคสมัยอย่างคมคาย

…คุณยุ่นทำวิจัยไว้ล่วงหน้ามาตั้งแต่สมัยธีรยุทธ บุญมีและคณะ จัดงาน “สัปดาห์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น” เมื่อประมาณ 2 ทศวรรษก่อนว่า ให้ไอ้พวกนี้ต่อต้านไป ยิ่งต่อต้านมากเท่าใด มันก็ยิ่งซื้อสินค้าญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น เพราะคติพี่ไทยบอกว่า ตามใจคือไทยแท้ หนทางที่จะทำมาร์เก็ตติ้งได้ดีที่สุดกับชีวทัศน์แบบนี้คือ หาทางสร้างทัศนคติให้ชอบขี่มอเตอร์ไซค์กันมากๆ …คุณยุ่นคิดเลยเถิดไปอีกว่า แม้หากพรรคอมมิวนิสต์ไทยจะได้รับชัยชนะ แต่ทว่า “แมงกะไซค์” จะยิ่งใหญ่สืบไป…

คติแบบปัจเจกเช่นนี้กระมัง ญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งโรงงานแล้วก่อมลพิษขึ้น พวกเขาไม่เคยสะทกสะท้านกับกระแสต่อต้านเรียกร้องของคนงานผู้เจ็บป่วย ญาติผู้เสียชีวิต ผมจึงเห็นว่า นักลงทุนญี่ปุ่นคงจะคิดอะไรทำนองนี้ ให้มันต่อต้านไป ยิ่งต่อต้านมากเท่าใด ยิ่งไม่มีทางเลือก ถึงอย่างไร คนหนุ่มสาวของมันก็ต้องขายแรงงานอยู่ดี รัฐบาลของมันกระสันจะเป็น “นิวลี่ อินดัสเตรียสไลซ์ คันทรี่” เองนี่หว่า

นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งหยิบยกแง่มุมทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยชี้ให้เห็นว่า “บรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นคือส่วนที่มีชีวิตชีวาที่สุดของระบบทุนนิยมโลก” ผมขอเพิ่มเติมภาพอีกภาพหนึ่ง ญี่ปุ่นถูกเรียกว่าดินแดนที่เต็มไปด้วยมลพิษ–ด้านกลับของส่วนที่มีชีวิตชีวาที่สุดของระบบทุนนิยมโลก ด้วยเช่นกัน

แผนที่ Teikoku’s Complete Atlas of Japan นำเสนอให้เห็น “แผนที่มลพิษ” ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนญี่ปุ่นเกิดโรคอะไรบ้างจากการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นเครื่องเตือนใจให้กับความผิดพลาดที่ตัวเองก่อขึ้น

“ช่วงปี 2493-2503 อาจกล่าวได้ว่า ญี่ปุ่นคือดินแดนที่เต็มไปด้วยมลพิษ” เกน เอนโด นักศึกษาปริญญาเอกด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจจากญี่ปุ่น เขาเดินทางมาทำวิจัยที่เชียงใหม่เรื่องการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เราจึงได้คุยกัน ครั้งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ชี้ไปที่บ้านเกิดของเขาที่โอซาก้าบนแผนที่ “ตอนเด็ก ผมเกือบตาย เพราะไปดำน้ำเล่นริมทะเลที่มีแต่ขยะ”

“จากแผนที่คุณจะเห็นว่า ญี่ปุ่นมี Big Four หรือปัญหามลพิษ 4 เรื่องใหญ่ คือ โรคมินามาตะที่หนึ่ง (จังหวัดคูมาโมโตะ) โรคมินามาตะที่สอง (จังหวัดนิงาตะ) โรคอิไต-อิไต (จังหวัดโทยามา) และโรคหืดยกไกจิ (จังหวัดมิเอะ) มีขบวนการประชาชนต่อต้านจนกระทั่งรัฐบาลได้ตั้งกระทรวงสิ่งแวดล้อม แก้กฎหมาย และพิพากษาคดีมลพิษ “ เอนโดบอก ” คุณน่าจะทำแผนที่มลพิษของไทยดูบ้าง”

จากยกไคจิถึงอีสเทอร์นซีบอร์ด

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

เขาสามมุกจะเป็นฝั่ง

เกาะสีชังจะเป็นท่าเรือ

บางปลาสร้อย เมืองแนบอก จะรกเป็นป่าเสือ

คือคำทำนายแห่งชายฝั่งทะเลตะวันออก นานมาแล้ว และมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ทุกย่างก้าวบนชายฝั่งชลบุรีและระยองเปลี่ยนโฉมหน้าเป็น “สปริงบอร์ดของความเจริญรุ่งเรือง” ความหวังที่ไทยจะเป็นอุตสาหกรรมปรากฏชัดนับแต่ก๊าซธรรมชาติไหลตามท่อส่งจากกลางอ่าวไทยขึ้นบกที่ชายฝั่งมาบตาพุด ระยอง เมื่อปี 2524…

เมษายน 2535 ผมกับเพื่อนญี่ปุ่นอีกสามคนอยู่บนขบวนรถไฟจากนาโกยา จังหวัดอิชิ ข้ามไปสู่จังหวัดมิเอะ จุดหมายปลายทางอยู่ที่ “ยกไคจิ” เมืองอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันและเคมีขนาดใหญ่ริมอ่าวอิเซ ฟากมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อนบอกว่าเขากำลังพาผมไปดูความตายของญี่ปุ่น

ความรู้สึกของผมเมื่อเข้าเขตเมืองยกไคจิ เหมือนกับคนไทยที่เคยมาเยี่ยมที่นี่เมื่อนานมาแล้ว เขาเขียนบทความลงในหนังสือสภาพแวดล้อมฉบับบทเรียนจากญี่ปุ่นพิมพ์ในปี 2516 ว่า

…พอรถไฟสายคันไซเข้าเขตเมือง ก่อนที่เราจะเห็นปล่องโรงงาน เราก็เริ่มได้กลิ่นกำมะถันแล้ว และตลอดสองวันกับหนึ่งคืนที่อยู่ในเมืองนี้ก็ได้กลิ่นตลอดเวลา นึกถึงชาวบ้านที่ต้องทนอยู่กับแก๊สมรณะนี้วันละ 24 ชั่วโมง ปีละ 365 วัน จะเรียกเจ้าสิ่งเลวร้ายนี้ว่าฆาตกรก็ไม่ผิดนักเพราะรายงานของเทศบาลท้องถิ่นประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2514 ระบุว่า ผู้ป่วยด้วยสภาพแวดล้อมโสโครก 58 รายเสียชีวิตไปแล้ว จากจำนวนผู้ป่วยที่ทางการยอมรับว่ามีผลจากแก๊สมรณะนี้ทั้งหมด 811 คน…

เราสี่คนพบกับคุณซาวาอิ อดีตเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน และคุณอิโต ครูโรงเรียนมัธยม ทั้งสองคนเป็นชาวเมืองยกไคจิและพาพวกเราทัวร์มลพิษรอบเมือง ภาพสลับไปมาของมลพิษอุตสาหกรรมต่างสถานที่ต่างเวลา ยกไคจิ-อีสเทอร์ซีบอร์ด แจ่มชัดอยู่ในห้วงคำนึงของผม

(ยกไคจิ) เมืองยกไคจิมีนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่งริมทะเล เป็นอุตสาหกรรมหนักที่ใช้น้ำมันและเคมี อุตสาหกรรมเฟสแรกสร้างในปี 2498 ภายใต้แผนการพัฒนาท้องถิ่น มีการเวนคืนที่ดินหลายตารางกิโลเมตรเพื่อสร้างโรงงาน

(อีสเทอร์นชีบอร์ด) ภาคตะวันออกของไทยมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่า 4 แห่งริมทะเล (แหลมฉบัง มาบตาพุด ผาแดง ตะวันออกและเอเชีย) ยังไม่นับเขตอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตอนใน (บางปะกง ศรีราชา บ่อวิน เวลโกร์ เกตเวย์ซิตี้ อมตะ) ธันวาคม 2530 เริ่มลงมือก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง (นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังระยะแรกก่อสร้างเสร็จในปี 2534) มีการเวนคืนที่ดินบริเวณแหลมฉบังและมาบตาพุดรวมกันนับหมื่นไร่

(ยกไคจิ) ปัญหามลพิษเกิดจากก๊าซกรดกำมะถันซึ่งพ่นออกมาจากปล่องไฟของโรงงานปีละประมาณ 140,000 ตัน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน 90,000 คนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงงาน

(อีสเทอร์นซีบอร์ด) ปลายปี 2531 โรงงานไทยปิโตรเคมีคอลอินดัสทรีหรือทีพีไอ ชานเมืองระยองระเบิดและมีเพลิงลุกไหม้ คนงานเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บหนัก 4 คน ก๊าซที่มีกลิ่นเหม็นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณหลายสิบกิโลเมตร

(ยกไคจิ) คนป่วยเป็นโรคหืดยกไคจิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฤดูใบไม้ผลิปี 2504 อาการป่วยมีหลายลักษณะแต่เทศบาลจังหวัดยอมรับเพียง 9 อย่าง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ ผู้ป่วยและเสียชีวิตมักเป็นเด็กนักเรียนประถมศึกษาและคนสูงอายุ มีผู้ป่วยที่ไม่ได้ตายด้วยโรคแต่ฆ่าตัวตายเพราะทนอากาศพิษไม่ไหวสองรายในปี 2509 และ 2510

(อีสเทอร์นซีบอร์ด) ตุลาคม 2532 เกิดสารปรอทรั่วที่โรงงานแยกก๊าซ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เหตุมาจากการกัดกร่อนปรอทในท่อส่งก๊าซ สารปรอทปนเปื้อนในน้ำทะเลและน้ำบริโภค คนงาน 62 คนล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ

(ยกไคจิ) กันยายน 2510 ชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคยกไคจิ 9 คน เดินเรื่องฟ้อง 6 บริษัท ฐานะที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนด้วยการปล่อยก๊าซพิษออกมาติดต่อกัน นายแพทย์คะทจึ โยชิดะแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ จังหวัดมิเอะให้การเป็นพยานว่า จำนวนของผู้ป่วยเป็นโรคเจ็บคอ หวัดและหลอดลมอักเสบในบริเวณอากาศพิษมีถึงร้อยละ 220 ของจำนวนป่วยในบริเวณที่ไม่มีอากาศพิษ

(อีสเทอร์นซีบอร์ด) มกราคม 2537 นักเรียน 6 คน และอาจารย์ 1 คนของโรงเรียนโปลีเทคนิคระยองถูกนำส่งโรงพยาบาลระยองเนื่องจากปวดศรีษะรุนแรงและอาเจียน แพทย์ของโรงพยาบาลตั้งข้อสังเกตว่า นักเรียน 6 คน พักที่หอพักของโรงเรียนตรงข้ามกับโรงงานทีพีไอมาเป็นเวลากว่า 2 ปี พวกเขาได้กลิ่นเหม็นคล้าย ๆ กับผลไม้สุก บางครั้งเหม็นเหมือนก๊าซหุงต้ม เมื่อดมกลิ่นจะมีอาการปวดศรีษะ แสบจมูก คอแห้ง นักเรียนและครูทั้ง 7 คน รักษาอาการกันเอง 7 เดือนผ่านไป เมื่อมีอาการป่วยขึ้นอีกจึงตัดสินใจไปหาแพทย์ รายงานทางการแพทย์พบว่านักเรียนกว่าร้อยละ 90 ได้กลิ่นเหม็น นักเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีอาการปวดศรีษะ หน้ามืด โรงพยาบาลคาดว่ากลิ่นดังกล่าวมีที่มาจากสารเคมีที่ใช้ในโรงงาน

(ยกไคจิ) นิคมอุตสาหกรรมเฟส 3 ของเมืองยกไคจิสร้างเสร็จพร้อมกับครบรอบ 20 ปี หลังจากศาลตัดสินว่าอากาศพิษจากโรงงานทำให้ชาวบ้านเป็นโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ รัฐบาลสัญญาว่า นิคมอุตสาหกรรมเฟส 3 จะเป็นเขตปลอดมลพิษ แต่ชาวบ้านบอกว่า มันคือสัญญาพิษต่างหากเล่า

(อีสเทอร์นซีบอร์ด) พญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุล นายกสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยบอกว่า โรงงานทีพีไอใช้สารโทลูอีน เฮกซีน เคโรซีนและสารทำละลายอื่นๆ ในกระบวนการผลิต สารเคมีเหล่านี้มีผลทำให้ปวดศรีษะ หมดเรี่ยวแรง หน้ามืดวิงเวียน ถ้าได้รับสารในปริมาณน้อยร่างกายสามารถขับออกได้ หากมีการสะสมเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อระบบหมุนเวียนเลือดและการทำงานของตับ ถ้าสารเคมีนี้ไม่ถูกกำจัดก่อนปล่อยสู่อากาศ คนสูดอากาศที่มีสารเหล่านี้เจือปนก็จะเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาวได้ ถ้าไม่มีการสอบสวนอย่างจริงจังถึงสาเหตุการป่วยของนักเรียนโปลีเทคนิคระยอง ก็พูดได้เพียงว่าอาการของคนไข้เหมือนอาการซึ่งเกิดจากสารเคมีที่ใช้ในโรงงานทีพีไอเท่านั้น

รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับว่า มีคนป่วยจากอากาศพิษ 41 เขตทั่วประเทศ โรงงานอุตสาหกรรมในเขตดังกล่าวต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่รัฐเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย ถ้าโรงงานปรับปรุงระบบป้องกันมลพิษรัฐบาลจึงจะยกเลิกค่าชดเชย (จึงมีโรงงานหลายแห่งอ้างว่าได้ป้องกันมลพิษแล้ว)

หมู่บ้านอิโชสุเป็นสถานที่สุดท้ายในเมืองยกไคจิที่คุณซาวาอิและคุณอิโตพาพวกเราไปเยี่ยม ในอดีตหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้มีชื่อเสียงในการจับปลามาก เมื่อมีโรงงาน ชาวประมงขายปลาไม่ได้เลยเพราะมีกลิ่นเหม็น แม้จะเปลี่ยนวิธีหาปลาใหม่ ชาวประมงก็ลดจำนวนลง เหลือแต่คนเฒ่าคนแก่ เรือหาปลา 356 ลำ ลดเหลือ 30 ลำในช่วงที่ผมไปเยี่ยม อากาศพิษจากโรงงานยังทำให้ชาวบ้านเป็นโรคทางเดินหายใจ 140 คน แต่ราชการไม่ยอมรับว่าป่วยจากโรงงาน เคยมีการเดินประท้วงให้แก้ไขปัญหาน้ำเสียจากโรงงานแต่ท้ายที่สุดชาวประมงถูกจับขังคุก

ไม่ต่างจากหมู่บ้านแหลมฉบังที่ศรีราชาซึ่งประสบชะตากรรมที่คล้ายกันนี้ ชาวประมงที่แหลมฉบังเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ที่รัฐอ้างว่าได้เวนคืนเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกตั้งแต่ปี 2521 จนบัดนี้ พวกเขายังปักหลักอยู่ที่นั่น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง รอบหมู่บ้านกลายเป็นโรงงาน ชุมชนใหม่และท่าเรือน้ำลึก

ชาวประมงชราผู้หนึ่งเข็นรถจักรยานบนทางกลับสู่หมู่บ้าน เราเข้าไปคุย เขามีใบหน้าเศร้าสร้อยขณะหวนอดีตอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวอิเซแล้วย้อนกลับสู่ชีวิตในยุคน้ำเน่าอากาศพิษ ปี 2498 ซึ่งโรงงานผุดขึ้นริมทะเลถึงปี 2535 ซึ่งผมได้ยืนอยู่ที่นั่น นับได้ 38 ปี โรคปอดและโรคทางเดินหายใจยังมีอยู่ กลิ่นกำมะถันยังอบอวลอยู่ในบรรยากาศของเมือง หมายความว่า ญี่ปุ่น-ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วได้ชื่อว่าดินแดนที่เต็มไปด้วยมลพิษและคนป่วยจากอุตสาหกรรม บัดนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น เมื่อความทรงจำครั้งเยือนเมืองยกไคจิผุดขึ้นมา ผมแว่วยินบทกวีบทหนึ่งจากริมทะเลที่ไหนสักแห่ง

…ลำพังบนชายหาด

รอคอยสันติภาพจวบทุกสิ่งจบสิ้น

ฉันได้ยินสายลมร้องเพลง

เพลงชีวิตสันโดษ

ได้โปรด…ดอกพลับพลึงบานที่ใด

เมื่อฉันปิดเปลือกตาลง

ฉันเป็นคลื่นลมแปรเปลี่ยน

วิ่งสู่อ้อมกอดของชายหาด

ที่ไหนหรือ…วิถีชีวิตดำรงอยู่อย่างเงียบงัน…

ผู้หญิงเอเชีย

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ฤดูใบไม้ผลิในดินแดนอาทิตย์อุทัยหลายปีก่อน นักข่าวหญิงมาดสุขุมลุ่มลึกและดูเป็นเพื่อนที่อบอุ่นคนหนึ่ง ลุกขึ้นพูดในการสัมมนาว่าด้วยผลกระทบของทุนนิยมญี่ปุ่นต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อิดาบาชิเซ็นทรัลพลาซา-โตเกียว เธอพูดว่า “ถนนเพื่อการท่องเที่ยวหลายสายในภาคเหนือของไทยที่รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนเงินทุนทำให้ผู้หญิงและเด็กบนภูเขาเดินทางเข้าเมืองมาเป็นโสเภณีและแรงงานรับจ้าง โครงการอีสเทอร์นซีบอร์ดของไทยที่ได้เงินกู้จากญี่ปุ่นทำให้ชาวประมงรายย่อยล่มสลายเพราะหาปลาไม่ได้ น้ำทะเลสกปรกเป็นพิษ ป่าชายแลนถูกตัดเหี้ยนและกากสารพิษถูกทิ้งเกลื่อน”

เมื่อผมสัญจรสู่เกาะฮอนชูโดยคำเชิญของกลุ่มศึกษาวิจัยผลกระทบความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิครานั้น นำเรื่องราวของชาวประมงหมู่บ้านแหลมฉบัง-หมู่บ้านในโอบกอดภูเขาและทะเลที่ตกอยู่ในกรงเล็บอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก-ไปบอกเล่ากับคนญี่ปุ่น “เขาจะเอาคนหาปลาออกไปจากชายฝั่งทะเลเพื่อสร้างท่าเรือใหญ่และโรงงาน” ผมจึงได้พบกับนักข่าวหญิงคนนั้น ยาโยริ มัตสุอิ ผู้หญิงเอเชียแห่งอาซาฮี ซิมบุน

ระยะเวลาสั้นๆ ทั้งในโตเกียว แหลมฉบัง มาบตาพุด กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือของไทย ท่าทีกระฉับกระเฉงและความคิดเฉียบคมของเธออยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เราได้สนทนากัน

“สารเคมีระเบิดที่คลองเตย-กากสารพิษที่กาญจนบุรี” “พอง-ชี-มูลเน่า” “ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่แม่เมาะ” “โรคลึกลับที่ลำพูน” เรื่อยมาถึง “กากสารพิษที่อิสเทอร์ซีบอร์ด” ฯลฯ ต่างสะท้อนด้านมืดของการพัฒนาไปสู่ความมั่งคั่ง คือประจักษ์พยานของหายนะภัยที่มนุษย์ก่อขึ้น

ชีวิตและงานของยาโยริ มัตสุอิ ผ่านเข้ามาสู่ความคิดของผม

“ช่วงปีพ.ศ.2508-2512 ฉันสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะนั้นฉันพักอยู่กับครอบครัวชาวประมงครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวของพวกเขาเป็นโรคมินามาตะมาแต่แรกเกิด ขณะที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ฉันเริ่มตั้งคำถามถึงความหมายและโครงสร้างสังคมญี่ปุ่นที่พยายามไต่เต้าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ”

เธอบอกว่า “เรื่องมลพิษสิ่งแวดล้อมนี้เอง ที่นำฉันมายังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอีกครั้งหนึ่ง”

ยาโยริ มัตสุอิ เติบโตขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมของครอบครัวซึ่งเชื่อว่ามนุษย์เราเกิดมาเท่าเทียมกัน ทำให้เธอปรับตัวเข้ากับสังคมศักดินาญี่ปุ่นอย่างลำบาก ต่อมา เธอตัดสินใจไปเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่ทัศนคติเหยียดผิวในสังคมตะวันตกทำให้เธอผิดหวัง ระหว่างกลับบ้านทางเรือจากชิคาโกผ่านเมืองท่าหลายแห่งในเอเชียเวลานั้นเป็นช่วงปี 2498-2502 ความจริงของเอเชียที่ประจักษ์ต่อสายตาทำให้เธอตกตะลึงที่สุดในชีวิตวัยสาว

คนนอนตัวขดตายอยู่บนถนนในมุมไบ(บอมเบย์) ฝูงเด็กขอทานในโคลัมโบ ผู้หญิงเร่ขายของที่อ่อนระโหยโรยแรงข้างถนนในไซ่ง่อน คือด้านกลับของความอยู่ดีกินดีที่เธอพบในยุโรปและอเมริกา “เราทุกคนเป็นมนุษย์ อยู่บนโลกใบเดียวกัน ทำไมเพื่อนมนุษย์บางคนจึงทุกข์ยากเช่นนั้นหนอ” เธอคิด

ที่บ้านเกิด เธอต้องเผชิญอุปสรรคในการหางานทำจากอคติทางเพศ ในเวลานั้น อาซาฮีชิมบุน แทบจะเป็นหนังสือพิมพ์แห่งเดียวที่รับผู้หญิงจบปริญญาตรีเข้าทำงาน เธอล่า “น่าประหลาดที่พบว่างานหนังสือพิมพ์นี้ทำให้ฉันแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมญี่ปุ่นได้”

ช่วงปี 2513-2517 ยาโยริได้เห็นการรณรงค์ต่อต้านมลพิษที่แผ่ขยายทั่วญี่ปุ่น โรงงานถูกบังคับให้นำมาตรการควบคุมและป้องกันมลพิษมาใช้อย่างเข้มงวด รัฐบาลออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ศาลนำแนวคิดใหม่ให้บริษัทรับผิดชอบค่าเสียหายจากมลพิษ เธอเห็นว่านี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นย้ายโรงงานสกปรกมาที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

พร้อมกับความสนใจเอเชีย เธออยู่ในบรรยากาศของขบวนการสิทธิสตรีขณะเดินทางเขียนข่าวสิ่งแวดล้อมในอเมริกา ยุโรป อดีตสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2514 เธอประหลาดใจที่มีคำถามกับตัวเองในช่วงสิบปีแรกของการเป็นนักข่าว ที่ผ่านมาเธอเห็นตัวเองในฐานะ “ผู้สื่อข่าว” หาใช่ “ผู้สื่อข่าวหญิง” ของหนังสือพิมพ์ที่มีเพื่อนร่วมงานร้อยละ 99 เป็นผู้ชาย

เธอกลับญี่ปุ่นพร้อมด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นเฟมินิสต์ เธอผลักดันเนื้อหาข่าวด้านผู้หญิงในหน้าหนังสือพิมพ์ จาก คอลัมม์ “ผู้หญิง” หรือ “ครอบครัว” ไปสู่คอลัมม์ “สังคม-การเมือง” ประเด็นเกี่ยวกับเพศ(Gender) ทำให้เธอค่อยๆ รู้แจ้งว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่เพียงแต่มาจากการดูถูกและกีดกันผู้หญิงในประเทศ หากแต่มาจากการกดขี่ขูดรีดผู้หญิงในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลกที่สามด้วย

การเข้าร่วมกลุ่มคนหนุ่มสาวเพื่อศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2517 โดยเดินทางผ่านเวียดนามใต้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ยิ่งทำให้เธอประจักษ์ชัดต่อการขยายพลังเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งศาสตราจารย์รีเนท คอนสแตนติโน ผู้สนับสนุนขบวนการชาตินิยมฟิลิปปินส์เรียกมันว่า “การรุกรานครั้งที่สอง”

การทำงานหนังสือพิมพ์เชิงธุรกิจของญี่ปุ่นซึ่งมีหลักการว่า   “รายงานข่าวอย่างเป็นกลางปราศจากอคติ” ทำให้ยาโยริหาทางออกด้วยการร่วมก่อตั้งสมาคมผู้หญิงแห่งเอเชียเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย จากมุมมองของผู้หญิง โดยเน้นไปที่ประเด็นต่างๆ เช่น เซ็กส์ทัวร์ ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ความรับผิดชอบต่อสงครามของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่น และการขูดรีดแรงงานหญิง เป็นต้น

“ผู้หญิงคืออาณานิคมสุดท้ายโดยแท้” เธอเขียน

ภาพของตัวแทนผู้หญิงของรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่แต่งกายด้วยชุดสวยงามในสถานที่โอ่โถงซึ่งใช้จัดการประชุมสตรีโลกโดยองค์การสหประชาชาติที่เม็กซิโกซิตี้ในปี 2518 และแม่ผู้ยากไร้ชาวเม็กซิกันอินเดียนคนหนึ่งที่อุ้มลูกน้อยขอทานกลางสายฝนอยู่ด้านนอกเป็นภาพขัดแย้งที่เธอไม่อาจลืม แม่ลูกคู่นั้นส่งสายตาคล้ายถามถึงชีวิตของเธอในสังคมญี่ปุ่นอันมั่งคั่ง

การประชุมขององค์กรพัฒนาเอกชนที่จัดขึ้นที่เม็กซิโกซิตี้ในเวลาเดียวกัน มีเหตุการณ์โต้แย้งถึงขั้นแย่งไมโครโฟนระหว่างผู้หญิงอเมริกันผู้อ้างว่า ในสังคมอเมริกันที่มั่งคั่ง หญิงและชายต้องเท่าเทียมกัน และผู้หญิงจากละตินอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในโลกที่สามผู้กล่าวว่า ประเทศร่ำรวยดูดทรัพยากรไปจากโลกที่สาม-ดินแดนซึ่งผู้หญิงยากจนต้องต่อสู้ให้มีชีวิตรอดไปวันๆ จากการโต้เถียงนี้ ยาโยริสำนึกทันที “ผู้หญิงญี่ปุ่นมีสองสถานะ คือ ถูกกีดกันจากสังคมญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็ได้รับผลประโยชน์จากการขูดรีดผู้หญิงเอเชียประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้หญิงอเมริกันเราเป็นทั้งเหยื่อและผู้กดขี่

ยาโยริมองว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นสามารถสร้างสมานฉันท์กับผู้หญิงเอเชียอื่นๆ และโลกที่สามได้นั้น ขึ้นอยู่กับการโต้ตอบและท้าทายระบบญี่ปุ่นที่กดขี่พวกเธอ ผู้หญิงจำนวนน้อยเหลือเกินที่จะยืนหยัดเช่นนั้นในสังคมญี่ปุ่นที่ทั้งหญิงและชายมัวหลงเพลินอยู่กับความมั่งคั่ง

“หลายครั้ง ฉันรู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยวจากกองบรรณาธิการอาซาฮีชิมบุน ถูกต่อต้านอย่างแรงจากผู้ชายญี่ปุ่นเมื่อฉันเริ่มรณรงค์ต่อต้านเซ็กส์ทัวร์ ผู้ชายจากประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเดินทางไปซื้อบริการทางเพศจากผู้หญิงในประเทศยากจน การต่อต้านเซ็กส์ทัวร์เป็นการท้าทายโครงสร้างที่มีลักษณะกดขี่ขูดรีดของระบบเศรษฐกิจการเมืองของญี่ปุ่น และท้าทายลักษณะกดขี่ทางเพศของผู้ชายญี่ปุ่น”

ช่วงที่เธอทำข่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวเป็นเวลาเดียวกับที่มีโอกาสเดินทางไปยังสิงคโปร์ในฐานะผู้สื่อข่าวพิเศษภาคพื้นเอเชียของอาซาฮีชิมบุนระหว่างเดือนธันวาคม 2524 ถึงเมษายน 2528 “ครั้งนั้นหัวหน้ากองบรรณาธิการถามฉันว่าต้องการทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศไหม ฉันตอบว่า แน่นอนเลยถ้าอยู่ในเอเชีย เพื่อนนักข่าวหลายคนถามว่าทำไมต้องเป็นเอเชีย เพื่อนบางคนก็ว่า คุณไม่รู้หรือไง รายงานข่าวจากที่นั่น หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นไม่ค่อยรับเรื่องลงพิมพ์หรอก แต่ฉันตั้งใจแล้วว่าอยากเห็นเอเชียส่วนอื่นด้วยสายตาของตัวเอง อยากรู้จักมักคุ้นกับผู้คน อยากรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับญี่ปุ่น”

สามปีครึ่งกับประสบการณ์อันท่วมท้น เธอเดินทางไปเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง(นิคส์เอเชีย), ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเชีย อินโดนิเชียและสิงคโปร์(กลุ่มอาเซียน), อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา และเนปาล (เอเชียใต้ที่ยากจนที่สุด), เวียดนาม กัมพูชา และลาว (สังคมนิยมแห่งอินโดจีน), พม่า รวมทั้งออสเตรเลีย

“แรกๆ ฉันตื่นตะลึงกับภาพอันแตกต่างหลากหลาย ทั้งประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม ทั้งอิสลาม ฮินดู พุทธ ทั้งกลุ่มเชื้อชาติ วิถีชีวิต ภาษา ช่องว่างทางชนชั้นและสังคม ซึ่งหยั่งรากลึกและรุ่มรวย ผู้เคยชินกับวัฒนธรรมที่มีลักษณะส่วนใหญ่เหมือนๆ กันอย่างฉันต้องพิศวงงงงวย แต่วันเวลาผ่านไป มนต์ขลังแห่งเอเชียได้เบ่งบานขึ้นในตัวฉัน…”

คือห้วงชีวิตหนึ่งของผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าผม-ยาโยริ มัตสุอิ

เธอยิ้มให้กำลังใจขณะผมเริ่มต้นเล่าเรื่องเงินทุนญี่ปุ่นกับหมู่บ้านชาวประมงชายฝั่งทะเลตะวันออก เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม เธอเข้ามาคุยกับผมเหมือนพี่สาวใจดี วันต่อมา อาซาฮีชิมบุนก็ได้ลงข่าวการประชุมนี้

“มาญี่ปุ่นคราวนี้ คุณจะไปที่ไหนบ้าง” ยาโยริถาม

“เพื่อนๆ บอกว่าอยากพาผมไปดูเขตอุตสาหกรรมที่เมืองยกไกจิ อุตสาหกรรมไฮเทคในที่ราบสูงภาคกลางของฮอนชู แล้วก็อุตสาหกรรมอิสเทอร์นซีบอร์ดของญี่ปุ่น”

“จะเป็นประโยชน์กับคุณมากทีเดียว”

ผมบอกเธอว่าจะติดตามผลงานเขียนของเธอตอนต่อไป เธอยิ้มกว้างรับคำก่อนอำลาและกลืนหายเข้าไปในฝูงชนบริเวณด้านหน้าอิดาบาชิ เซ็นทรัลพลาซาท่ามกลางกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิอันเย็นเยือก