ต้นทุนถ่านหิน : มลพิษที่มากกว่าธรรมดา
ในสหรัฐอเมริกา มลพิษทางอากาศพรากชีวิตผู้คน 30,000 คนในแต่ละปี จากการศึกษาในปี 2544 พบว่าผู้คนใน 14 เมืองจาก 20 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย สูดอากาศเอามลพิษที่ทางรัฐบาลเห็นว่า “อันตราย” เข้าไป ในจีน โรคปอด (Pulmonary Disease) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่เป็นอันดับสอง ร้อยละ 13.9 จากทั้งหมด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นก็คือถ่านหินหรืออนุภาคขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน มลพิษทางอากาศ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าฝุ่นละอองหรือเขม่า เป็นหนึ่งในผลผลิตอันตรายที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน ฝุ่นละอองหรือเขม่าซึ่งปล่อยออกมาโดยตรงจากปล่องควันอุตสาหกรรมหรือปล่อยออกมาทางอ้อมโดยการทำปฏิกิริยาของสารพิษ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับอากาศ อนุภาคนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนถึง 40 เท่า และยังมีส่วนประกอบของซัลเฟต ไนเตรท แอมโมเนียม โซเดียมคลอไรด์ คาร์บอน และผงแร่ ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นอันตรายมากเป็นพิเศษเนื่องจากอนุภาคที่เล็กที่สุดนั้นสามารถถูกสูดลึกเข้าไปในปอดได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะผ่านเข้าไปสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเป็นต้นเหตุของจำนวนที่มากขึ้นของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากสร้างปัญหาหมอกควันและวิสัยทัศน์แล้วยังมีสารพิษที่ฝุ่นละอองเหล่านั้นสามารถทำให้ดินสูญเสียธาตุ ทำให้น้ำเกิดการปนเปื้อน และยังสร้างความเสียหายให้แก่ป่าและพืชผลอีกด้วย ————– จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, […]
ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฌาร์เรีย(อินเดีย) กองฟืนที่ยังคงคุกรุ่น
ฌาร์เรียเป็นหนึ่งในเขตเหมืองถ่านหินที่มีความสำคัญมากที่สุดในอินเดีย และเป็นหนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของมีค่าที่นำมาผลิตเป็นถ่านโค้กคุณภาพสูง หากแต่ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเองที่ควบคุมไม่ได้กลับเปลี่ยนให้เหมืองถ่านหินกลายมาเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาไหม้ไม่มีวันดับมอด เขตฌาร์เรียเป็นเขตที่พื้นดินถูกเผาไหม้อย่างช้าๆ และมีควันพิษที่ทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทรุดตัวของดินอีกด้วย ทว่า ผู้คนหลายพันคนก็ยังคงอยู่ในเมืองที่ทรุดตัวลงนี้ เลี้ยงชีวิตตัวเองในแต่ละวัน ชาวบ้านหลายคนหารายได้ด้วยการลักลอบเก็บถ่านหิน แต่ละวันพวกเขาต้องคอยกระวีกระวาดเก็บเศษถ่านหินจากหลุมขยะของเหมืองถ่านหินเพื่อนำไปขายในตลาดในท้องถิ่นในราคาตะกร้าละ 50 รูปี (1.20 เหรียญสหรัฐฯ) สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวเป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังถูกคุกคามให้ออกจากที่ทำกินของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากอันตรายจากไฟถ่านหินที่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ที่มาที่ไป ก่อนหน้าที่จะมีการขุดถ่านหินในพื้นที่แห่งนี้ ฌาร์เรียเคยเป็นเขตที่ป่าหนาแน่นที่มีชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ พวกเขาดำรงชีวิตพื้นฐานด้วยการทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงวัว เรื่องราวที่เล่าขานต่อกันมามีอยู่ว่า ในช่วงแรกราชาชีพ ประสาท ซิงห์(Raja Shiv Prasad Singh) ผู้ปกครองเขตฌาร์เรียและบริเวณโดยรอบอนุญาตให้พ่อค้าชาวคุจราช(Gujarati)เช่าพื้นที่ 200 เอเคอร์ ในเขตนี้เพื่อเริ่มกิจการเหมืองถ่านหินโดยเก็บค่าเช่าเป็นเงิน 200 รูปี (5 เหรียญสหรัฐฯ) เมื่อกิจการเหมืองถ่านหินเติบโตขึ้น ไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ชั้นถ่านหินที่ลุกไหม้อย่างช้าๆ และกากของเสียทำให้เกิดประกายไฟขึ้นอันเป็นผลมาจากเทคนิคการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานและความประมาทเลินเล่อ ตัวการหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้และการเลื่อนทรุดตัวของของแผ่นดิน นั่นคือ การทำเหมืองถ่านหินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ไฟถ่านหินครั้งแรกขึ้นในเมืองฌาร์เรียในปี 2459 (เกิดขึ้นในเหมืองถ่านหินโบรา(Bohra)) ช่วงที่เลวร้ายที่สุดคือหลังจากปี 2514 เมื่อเหมืองแร่ต่างๆ กลายเป็นสมบัติของชาติและบริษัทเอกชนที่มีชื่อว่า บารัตโค๊กกิ้งโคล์ลิมิตเตด(Bharat […]
พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (5)
พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระทางพลังงานของประเทศ ในยุคนิวเคลียร์ โลกจะแบ่งออกเป็น “ผู้ที่มี” และ “ผู้ที่ไม่มี” เทคโนโลยีนิวเคลียร์ บรรพบุรุษของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ระเบิดนิวเคลียร์ ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานในทางภูมิศาสตร์การเมืองที่มีอันตราย และครอบงำอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายที่สัมพันธ์กับการได้มาซึ่งเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในแบบใดๆ ก็ตาม ผู้ที่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์พยายามที่จะควบคุมการแพร่หลายโดยการจัดให้มีความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ มีการจัดตั้งชุมนุมนิวเคลียร์พลเรือนภายใต้กลุ่มความร่วมมือพลังงาน นิวเคลียร์ระดับโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ มีบทบาทในการเสนอรัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และการจัดการกากนิวเคลียร์ให้ประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ ผู้ที่ไม่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็ต้องการจะเป็นสมาชิกชุมนุมนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ ประธานาธิบดีแห่งบราซิล ลูลา เดอ ซิลวา (Lula da Silva) แสดงถึงอย่างชัดเจนโดยกล่าวว่า การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะทำให้บราซิลมีค่ามากขึ้นในฐานะประเทศ ในปี 2549 ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัดซิงแห่งอินเดียประกาศถึงข้อตกลงทวิภาคีแปดปีในการที่สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือแก่อินเดียในด้านพลังงานนิวเคลียร์ นายนิโคลัส เบิร์น ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการทางการเมืองกล่าวว่า อินเดีย ไม่เหมือนเช่นอิหร่านและเกาหลีเหนือ ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากสหรัฐอเมริกา การถูกใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง พลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองขึ้นและ ก็มิได้รับประกันความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศหรือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมิต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและการแพร่หลายของนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและทักษะความชำนาญด้านพลังงานหมุนเวียนสามารถส่งออกไปทั่วโลกและสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้โดยง่าย การนำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมาใช้ ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์และประสิทธิภาพพลังงานสามารถให้ความมั่นคงด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากราคาที่จะต้องจ่ายในทางการเมือง ห่วงโซ่อุปสงค์ระหว่างประเทศ มีปัญหาต่าง ๆ ในทางปฏิบัติในเรื่องของโครงสร้างของห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์ […]
อารยะขัดขืน ยืนหยัดต้านนิวเคลียร์
ธารา บัวคำศรี เรียบเรียง แม้ว่าผู้นำรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานของประเทศไทยกำลังชุบชีวิต พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของการจัดหาพลังงาน (Security of Supply) แรงกดดันจากภาวะโลกร้อน(Climate Change) การสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและต้นทุนการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แข่งขันได้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้กำลังได้รับการท้าทายจากอารยะขัดขืนของพลเมืองทั่วโลก ในอินเดีย รัฐบาลวางแผนที่จะสร้างสวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชัยตาปัว ในอำเภอรัตนคีรีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐมหาราช สวนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ดังกล่าวนี้จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 8 หน่วยที่ซื้อมาจากบริษัทอารีวา อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส นอกจากภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นของพลังงานนิวเคลียร์ โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงนับหมื่นคน ต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ชุมชนท้องถิ่นนับพันได้ลุกขึ้นมาประท้วงโครงการ โดยอาสาตัวเองเพื่อเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและการฟ้องร้องทางกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ สิ่งที่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงแห่งชัยตาปัวนั้นชัดเจนคือ พวกเขาต้องปกป้องผืนดินและแหล่งประมงชายฝั่ง และยืนยันไม่รับเงินค่าชดเชยการอพยพจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ จากการลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ ตำรวจได้จับกุมชาวบ้านทั้งหญิงและชายกว่า 600 คน ใส่รถบัสและส่งเข้าคุก ชาวบ้านอีกกว่า 700 คน ยังคงยืนหยัดประท้วงอย่างสันติและเสี่ยงต่อการจับกุม การประท้วงอย่างสันติ ยังประกอบด้วยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นหลายคน รวมถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา พี บี สวัน และพลเรือเอกรามดาสซึ่งเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ มีายงานว่าพวกเขาถูกจับกุมบนทางหลวงห่างจากพื้นที่ประท้วง 20 กิโลเมตร ลักษณะโครงการนิวเคลียร์ที่ชัยตาปัวเป็น “ความละเลยที่น่าตระหนก” […]
