ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

ในความเห็นของ Josef Kellndorfer ซึ่งประจำอยู่ที่ Woods Hole Research Center (WHRC) เขามองว่า ผู้ที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากรจำเป็นต้องเห็นป่าไม้ลงไปในรายละเอียด ในระดับที่เห็นว่าพื้นที่จอดรถหรือการพัฒนาใดๆ หรือ กิจกรรมการเกษตรใดๆ เกิดขึ้นจากการทำลายป่า ทีมวิจัยของเขาทำการศึกษาลงไปในระดับนั้นเมื่อมีการนำเสนอชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ  (National Biomass and Carbon Dataset – NBCD) ในเดือนเมษายน 2011

ชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ (The National Biomass and Carbon Dataset -NBCD) เป็นแผนที่ชีวมวลป่าไม้ที่มีรายละเอียดสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้น นักวิทยาศาสตร์ที่ประจำ ณ Woods Hole Research Center สร้างมันขึ้นจากข้อมูลดาวเทียมและการวัดภาคพื้นดินที่มีความเที่ยงตรงสูง  (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Kellndorfer กล่าวว่าทีมของเขาให้ข้อมูลในระดับการจัดการ แผนที่ป่าไม้และปริมาณคาร์บอนในสหรัฐฯ ดังกล่าวนี้ มีความละเอียดไปถึง 30 เมตร หรือประมาณ 4 พิกเซลบนจอความพิวเตอร์ต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์ เป็นชุดข้อมูลของภาพรวมของโครงสร้างป่าไม้และการเก็บสะสมคาร์บอน สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการประเมินความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา Kellndorfer, Wayne Walker และทีมงานของพวกเขาที่ Woods Hole ร่วมมือกับหน่วยป่าไม้ของสหรัฐฯ (the U.S. Forest Service) และ the U.S. Geological Survey (USGS) เพื่อสร้างแผนที่ป่าไม้แห่งชาติขึ้นจากขัอมูลดาวเทียม (space-based radar และ optical sensors) แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลภาคสนามจำนวนมาก พวกเขาแบ่งแผนที่สหรัฐฯ ออกเป็น 66 ส่วน และลงท้ายด้วยการทำแผนที่พื้นผิวของแผ่นดินสหรัฐย่อยออกเป็น 265 ล้านส่วน  Kellndorfer ประมาณว่าฐานข้อมูลแผนที่นั้นรวมถึงการวัดต้นไม้ประมาณ 5 ล้านต้นในป่า

ในปี 2005 Kellndorfer ถอดสัญญานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรวจจับโโยเรดาร์ เป็นข้อมูลที่เผิดเผยถึงความสูงของพืชพรรณ เขาหักลบความสูงเรือนยอดไม้จากความสูงของภูมิประเทศ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถประเมินความสูงและความหนาแน่นป่าไม้และพืชพรรณที่ปกคลุมพื้นผิวได้

แต่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นแค่การเริ่มต้น ทีมของ Kellndorfer รวมข้อมูลของพวกเขาเข้ากับ National Land Cover Database ที่สร้างขึ้นจากภาพดาวเทียม Landsat พวกเขาวิเคราะห์ภาพเหล่านั้นทางด้านชีวิทยาและธรณีวิทยา ตรวจสอบว่า ความสูงต่ำของภูมิประเทศนั้นส่วผลอย่างไรต่อความสูงและความหนาแน่นของต้นไม้ ที่ความสูงระดับหนึ่งต้นไม้ชนิดไดที่เติบโตได้หรือไม่ได้

ปริศนาสุดท้ายคือข้อมูลจริงในภาคพื้นดิน Kellndorfer รับความช่วยเหลือจาก Elizabeth LaPoint และทีมงานในโครงการวิเคราะห์และสำรวจป่าไม้ (Forest Inventory and Analysis) ของ the U.S. Forest Service เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของมลรัฐทำการสำรวจประชากรป่าไม้ มีแปลงสำรวจป่าไม้ทุก ๆ 6,000 เอเคอร์ของพื้นที่ป่า และวัดต้นไม้ในแปลงสำรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี

อย่างไรก็ตาม แปลงสำรวจเหล่านี้ ไม่เอื้อต่อการสำรวจโดยตรงหรือการศึกษาโดย Kellndorfer หรือใครก็ตามที่อยู่ภายนอก เนื่องจากเป็นมาตรการเพื่อป้องกันความสอดคล้องของข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคลเหนือพื้นที่นั้น ดังนั้น ทีม Woods Hole ได้เตรียมชุดข้อมูลนับพันด้วย 15-20 ตัวแปร เพื่อให้ LaPoint สามารถเปรียบเทียบกับการสำรวจป่าไม้

The NBCD แบ่งสหรัฐอเมริกาออกเป็น 66 นิเวศภูมิภาค ป่าไม้ในพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือแถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีชีวมวลหนาแน่นมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

ในที่สุด ทีมวิจัยสามารถสร้างแผนที่ที่มีความละเอียดสูงและเที่ยงตรงมากขึ้นกว่าแผนที่ขนาดใหญ่ของชีวมวลป่าไม้ที่เคยสร้างขึ้น แผนที่ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนการทำสัมปทานไม้ในเขตป่าไม้โบราณของ  Pacific Northwest และการปลูกป่าที่มีการจัดการอย่างดีในแถบตะวันออกเฉียงใต้ ในแถบมิด พืืนที่ป่าจะอยู่ตามแนวแม่น้ำและระหว่างชายขอบของพื้นที่เกษตรกรรม

ที่ความสะเอียดสูงสุด แผนที่ของ NBCD แสดงให้เห็นถึงการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่แต่ละแปลง (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Josef Kellndorfer ปิดท้ายว่า ป่าไม้เป็นรากฐานสำคัญต่อกิจกรรมของมนุษย์ เราต้องรู้ว่าเรามีพื้นที่ป่าไม้อยู่เท่าไร และอยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อการจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าที่เหมาะสม แผนที่ทำให้เรามีเครื่องมืออีกอันหนึ่งที่ช่วยพิจารณาทรัพยากรที่มีคุณค่านี้

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading