6 things to know about carbon dioxide

ดาวเทียม IDLandsat 8 จับภาพ Mauna Loa ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557 หอสังเกตุการณ์คาร์บอนไดออกไซด์(CO2 observatory) แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของยอดเขา caldera Credit ภาพ : NASA Earth Observatory/Landsat 8 เรียนรู้ภาพดาวเทียมนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่

หากคุณตามข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะคุ้นเคยกับมัน

ในเดือนพฤษภาคม 2561 เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมาถึงจุดสูงสุดของปี และกลายเป็นสถิติ ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในเดือนพฤษภาคมคือ 414.7 ส่วนในล้านส่วน(ppm) จากการบันทึกที่หอสังเกตการณ์พื้นฐานด้านบรรยากาศ Mauna Loa ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NOAA)ที่ฮาวาย ซึ่งเป็นค่าสูงสุดรายฤดูกาลในช่วง 61 ปี และเป็นปีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกันเป็นปีที่เจ็ดจากข้อมูลของ NOAA และ the Scripps Institution of Oceanography

หอสังเกตการณ์ Mauna Loa

หอสังเกตการณ์ Mauna Loa ทำการตรวจวัดคาร์บอนไดออกไซด์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 ทำเลที่ตั้งอันห่างไกล(สูงอยู่บนภูเขาไฟ) และไม่ค่อยมีพืชพรรณ ทำให้เป็นสถานที่ที่ดีต่อการติดตามตรวจสอบคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากไม่ถูกรบกวนมากจากแหล่งกำเนิดของก๊าซในพื้นที่(มีการปล่อยออกมาจากภูเขาไฟในบางครั้ง แต่นักวิยาศาสตร์สามารถแยกแยะการวัดได้โดยง่าย) Mauna Loa เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีเก็บตัวอย่างอากาศที่กระจายอยู่ทั่วโลกโดยจะทำการวัดว่ามีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอยู่เท่าไร

ความเข้มข้นทั่วโลกของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศพุ่งขึ้นสูงในทุกๆเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมของทุกปี แต่ในปี พ.ศ.2562 มีการพุ่งขึ้นสูงกว่าที่เคยเป็นมา เส้นแดงประแสดงค่าเฉลี่ยรายเดือน เส้นดำแสดงข้อมูลชุดเดียวกันหลังจากมีการเฉลี่ยค่าความแปรปรวนตามฤดูกาล Credit : NOAA ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

ความเห็นร่วมกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตรืด้านสภาพภูมิอากาศคือว่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น พายุฝน ความแห้งแล้ง น้ำท่วมและการเกิดไฟมีความสุดขั้วมากขึ้น

1) การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในอัตราเร่ง

ในแต่ละทศวรรษ ความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ในคริสตทศวรรษ 1960 ที่ Mauna Loa สังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 ส่วนล้านส่วนต่อปี จนถึงคริสทศวรรษ 1980s และ 1990s อัตราการเพิ่มกลายเป็น 1.5 ส่วนในล้านส่วนต่อปี และปัจจุบันมากกว่า 2 ส่วนในล้านส่วนต่อปี นาย Pieter Tans นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่ NOAA’s Global Monitoring Division กล่าวว่า มีหลักฐานที่มีอย่างแพร่หลายและสรุปได้ว่า การเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งนั้นมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น

เครดิตภาพ : NOAA/Scripps Institute of Oceanography เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกราฟ ได้ที่นี่

2) นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลรายละเอียดของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศย้อนหลังกลับ 800,000 ปี

เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนปี พ.ศ.2501 นักวิทยาศาสตร์จะใช้ แกนน้ำแข็ง นักวิจัยทำการเจาะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกและกรีนแลนด์และนำตังอย่างน้ำแข็งอายุนับพันปีขึ้นมา แกนน้ำแข็งเก่าแก่เหล่านี้มีฟองอากาศอยู่ภายในซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรู้ถึงระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศในอดีต วิดีโอด้านล่างผลิตโดย NOAA แสดงให้เห็นถึงชุดข้อมูลในรายละเอียด

3) CO2 ไม่ได้กระจายตัวเท่าๆ กัน

การสังเกตการณ์โดยดาวเทียมแสดงให้ถึงคาร์บอนไดออกไซด์อยู่อย่างกระจัดกระจาย มีความเข้มข้นสูงในบางพื้นที่และความเข้มข้นต่ำในบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น แผนที่ด้านล่างแสดงระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเดือนพฤษภาคม 2556 ในระดับกลางของของชั้นบรรยากาศโทรโปรสเฟียร์ที่ซึ่งมีสภาพอากาศเกิดขึ้นมากที่สุด ในช่วงเวลานั้น คาร์บอนไดออกไซด์มีมากทางซีกโลกเหนือเนื่องจากพืชพรรณ หญ้าและต้นไม้ ยังไม่ได้เขียวชอุ่มพอและดูดซับก๊าซบางชนิด การเคลื่อนย้ายและกระจายตัวของ CO2 ทั่วทั้งบรรยากาศถูกควบคุมโดยกระแสลมกรด(the jet stream) ระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ และการไหลเวียนของบรรยากาศในขนาดใหญ่อื่นๆ แบบแผนของคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่อย่างกระจัดกระจายดังกล่าวนี้นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจที่ว่า คาร์บอนไดออกไซด์เคลื่อนย้ายทั้งในแนวราบและแนวดิ่งในบรรยากาศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างไร

Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาเป็นเครื่องมืออวกาศอันแรกที่ทำการวัดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลกในกลางวันกลางคืน และภายใต้สภาพท้องฟ้าโปร่งและมีเมฆปกคลุม ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  world CO2 map. ดาวเทียม OCO-2 ปล่อยขึ้นไปทำงานในปี พ.ศ. 2557 และทำการวัดคาร์บอนไดออกไซด์ระดับโลก รวมถึงในชั้นบรรยากาศระดับต่ำ

4. แม้ว่าจะกระจายตัวไม่เท่ากัน คาร์บอนไดออกไซด์ยังผสมปนเปกันอย่างมากอีกด้วย

ใน animation จาก Scientific Visualization Studio ของนาซา มวลคาร์บอนไดอออกไซด์ขนาดใหญ่กระจายจากเมืองในอเมริกาเหนือ เอเชียและยุโรป กลุ่มมวลคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้ยังมาจากพื้นที่ที่มีการเผาไหม้พืชผลทางการเกษตรหรือการเกิดไฟป่า มวลของคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะรวมตัวกันเมื่อลอยขึ้นสู่ละติดจูดสูงขึ้นไปโดยกระแสลม ในภาพวิดีโอ สีแดงและสีเหลืองแสดงพื้นที่ที่ค่าเแลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่า ส่วนสีฟ้าแสดงพื้นที่ที่มีค่าเฉลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากวัฐจักรการสังเคราะห์แสงของพืชระหว่างกลางวันและกลางคืน ภาพนี้แสดงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเศษพืชในแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา คาร์บอนไดออกไซด์สามารถเคลื่อนตัวกระจายในระยะทางไกล แต่ก็สามารถสังเกตได้ว่าเทือกเขาสูงได้ช่วยกั้นการไหลของก๊าซได้อย่างไร

5. คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นบริเวณซีกโลกเหนือในฤดูใบไม้ผลิ

คุณจะสังเกตเห็นว่ามีแบบแผนฟันเลื่อยที่แตกต่างกันในแผนภูมิที่แสดงให้เห็นว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับมากขึ้นและลดลงซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของพืชพรรณ พืชต้นไม้และพืชผลจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังนั้นฤดูกาลที่มีพืชมากจะมีระดับก๊าซต่ำกว่า โดยทั่วไปความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงสุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเนื่องจากการย่อยสลายใบไม้ในป่าทางซีกโลกเหนือ (โดยเฉพาะแคนาดาและรัสเซีย) ได้เพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศตลอดฤดูหนาวในขณะที่ใบไม้ใหม่ยังไม่แตกหน่อและดูดซับก๊าซได้มากนัก ในแผนภูมิและแผนที่ด้านล่างการลดลงและการไหลของวัฏจักรคาร์บอนสามารถมองเห็นได้โดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับผลผลิตหลักสุทธิในระดับโลก(net primary productivity) ซึ่งเป็นการวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พืชใช้ในระหว่างการสังเคราะห์แสงลบด้วยปริมาณที่ปล่อยออกมาระหว่างการหายใจ สังเกตว่าคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ

Image via NASA Earth Observatory. Read more about this image.

6. มันไม่ได้แค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ

คาร์บอนส่วนใหญ่ของโลกประมาณ 65,500 พันล้านเมตริกตันถูกเก็บไว้ในหิน ส่วนที่เหลืออยู่ในมหาสมุทรบรรยากาศ พืชพรรณ ผืนดิน และเชื้อเพลิงฟอสซิล คาร์บอนจะเคลื่อนย้ายระหว่างแหล่งกักเก็บแต่ละแห่งในวัฏจักรคาร์บอนซึ่งมีส่วนประกอบที่ช้าและเร็ว การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในวัฏจักรที่เปลี่ยนคาร์บอนออกจากแหล่งกักเก็บหนึ่งจะทำให้คาร์บอนเข้าไปในแหล่งอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ทำให้ก๊าซคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นส่งผลให้อุณหภูมิของอากาศอุ่นขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไฟป่าไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ สิ่งต่างๆ เช่น กิจกรรมของแพลงก์ตอนพืช สุขภาพของป่าไม้ของโลก และวิธีที่เราเปลี่ยนภูมิทัศน์ผ่านการทำฟาร์มหรือสิ่งปลูกสร้างก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฏจักรคาร์บอน(carbon cycle)

The carbon cycle. Image via NASA.

ที่มา : https://earthsky.org/earth/6-things-to-know-carbon-dioxide-co2-greenhouse-gas

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading