เขียนโดย Kasha Patel – 5 มีนาคม 2563

เรื่องแรกสุดและสำคัญคือการระบาดของโคโรนาไวรัส(COVID-19) คือประเด็นของสาธารณสุขและความปลอดภัย แต่เมื่อผู้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบแผนในชีวิตประจำวันเพื่อกันและหลีกเลี่ยงไวรัส มีผลกรทบที่ลึกซึ้งต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ผิดพลาด ต่อไปนี้เป็นสี่ประเด็นที่โคโรนาไวรัสส่งผลกระทบ(และไม่ส่งผลกระทบ)ต่อสิ่งแวดล้อมในจีน

1. ภาพถ่ายจากดาวเทียมพบการลดลงมลพิษทางอากาศหนึ่งชนิด แต่ไม่ได้หมายถึงว่าอากาศปลอดจากมลพิษทางอากาศทั้งหมด

Image credit: Josh Stevens / NASA Earth Observatory

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 นาซาได้รายงานถึงการลดลงของกิจกรรมทางธุรกิจ อุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งนับตั้งแต่มีการระบาดของโคโรนาไวรัสที่ได้ก่อให้เกิดการลดลงของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเหนือจีนแผ่นดินใหญ่ แต่นักวิจัยระบุว่า การลดลงที่สามารถวัดได้ของมลพิษตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้หมายถึงว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้นทันทีทันใดทั้งประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ สำนักข่าวต่างๆ รายงานข่าวว่า มลพิษทางอากาศในระดับที่เป้นอันตรายต่อสุขภาพในกรุงปักกิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมลพิษPM 2.5 จากรายงานที่นำเสนอใน South China Morning Post “กระแสลมอ่อน ความชื้นสูงและการผกผันของอุณหภูมิส่งผลให้มลพิษทางอากาศกักตัวอยู่ในเมือง” ดาวเทียมของ NASA ยังแสดงให้เห็นถึงปริมาณละอองลอย(aerosols)ในระดับสูง

นอกจากละอองลอย สภาพอากาศยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าคุณภาพอากาศจะเป็นอย่างไร Fei Liu นักวิจัยของ NASA/USRA บอกว่า แบบแผนของลมและความสูงของชั้นบรรยากาศผิวโลก(the planetary boundary layer) ซึ่งคือแนวบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกที่สุดของชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์(troposphere) คือปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่มีความสำคัญ ความสูงชองชั้นบรรยากาศผิวโลก จะส่งให้ผลให้มลพิษทางอากาศรวมตัวกันในแนวดิ่งในลักษณะใด จากนั้นสารมลพิษจะเคลื่อนตัวสูงขึ้นไปและความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศจะรวมตัวกันใกล้พื้นผิว (หรือในทางตรงกันข้าม) อย่างไร Liu และทีมงานกำลังศึกษาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ในสภาวะปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวในช่วงก่อนและหลังมาตรการปิดเมืองอย่างไร

2. ถนนและการคมนาคมขนส่งโล่งขึ้นในช่วงมาตรการปิดเมือง

การจราจรบนท้องถนนที่ดล่งขึ้นบริเวณสถานีรถไฟนครอูฮั่นในช่วงมาตรการปิดเมือง Image credit: Planet Labs Inc.

ไม่แปลกใจเลยว่าการจราจรบนถนนในเมืองหลักของจีนจะโล่งขึ้นจากการที่คนจำนวนมากต้องกักตัวอยู่ในบ้านและระบบขนส่งสาธารณะต้องปิดตัวลง ภาพถ่ายดาวเทียมของ Planet Labs จับภาพ การจรจาจรที่ลดลงและลานจอดรถที่ว่างเปล่าใกล้สถานรถไฟและสนามบิน รถไฟหยุดเดินรถราวๆ วันที่ 22 มกราคม ในช่วงมาตรการปิดเมืองช่วงแรกเริ่มขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2562 สายการบินในประเทศของจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2563 นี้ลดลง ร้อยละ 60 ถึง 70

Bridge traffic disappeared during the quarantine. Image credit: Planet Labs Inc.

3. กิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินและน้ำมันลดลงส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงด้วย

รายงานของ Carbon Brief ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมหลักในจีนดำเนินการในระดับต่ำกว่าปกติในช่วงมาตรการกักตัว เช่น โรงกลั่นน้ำมันในมณฑลกวางตุ้งมีระดับการผลิตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 การใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าก็ต่ำในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉลี่ย ผลคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่ำลงร้อยละ 25 ในช่วงตรุษจีนเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2562 แต่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในช่วงสองสัปดาห์นั้นทำให้ลดปริมาณการปล่อยในภาพรวมลงได้เพียงประมาณร้อยละ 1

Image credit: Carbon Brief

4. ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าเถ้าจากการเผาศพทำให้ให้ระดับซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แผนที่ ที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใกล้กับนครอู่ฮั่น บางสำนักข่าวคาดการณ์อย่างตีขลุมไปว่ามาจากการเพิ่มขึ้นของการเผาศพมนุษย์

ภาพดังกล่าวมาจากข้อมูล GEOS earth system model ของนาซาและไม่ได้ใช้การสังเกตตามเวลาจริง Arlindo da Silva จากองค์การนาซาอธิบายว่า ใน GEOS model ความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ประเมินจากแหล่งกำเนิดในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกโดยกระแสลมวนในชั้นบรรยากาศโลก ดังนั้น แบบจำลอง GEOS model ไม่ได้รวมความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดของกิจกรรมมนุษย์ (เช่น มาตรการปิดเมิองและกักตัวอยู่บ้าน) ที่สำคัญ ผลของแบบจำลองไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ในกรณีนี้

สุดท้าย ข้อมูลจาก Snopes การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)นั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ถ่านหิน—ไม่ได้มาจาการเผาศพมนุษย์

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading