แปลเรียบเรียงจาก Shannon Osaka 16 มีนาคม 2563 https://grist.org/climate/why-dont-we-treat-climate-change-like-an-infectious-disease/?fbclid=IwAR0rdwGczp2bOiUZ5nUZ4prW1w33TizUoBKNzKTnxJwZr6wtzxd8_KW20Uw

โรงเรียนปิด หลายพื้นที่มีมาตรการกักกัน ปธน.ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติและกำลังประเมินแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอกชนฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา

ประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับไวรัสใหม่อย่างเร่งรีบเพื่อลดการแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบัน(16 มีนาคม) มีผู้ติดเชื้อ 135,000 รายและเสียชีวิต 5,000 รายทั่วโลก

นี่คือวิกฤตระดับโลก แต่ทำไมเราจึงไม่เห็นการขับเคลื่อนรับมืออย่างทันทีทันใดเช่นนี้ในประเด็นวิกฤตโลกร้อนที่เป็นหายนะภัยระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากเช่นเดียวกัน

เป็นธรรมดาที่เราจะเสียใจกับการไม่ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และประหลาดใจว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากรัฐบาลของประเทศต่างๆ จัดการกับวิกฤตโลกร้อนให้เหมือนกับที่จัดการกับโรคระบาด หรือแม้กระทั่งในเรื่องสงคราม อะไรเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่สร้างสีสันพาดหัวข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ทุกฉบับ เหมือนกับไวรัสโควิด-19 ที่เป็นประเด็นข่าวในทุกหัวระแหง

Ed Maibach ศาสตราจารย์แห่ง George Mason University ที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ บอกว่า “แน่นอน เรารับมือกับวิกฤตโลกร้อนน้อยไป เพราะมันเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพที่กระทบกับหลายรุ่นคนในอนาคต”

เหตุส่วนหนึ่งที่คนรับรู้ภัยคุกคามของ COVID-19 คือความสดใหม่ ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาอย่างแรง – หรือบางทีก็เกินเลยไป -กับความเสี่ยงแบบใหม่ ไม่แน่นอน ไม่สามารถควบคุมได้และการคุกคามที่ถึงชีวิต ไวรัส COVID-19 มีคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมด

ในขณะที่ประเด็นวิกฤตโลกร้อนนั้นผู้คนเห็นมานานในแง่ที่ว่าเป็นความเสี่ยงที่คืบคลานเข้ามา เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบผู้คนบางเวลาในอนาคต ชาวอเมริกันน้อยกว่าครึ่งเชื่อว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศกระทบกับชีวิตประชาชนในขณะนี้(แต่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง) แม้ว่าจะเกิดไฟป่ามหากาฬ ในออสเตรเลียและธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็ว กรอบการพิจารณาของวิกฤตโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาวที่ไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของความสนใจของผู้คน ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า”แน่นอน มันเป็นปัญหา คนคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่เอาไว้จัดการทีหลัง”

Susan Clayton ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Wooster College ในรัฐโอไฮโอ บอกว่า ปัญหาที่คล้ายๆ กัน มักถูกเก็บวางไว้ก่อนเมื่อเจอกับปัญหาที่ใหม่กว่า ถ้าเรามองไปที่สิ่งเดียวกันเป็นเวลานาน เราก็จะหยุดมองมันเพราะว่าการรับรู้ภาพของเราจะมีการปรับเปลี่ยน นั่นก็อุปมาอุปมัยคล้ายๆ กับการที่คนตอบสนองต่อวิกฤตโลกร้อน “เราคิดว่า โอ้ วิกฤตโลกร้อนมันแย่ แต่ฉันได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องสนใจกับเรื่องที่จะออกมาในวันนี้”

ไม่เพียงเรื่องจิตวิทยาเท่านั้นที่กันไม่ให้คนตอบรับกับวิกฤตโลกร้อนในทันที วิกฤตโลกร้อนถูกมองว่าเป็น โคตรปัญหาพยศ — กล่าวคือเป็นประเด็นที่ไม่มีความแน่นอน มีลักษณะเฉพาะตัว และไม่มีทางออกสุดท้ายที่แน่ชัด เป็นปัญหาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่และถาวรในวิถีทางที่สังคมดำเนินไป วิกฤตโลกร้อนมักถูกขยายโดยประเด็นอื่นๆ และในบางครั้งจำต้องต่อกรกับผลประโยชน์เชิงอำนาจ ตัวอย่างเช่น ความยากจนเป็นปัญหาพยศ ไม่มีแนวทางที่แก้ไขแบบตายตัว

เมื่อประเทศทั่วโลกออกมาตรการเข้มเพื่อป้องกันแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีสมมุติฐานว่า มาตรการป้องกันที่ออกมาเหล่านั้นจะมีความจำเป็นต้องทำเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี (เราต้องทำความคุ้นเคยกับการเรียนหรือทำงานจากบ้านแล้วล่ะ)

ส่วนวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นต้องการปฏิบัติการข้ามทศวรรษ ไปจนถึงปี พ.ศ.2593 หรือมากกว่านั้น แม้ว่าจะมีผลโยชน์อย่างมหาศาลจากการขับเคลื่อนทั้งหลายทั้งมวลในระยะสั้น มนุษยชาติก็จะยังคงต้องขับเคี่ยวกับประเด็นโลกร้อนไปอย่างน้อยที่สุดอีก 1 ศตวรรษ ไม่มีวัคซีนสำหรับวิกฤตโลกร้อน ไม่เหมือนกับโคโรนาไวรัส มันจะไม่เพียงหมดแรงไปง่ายๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ Mona Sarfaty ผู้อำนวยการโครงการ climate change and health ที่ George Mason University กล่าวว่า “ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดสำหรับแก้ไขโคโรนาไวรัสนั้นเป็นที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากวิกฤตโลกร้อน คลื่นความร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากไฟป่าจะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสุขภาพและทางการแพทย์ ระบบสนับสนุนทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ร้อนขึ้น”

นอกจากนี้ ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอะไรที่เป็นไปได้ถ้าหากรัฐบาต่างๆ และปัจเจกชนทุกคนสามารถละวางการคิดในระยะสั้น ศาสตราจารย์ Clayton กล่าวว่า “มันมีความรู้สึกเมื่อผู้คนรับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุกเฉิน มาตรการที่แรงมากๆ สามารถนำมาใช้ได้” ดูอย่างการเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งเป็นหนึ่งในการกระทำที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอันหนึ่ง ศาสตราจารย์ Clayton ปิดท้าย “เมื่อมาถึงจุดที่ว่านี้ คนจะไม่พูดว่าฉันจะไม่สามารถหยุดเดินทางโดยเครื่องบินเพราะว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะพูดว่าฉันจะไม่นั่งเครื่องบิน”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading