คำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ของศาลแห่งเมืองดัชต์ ให้อุตสาหกรรมฟอสซิลรายใหญ่อย่างเชลล์ต้องต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 45% ในปี 2573 ตามเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะภัยและผลกระทบที่ไม่สามารถย้อนกลับได้จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มีความน่าสนใจและข้อสังเกตหลายประการดังนี้

1) เป็นผลจากการศึกษาเชิงสืบสวนสอบสวนโดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งริเริ่มโดย Carbon Disclosure Project (CDP) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านสิ่งแวดล้อม CDP ได้ตีพิมพ์รายงานชื่อ Carbon Majors Database ในปี 2560 ระบุว่า มีอุตสาหกรรมฟอสซิลจำนวน 100 แห่งทั่วโลกมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 71% ของการปล่อยรวมทั้งหมด และหนึ่งในนั้นก็คือ Shell

2) ทำไมต้องเป็น Shell และเป็นศาลเนเธอร์แลนด์ เหตุผลก็คือ Shell จริงๆ แล้วก็คือ Royal Dutch Shell Public Company Limted ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเฮก เริ่มแรกเป็นการรวมตัวของ Koninklijke Nederlandse Petroleum Maatschappij และ the Shell Transport and Trading Company Limited ของสหราชอาณาจักร จากนั้น Oil and Gas Supermajor อย่าง Royal Dutch Shell ก็สยายปีกไปทั่วโลก ไม่มีใครไม่รู้จัก ดังนั้น การฟ้องร้องที่นำโดยกลุ่ม non-profit ที่จดทะเบียนในเนเธอร์แลนด์อย่าง Friends of the Earth Netherlands (Milieudefensie) ร่วมกับกรีนพีซ เนเธอร์แลนด์, ActionAid, Both ENDS, Fossielvrij NL, Jongeren Milieu Actief, Waddenvereniging และโจทก์ร่วมทั้ง 17,379 คน นั้นก็สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง

3) อันนี้ต้องอุทานออกมาดังๆ คำตัดสินของ The Hague District Court ก็ยิ่งชัดเจน ขึ้นต้นว่า The Hague District Court has ordered Royal Dutch Shell (RDS) to reduce the CO2 emissions of the Shell group by net 45% in 2030, compared to 2019 levels, through the Shell group’s corporate policy และศาลเขายึดมั่นไม่เฉพาะหลักการทางกฎหมาย แต่หลักการทางวิทยาศาสตร์ด้วยโว้ย ใครมีเวลาลองเข้าไปอ่าน verdict เวอร์ชันอังกฤษของเขาดูที่ https://uitspraken.rechtspraak.nl/inziendocument?id=ECLI:NL:RBDHA:2021:5339&showbutton=true&keyword=Shell

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading